รถม้าห้าคันวิ่งผ่านประตูเมืองตรงไปยังร้านเครื่องเขียนสกุลเหิง ผู้ดูแลร้านรอคอยอยู่ก่อนแล้วรีบวิ่งเข้ามาหา
“กูเหนียงมาแล้วหรือขอรับ”
“มาแล้วเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านจะพาข้าไปยังสถานที่ผลิตกระดาษได้หรือยัง”
“เถ้าแก่รออยู่ที่นั่นแล้วขอรับ ท่านตามรถม้าของพวกเรามาได้เลย”
รถม้าวิ่งมาจนถึงโรงงานผลิตกระดาษของสกุลเหิง เหิงกังรีบออกมาต้อนรับ
“คารวะเหล่าเหิง ข้านำวัตถุดิบสำหรับย้อมกระดาษมาส่งท่านทั้งหมดสองพันจิน” อีกห้าร้อยจินนางเก็บไว้ทำยา เปลือกชวนหวงป้อเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ เช่น รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม โรคอุจจาระร่วง วัณโรค เป็นต้น
เหิงกังหยิบเปลือกไม้ที่อยู่ในกระสอบมาพินิจ พวกเรามาทดสอบกันเถิด”
“ได้เจ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงกับเหินกังช่วยกันนำเปลือกชวนหวงป้อไปต้มเอาน้ำของมัน ทั้งสองทดลองจนเวลาล่วงเลยไปถึงสองชั่วยาม ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ รอแค่เพียงให้กระดาษแห้งแล้วนำไปทดสอบว่าพวกแมลงกัดกินหรือไม่ หากไม่ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จ
จะไม่ประสบผลสำเร็จได้อย่างไรในหนังสือโลกก่อนของนางบอกว่าคนสมัยโบราณให้วิธีนี้เพื่อป้องกันแมลงเข้าทำลาย นางแค่หยิบยืมความรู้มาหาเงินเข้าเหอเปาชาวบ้านกับเหอเปาตนเองเล็กน้อย
“ค่าเปลือกไม้ทั้งหมดสี่สิบก้วน” เหิงกังยื่นถุงเงินให้
“เหล่าเหิง ถ้าท่านต้องการเปลือกไม้อีกให้คนไปบอกข้าที่หมู่บ้านซานเป่ยได้นะเจ้าคะ”
“ได้”
“ข้ามีอีกเรื่องอยากจะขอร้อง”
“เจ้าว่ามา”
“เหล่าเหิงช่วยให้รถม้าไปรับเปลือกไม้ที่หมู่บ้านได้หรือไม่ รถม้าบ้านข้าไม่พอใช้งาน” อีกสักพักรถม้าบ้านนางน่าจะไม่พอใช้งาน ผลไม้บนเขาก็เริ่มจะให้ผลผลิต
“ข้าสามารถเอารถม้าไปรับของได้ เจ้าไม่ต้องลำบาก” นังหนูคนนี้ให้เคล็ดลับเป็นประโยชน์แก่ตระกูลตน แค่เอารถไปรับของเองไม่เป็นปัญหา
“เหล่าเหิง ข้าจะขายเคล็ดลับอีกอย่างท่านสนใจหรือไม่” ยกมือขึ้นป้องปากกระซิบเสียงเบาราวกับว่ามันเป็นความลับสุดยอด
“เคล็ดลับอันใด”
“ปกติท่านขายกระดาษเป็นม้วนใช่หรือไม่”
“ใช่”
“ข้ามีข้อเสนอแนะ รับรองว่าวิธีของข้าจะสะดวกสบายขึ้น คนทั่วต้าถังจะต้องชอบ แต่ว่าข้าขอคิดค่าเคล็ดลับสักเล็กน้อยหน่อยก็แล้วกัน”
“หากเคล็ดลับที่เจ้าบอกมันดีต่อสกุลเหิงรับรองได้ว่าข้าจะไม่ตระหนี่กับเจ้า”
“ท่านพูดแล้วห้ามคืนคำนะเจ้าคะ ถ้าเป็นผู้อื่นข้าคงไม่บอกเคล็ดลับ แต่เห็นว่าเป็นท่านข้าจึงยอมบอก” จ้าวลู่ชิงแสแสร้ง ความเป็นจริงนางอยากได้เงินจึงเคล้นเอาเคล็ดลับเล็กน้อยที่อยู่ในหัวสมองออกมาขาย ดูเหมือนว่าเหล่าเหิงจะทราบซึ้งกับประโยคที่นางกล่าวออกไป
