“จริงเหรอหลานชาย! นางหายจริงๆเหรอ” ลุงจางเอ่ยถามกลับไปยังถังเฟยหู่เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มสามารถรักษาอาฉวี่จนหายเป็นปกติได้แล้ว น้ำเสียงของเขานั้นช่างเจือปนไปด้วยความดีใจอย่างเหลือล้น มารดาของอาฉวี่ก็เช่นกัน นางดีใจเสียจนน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย นางดีใจจนไม่อาจเปล่งคำพูดใดออกมาได้
จางฟางจิ้งและถังเฟยหู่จึงปล่อยให้สองแม่ลูกได้อยู่กันตามลำพังสองคนจากนั้นจึงค่อยกลับไปยังร้านตีเหล็กของลุงจางตามเดิม เมื่อกลับมาถึงแล้วลุงจางยังไม่ได้เปิดร้านในทันทีแต่กลับพาเด็กหนุ่มที่มาด้วยกันไปยังด้านหลังร้านแทนเพื่อปรึกษาหารือกัน
“เอาละหลานชาย ตามสัญญาที่ข้าให้ไว้กับเจ้า จะให้ข้าปรับแต่งอาวุธจิตวิญญาณของเจ้าดีหรือจะให้สร้างใหม่สักกี่ชิ้นดีละ” ลุงจางเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มที่สุขใจ เขาดีใจเหลือเกินที่อาฉวี่ผู้ที่เขารักดุจลูกสาวนั้นปลอดภัยแล้ว
“ถ้าท่านลุงจางกล่าวเช่นนั้น....งั้นข้าก็ขอรบกวนท่านช่วยสร้างอาวุธจิตวิญญาณรูปแบบกระบี่ให้ข้าสองเล่มจะได้ไหมขอรับ ข้าต้องการให้กระบี่เล่มแรกนั้นมีเพียงรูปแบบเสริมความเร็ว ส่วนอีกเล่มนั้นขอให้ท่านช่วยสร้างให้มีรูปแบบเสริมความเร็วและกระจายพลังได้ไหมขอรับ ถ้าจะให้ดีช่วยสร้างให้เล่มนี้เป็นสีดำด้วยได้ไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่เกรงใจออกมาจนลุงจางถึงกับถอนหายใจออกมา
“เจ้าสมกับเป็นหลานชายของพี่หยางหลิวจริงๆ กับคนที่ไม่ค่อยรู้จักมักจี่กันมักจะเกรงอกเกรงใจยิ่งนัก แต่พอรู้จักจนสนิทใจแล้วกลับไม่เคยเกรงอกเกรงใจกันเลยนะ เอาเถอะ ของที่เจ้าขอให้ข้าทำนั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างข้าเป็นคนให้สัญญากับเจ้าเองแท้ๆ เทียบกับชีวิตของอาฉวี่แล้วนี่นับว่าถูกไปเสียด้วยซ้ำไป” เมื่อกล่าวจบแล้วลุงจางจึงได้ออกไปเตรียมวัตถุดิบเพื่อสร้างอาวุธจิตวิญญาณทั้งสองขึ้นมา เชาได้บอกกล่าวให้ชายหนุ่มนั่งรอยังห้องด้านหลังนี้ส่วนตัวเขาจะออกไปทำงานหนักอันยุ่งยากนี้เอง ลุงจางใช้เวลาไม่กี่ชั่วยามเพียงเท่านั้นก็สร้างอาวุธจิตวิญญาณทั้งสองเสร็จสิ้น
ลุงจางเดินกลับมายังห้องด้านหลังครั้งหนึ่งพร้อมกับส่งแผ่นโลหะตราหกเหลี่ยมสองอันให้กับชายหนุ่มที่นั่งรออยู่ตรงนั้น ถังเฟยหู่ได้ก้มลงมองแผ่นโลหะทั้งสองแผ่นที่อยู่ในมือของเขา แผ่นแรกนั้นเป็นแผ่นโลหะสีเงินซึ่งเมื่อเขาตรวจสอบแล้วกลับพบว่ามันเป็นอาวุธจิตวิญญาณระดับสอง ส่วนอีกแผ่นหนึ่งนั้นเป็นแผ่นโลหะสีดำซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วมันกลับเป็นอาวุธจิตวิญญาณระดับสาม
“ท่านลุง นี่มัน...เหล็กดำ?” ชายหนุ่มงุนงงอีกครั้งหนึ่งเมื่อพบว่าลุงจางผู้นี้นำสมบัติประจำตระกูลของตนเองมาสร้างอาวุธให้แก่ตนอีกแล้ว