ดีล่ะ! หากทราบซึ้งมากก็ต้องให้ค่าเคล็ดลับมากหน่อย จ้าวลู่ชิงบอกอุปกรณ์ที่นางต้องการเหล่าเหิงก็รีบหามาให้
ซูเซียงกับซูเจินมองการกระทำของคุณหนู พวกนางต่างสงสัยว่าคุณหนูกำลังทำอันใด ไฉนถึงมีเคล็ดลับมากมายอยู่ในหัว
เมื่อใดที่แววตาคุณหนูเป็นประกายระยิบระยับเหมือนเห็นแผ่นทองคำเมื่อนั้นต้องได้รับเงินเข้าเหอเปาอย่างแน่นอน พวกนางกำลังลุ้นว่าเหล่าเหิงจะจ่ายค่าเคล็ดลับคุณหนูเท่าไหร่
หลังจากนั่งวุ่นอยู่สักพักในที่สุดจ้าวลู่ชิงก็ทำสำเร็จ “เหล่าเหิงเป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวลู่ชิงกางกระดาษที่เป็นแผ่นพับต่อหน้าชายชรา
“นี่มัน…..” ตาเป็นประกายกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“เรียกมันว่าเจ๋อเปิ่น (折本 รูปเล่มแผ่นพับ) ปกติกระดาษจะมีแต่เป็นแบบม้วน หากท่านทำแบบนี้ขาย รับรองว่าต้องขายดีอย่างแน่นอน สะดวกกว่ากระดาษแบบม้วนเยอะ ในต้าถังยังไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน สกุลเหิงจะเป็นเจ้าแรกที่ขายมัน”
เหิงกังสัมผัสกระดาษที่นำมาทำเป็นแผ่นพับ ด้านหน้าด้านหลังติดกระดาษแข็งเสริมเพื่อทำเป็นปก ประโยคที่กล่าวว่าสกุลเหิงจะเป็นเจ้าแรกที่ขายมัน ทำให้ตาเฒ่าอย่างเขามือสั่นใจเต้นแรง
“หากท่านอยากเพิ่มมูลค่าให้กับแผ่นพับก็สามารถนำผ้าไหมมาห่อหุ้มให้สวยงามได้ ข้าจะบอกเคล็ดลับอีกสักหน่อยก็แล้วกัน ถึงอย่างไรก็มาขนาดนี้แล้ว”
“เคล็ดลับอันใดอีก เจ้ารีบบอกข้ามา”
“ทำกระดาษให้เป็นรูปเล่ม”
“อย่างไร เจ้าลองทำให้ข้าดู เจ้าต้องการอันใดบอกข้ามา ข้าจะรีบไปหามาให้” ปากสั่นฟันกระทบกันจนแทบพูดไม่ออก ตื่นเต้นจนแทบหัวใจหยุดเต้น
จ้าวลู่ชิงบอกในสิ่งที่ต้องการ เพียงสิ้นสุดคำพูดชายชราก็รีบวิ่งไปหาของมาให้
“เร็วมาก”
นายบ่าวทั้งสามต่างอึ้งกับความรวดเร็วของชายชรา
“ฮูหยินผู้เฒ่ารู้เข้าว่าคุณหนูนำเคล็ดลับออกมาบอกผู้อื่น คุณหนูต้องโดนต่อว่าอีกแน่” ซูเจินรู้สึกเสียดายเคล็ดลับพวกนี้
“เจ้าอย่าคิดมากไป เคล็ดลับพวกนี้ใช้หาเงินก็พอ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่สนใจที่จะทำอยู่แล้ว มิสู้นำออกมาขายหาเงินเข้าเปาเหอใบเล็ก ๆ ของพวกเราดีกว่า”
“มาแล้ว ข้านำของที่เจ้าต้องการมาให้แล้ว”
จ้าวลู่ชิงตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เท่ากันปึกหนึ่ง จากนั้นก็เจาะรูนำเชือกมาร้อยแผ่นกระดาษเพื่อเข้าเป็นรูปเล่ม สาละวนอยู่สักพักในที่สุดก็สำเร็จ
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เหล่าเหิงคิดว่าสะดวกหรือไม่” แกว่งกระดาษที่ถูกเข้าเล่มไปมาต่อหน้าชายชรา
“ยาโถว [1] สมองเจ้าบรรจุความรู้ไว้มากมายจริง ๆ ข้าขอซื้อเคล็ดลับเจ้าทั้งสองอันเป็นเงินสองพันก้วน”
“สองพันก้วน!!!”
จ้าวลู่ชิงหงายหลังเกือบตกเก้าอี้ หากไม่ได้ซูเซียงจับไว้ได้ทันนางคงต้องขายหน้าไปมากกว่านี้ นางไม่คิดว่าเหล่าเหิงจะจ่ายเงินมากขนาดนี้เพื่อแลกกับเคล็ดลับเล็กน้อย นางหวังมากสุดเพียงหนึ่งร้อยก้วน ไม่คิดว่าเหล่าเหิงจะให้มากกว่าที่หวังหลายเท่านัก
เหินกังรีบออกไปบอกให้ผู้ดูแลร้านไปเบิกเงินสองพันก้วนจากพ่อบ้านมาให้ตนที่โรงงานทำกระดาษ
“สองพันก้วนมิใช่น้อย ๆ ท่านจ่ายหนักเพียงนี้ที่บ้านจะไม่ว่าเอาหรือเจ้าคะ” นางกลัวชายชราเลอะเลือนไปเพียงชั่ววูบ
“ในตระกูลเหิงข้ามีสิทธิ์เด็ดขาด สองพันก้วนแลกกับเคล็ดลับที่เจ้าถ่ายทอดให้สกุลเหิงมันน้อยไปด้วยซ้ำ”
จ้าวลู่ชิงเข้าใจแล้วว่าชายชราตรงหน้าน่าจะเป็นคหบดีร่ำรวยเงินทอง ถึงชาวบ้านส่วนใหญ่แม้กระทั่งฮ่องเต้จะยากจนแต่ผู้ที่ยังมั่งคั่งไม่เสื่อมคลายคือพ่อค้า ตระกูลคหบดีหลายตระกูลมีทรัพย์สมบัติเยอะกว่าเงินในท้องพระคลังเสียอีก
หลี่ซื่อหมินจนถึงขนาดที่ว่าอยู่ตำหนักเก่า ๆ โทรม ๆ ไม่กล้าใช้เงินส่วนกลางมาสร้างตำหนักใหม่ เพราะเงินทองต่างถูกประเคนให้กับไท่ซ่างหวงเพื่อลบล้างความผิดที่เคยกระทำในอดีต เห็นหรือไม่เงินมันสำคัญมากเพียงใด
“ท่านมีน้ำใจกับข้าเช่นนี้ข้าจะลองแนะนำอีกอย่างให้ท่านก็แล้วกัน”
“เจ้าแนะนำมาเลย ข้าพร้อมรับฟัง” หูกระดิกเองทันควัน รอฟังคำแนะนำจากดรุณีน้อยมากความสามารถ
“ท่านสามารถพิมพ์ตารางลงไปในแผ่นกระดาษเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย” จ้าวลู่ชิงวาดตารางใส่ลงไปในกระดาษเป็นตัวอย่าง
“ความคิดเจ้ายอดเยี่ยมนัก สกุลเหิงต้องมีชื่อเสียงยิ่งขึ้นไป ครองตลาดกระดาษทั่วต้าถังลามไปถึงแคว้นอื่น”
“หากท่านร่ำรวยมีชื่อเสียงได้ครองตลาดกระดาษแล้วอย่าลืมข้านะเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงกระเซ้าหยอกล้อ
“ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร กลับบ้านไปข้าต้องบอกหลานชายหลานสาวให้ไปทำความรู้จักกับผู้มีพระคุณสักหน่อย”
“เหล่าเหิงกล่าวหนักเกินไปแล้ว ระหว่างพวกเราอย่าเรียกว่าพระคุณเลยเจ้าค่ะ เรียกว่าทำการค้าร่วมกันจะดีกว่า ข้าบอกเคล็ดลับส่วนท่านก็จ่ายเงินค่าเคล็ดลับ พวกเราได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”
“เจ้าช่างเป็นเด็กรู้ความนัก”
นั่งสนทนากับเหล่าเหิงนานพอสมควรเงินสองพันก้วนก็มาถึง จ้าวลู่ชิงกับสาวใช้ข้างกายอดกลั้นอาการดีใจเอาไว้ภายใน พอก้าวขึ้นรถม้าเท่านั้นแหละทั้งสามต่างปิดปากหัวเราะกับจำนวนเงินที่ได้มาในวันนี้
รถม้าห้าคันวิ่งตามกันบนถนนจากนั้นคันที่จ้าวลู่ชิงนั่งก็มาหยุดอยู่หน้าโรงหมอหยาง ส่วนที่เหลือวิ่งไปยังภัตตาคารหยงเล่อ
ยาลูกกลอนที่จ้าวลู่ชิงนั่งหลอมเพื่อนำมาแลกเงินถูกพลเงาที่ร่วมเดินทางมาด้วยยกลงจากรถเดินตามหลังผู้เป็นนายเข้าไปด้านในห้องรับรอง
ในห้องรับรองตอนนี้มีเพียงจ้าวลู่ชิง ซูเซียงและหมอหยาง ส่วนซูเจินเฝ้ารถม้าไม่ยอมไปไหน เพราะในนั้นมีเงินแปดร้อยก้วน
แปดร้อยก้วนเชียวนะ! เงินส่วนที่เหลือนางแบ่งใส่รถม้าคันอื่น ก่อนออกจากรถม้าทั้งสองต่างเห็นซูเจินรีบนั่งทับกล่องเงินป้องกันขโมย
หมอหยางดมสมุนไพรที่อยู่ในขวดกระเบื้องเคลือบ ตรวจสอบยาสมุนไพรอย่างละเอียด
“เจ้าช่างเก่งกาจนัก” กล่าวชื่นชม “ยาสมานแผลข้าให้ขวดละสองก้วน ส่วนยาอมละลายเสมหะข้าให้ขวดละหนึ่งก้วน”
“หม่าหลงจู๊เจ้าเข้ามาคิดเงินเร็วเข้า” หมอหยางตะโกนเรียกผู้ดูแลโรงหมอ
“ขวดพวกนี้สองก้วน ส่วนพวกนี้หนึ่งก้วน”
“รับทราบขอรับ” หม่าหลงจู๊ดีดลูกคิด
จ้าวลู่ชิงนั่งนิ่งยกยิ้มมุมปากกับจำนวนเงินที่ได้รับในวันนี้
“ทั้งหมดหกสิบก้วนขอรับ”
“วันนี้ไม่ตรวจผู้ป่วยหรือเจ้าคะ”
“ลูกศิษย์ข้าเดินทางมาจากลั่วหยางเพิ่งมาถึงเมื่อเช้า พอมาถึงก็รับหน้าที่ตรวจผู้ป่วยแทน”
แน่นอนว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอเทวดาย่อมมีผู้คนอยากกราบไว้เป็นอาจารย์ นางไม่ประหลาดใจกับการปรากฏตัวของลูกศิษย์หมอเทวดาหยาง
“เจ้ามิได้เข้าอำเภอมาขายยาสมุนไพรเพียงอย่างเดียวหรอกมั้ง”
“ข้านำเปลือกชวนหวงป้อมาส่งสกุลเหิงด้วยเจ้าค่ะ”
“สกุลเหิง? เปลือกชวนหวงป้อ?” สกุลเหิงเป็นตระกูลคหบดีค้าขายเกี่ยวกับเครื่องเขียน นำเปลือกไม้ชนิดนี้ไปทำอันใด
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าพอมีเหลือหรือไม่ โรงหมอข้าขาดมันพอดี” เปลือกไม้สารพัดประโยชน์เช่นนี้อย่าบอกนะว่านำไปผลิตเกี่ยวกับกระดาษ
“ข้ากำลังทำยาจากมันอยู่ หากท่านสนใจข้าจะนำมาขายให้”
“โรงหมอข้าต้องการมันมาก ช่วงนี้ผู้ป่วยแห่แหนกันมารักษาจนข้าแทบไม่ได้พัก”
“ข้าจะนำไปพิจารณา”
“เพราะเหตุใดถึงต้องพิจารณา”
“ข้าไม่ขอปิดบังท่านนะเจ้าคะ คือว่าข้ากำลังรวบรวมสมุนไพรเพื่อต้องการเปิดร้านขายยา”
“เจ้าไม่มีใบอนุญาตจะเปิดได้รึ ยาโถวข้าว่าเจ้ามาทำการค้ากับข้าดีกว่า” แววตาหลอกล่อทำให้จ้าวลู่ชิงยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ ชายชราเห็นว่านางหลอกล่อง่ายเพียงนั้นเลยหรือ
“ข้ามีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง ท่านเป็นหมอหลวงเหมือนกับท่าน ตอนนี้คนผู้นั้นกำลังเดินทางรักษาผู้ป่วยยากไร้ไปทั่วแคว้น อีกไม่นานน่าจะกลับมา”
“อาจารย์เจ้ามีนามว่าเยี่ยงไร ข้าพอจะรู้จักหรือไม่”
“เป็นความลับเจ้าค่ะ หากอาจารย์ข้าอยากรู้จักกับท่าน ข้าจะรีบเชิญพวกท่านไปพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กัน แต่ว่าอาจารย์ของข้าไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเทวดานะเจ้าคะ” อาจารย์นางเป็นเพียงหมอธรรมดาไม่เก่งกาจถึงขั้นหมอเทวดา ท่านเพียงมีใจโอบอ้อมอารีอยากช่วยผู้ยากไร้ให้พ้นจากความเจ็บป่วย
หมอหยางลูบเคราสีดอกเลาครุ่นคิดว่าผู้ใดบ้างที่ออกเดินทางทั่วแคว้นเพื่อรักษาผู้ป่วยยากไร้ “หากอาจารย์ของเจ้ากลับมา บอกว่าข้าหยางป๋อจื่อต้องการแลกเปลี่ยนความรู้กับเขา”
“ข้าจะบอกให้นะเจ้าคะ”
“เจ้าจะเปิดร้านขายยาที่ใด”
“ที่ตำบลหลงซีเจ้าค่ะ”
“เจ้าอย่าลืมแบ่งยาที่เจ้าคิดค้นมาให้ข้าด้วยล่ะ”
ท่าทางน้อยใจของหมอผู้เฒ่าทำให้จ้าวลู่ชิงขำขัน ที่นางไม่มาเปิดในอำเภอเพราะว่าให้เกียรติร้านขายยาของโรงหมอหยาง
“ข้าไม่ลืมท่านแน่นอนเจ้าค่ะ ร้านข้ามียาชนิดใดร้านท่านต้องมียาชนิดนั้น”
“เจ้ารับปากกับข้าแล้วนะ หากเจ้าผิดคำพูดคอยดูเถิดว่าข้าจะจัดการอย่างไรได้บ้าง”
“ท่านเป็นหมอหรือเป็นอันธพาลกันแน่ถึงได้มาขู่ข้าผู้เป็นเพียงสตรีบอบบาง”
“ไม่รู้แหละ เจ้าห้ามผิดสัญญา”
“เจ้าค่ะ ข้าไม่ผิดสัญญาอย่างแน่นอน”
“เสี่ยวชิง เจ้าพอจะมีวิธีทำให้ไม่เจ็บก้นหรือไม่” หมอหยางยื่นหน้ากระซิบแผ่วเบาด้วยความอับอาย หลายวันมานี้เขาเจ็บตรงรูทวารทายา ดื่มยาเยี่ยงไรก็ไม่หาย
“เจ็บตรงรูทวารหรือเจ้าคะ”
ใบหน้าอวบอูมแดงเพราะเขินอาย พยักหน้าบอกว่าเป็นอย่างที่นางกล่าวมา
สอบถามถึงสาเหตุอยู่สักพักเพื่อความแน่ใจ จ้าวลู่ชิงใช้ความคิดสักพัก หากจะขอดูตรงรูทวารก็เกรงว่าจะไม่เหมาะสม
“หลังจากขับถ่ายท่านใช้ ‘เช่อโฉว’[2] เพื่อเช็ดก้น?”
หมอหยางพยักหน้า
“ท่านเปลี่ยนมาใช้กระดาษเช็ดก้นแทนเถิด ใช้เช่อโฉ่วแน่นอนว่ามันเสียดสีจนทำให้เจ็บรูทวาร” หากเหลาเช่อโหวไม่ดีเสี้ยนอาจจะทิ่มเข้าไปก็เป็นได้
“เจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร กระดาษมีไว้ใช้เขียนตัวอักษรจะนำมาเช็ดก้นมิได้”
“เหล่าหยาง ข้าให้ท่านหาซื้อกระดาษหยาบมาเช็ด มิใช่กระดาษที่ผลิตขึ้นมาสำหรับเขียนตัวอักษรเจ้าค่ะ” ผู้คนสมัยนี้มีความเชื่อเรื่องความเคารพกระดาษที่ใช้เขียนหนังสือ จึงไม่นำกระดาษมาเช็ดก้น ทว่ากระดาษที่นางแนะนำเป็นกระดาษหยาบ
“ตอนนี้ข้าและคนที่บ้านก็ใช้กระดาษหยาบเช็ดก้นกัน หากท่านไม่อยากเจ็บตรงรูทวารก็เปลี่ยนเถิด” เข้าเมืองครั้งก่อนนางซื้อกระดาษหยาบกลับบ้านเพื่อเช็ดก้น มารดาเกือบถือไม้ไล่ตีกับความสิ้นเปลืองของนาง
ซูเซียงตบหน้าผาก คุณหนูนางช่างเปิดเผยนัก เรื่องส่วนตัวยังเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่น ถ้าซูเจินอยู่ตรงนี้คงกระทืบเท้าจนบวม
ท่าทีลังเลของหมอหยางอยู่ในสายตาของจ้าวลู่ชิง นางไม่ได้บังคับอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนถ้าไม่ก็ทนเจ็บปวดกับการเอาไม้เช็ดต่อไป
จ้าวลู่ชิงนั่งแลกเปลี่ยนความรู้กับหมอหยางอีกสักพักแล้วขอตัว สถานที่ต่อไปของนางคือภัตตาคารหยงเล่อ
[1] ยาโถว คำเรียก เด็กผู้หญิง ด้วยความเอ็นดู
[2] เช่อโฉว (廁籌) คือ ติ้วไม้หรือติ้วไม้ไผ่ คนในสมัยนั้นใช้สำหรับเช็ดก้นหลังจากขับถ่าย