“หลานชาย เจ้าไม่ต้องคิดมากไปหรอก การสร้างอาวุธจิตวิญญาณชิ้นหนึ่งไม่ได้ใช้วัตถุดิบมากมายอันใด ส่วนสำคัญมันอยู่การลงอาคมลงไปต่างหาก อีกอย่างๆที่ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้ว เหล็กดำนั้นมีเหลือพอจะสร้างอาวุธให้แก่เจ้าได้” ลุงจางเอ่ยตอบกลับไปด้วยความรู้สึกจริงใจต่อชายหนุ่มยิ่งนัก ราวกับเด็กน้อยผู้นี้เป็นลูกหลานของตนเองเฉกเช่นเดียวกับอาฉวี่ เด็กหนุ่มเองก็สามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจนี้จากชายแก่ตรงหน้า
“....ข้าขอบคุณท่านมากขอรับ ท่านลุงจาง” ชายหนุ่มได้เพียงแต่ยิ้มอย่างอบอุ่นและจริงใจเพื่อตอบแทนต่อความหวังดีของลุงจางผู้นี้
ถังเฟยหู่ได้ขอตัวลาออกมา เขาได้ออกเดินไปตามถนนในเมือง แต่คราครั้งนี้เขาได้สังเกตถนนหนทางรอบข้างโดยละเอียด ในตอนแรกขามาที่เขาเดินผ่านไปนั้น จิตใจของเขาจดจ่ออยู่เพียงความต้องการที่จะไปร้านตีเหล็กของลุงจางเพียงเท่านั้น ในตอนนี้เขาพึ่งสังเกตถึงความทุกข์และความโศกเศร้าในแววตาและใบหน้าของผู้คนภายในเมือง อีกทั้งยังมีบางผู้คนที่วางศพญาติพี่น้องของตนไว้ข้างถนนโดยมีผ้าสีขาวปกคลุมไว้เพื่อไม่ให้เป็นที่อุจาดตาต่อผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาตามท้องถนน ส่วนญาติผู้ยังมีชีวิตอยู่นั้นกลับคุกเข่าอยู่ข้างศพของญาติตนเอง ที่คอของพวกเขานั้นแขวนไว้ด้วยป้ายไม้ที่เขียนว่าขายตัวฝังศพ
ผู้คนพวกนี้นั้นต้องการที่จะขายตัวเองเป็นทาสเพื่อหาเงินมาใช้ฝังศพเหล่าญาติที่ตายไปเพราะสิ่งที่ชาวเมืองเชื่อกันว่าคือโรคร้าย สิ่งที่มีค่าที่สุดและทุกคนได้รับมาตั้งแต่กำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ก็คืออิสระภาพ การขายสิ่งมีค่านี้เพื่อไปเป็นทาสนั้นเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งนักสำหรับคนทั่วไป เพราะเมื่อกลายเป็นทาสแล้ว ความเป็นคนของคนๆนั้นก็ได้จบลงแล้ว นั่นก็เพราะชีวิตของคนผู้นั้นได้ถูกขายให้แก่ผู้เป็นนายแล้ว ไม่ว่านายต้องการอะไรทาสก็จำต้องยอมทำตามทุกอย่าง หรือแม้แต่ชีวิตของคนผู้นั้นก็ตาม
แม้การขายตัวเพื่อเป็นทาสจะน่าหวาดกลัวก็ตาม แต่เหล่าผู้คนที่อยู่ในฐานะยากจนในสังคมก็ไม่อาจทำอะไรได้ นั่นก็เพราะหากเทียบกับบิดามารดาหรือญาติที่ตายไปแล้วนั้น การตายโดยไร้ที่กลบฝังนั้นเป็นเรื่องที่อัปยศยิ่งนัก ชาวซื่อหลิงต่างก็เชื่อว่าผู้คนที่ตายไร้ที่กลบฝังจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ต้องทรมานอยู่ในภพภูมิมนุษย์โดยไม่อาจไปเกิดใหม่ได้อีก ทำให้ผู้คนนั้นต้องจำใจกลายเป็นทาสเพื่อญาติพี่น้องอันเป็นที่รักของตน
ถังเฟยหู่มองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไป เขานั้นโกรธแค้นผู้ที่แพร่พิษใส่ชาวเมืองเหล่านี้จนทำให้เกิดความทุกข์และเศร้าโศกมากมายถึงเพียงนี้ เขานั้นเร่งรีบไปยังโรงเตี๊ยมประตูมังกรในทันทีเพื่อนั่งดื่มชาไปพลางคิดไปด้วยว่าจะสามารถช่วยเหลือเหล่าชาวเมืองที่ถูกพิษนี้อย่างไรดี
ปัง! ในตอนนั้นเองที่มีสตรีซึ่งแต่งเป็นชายและมีตาสีแดงกระแทกลงนั่งตรงข้ามกับชายหนุ่มที่โต๊ะตัวหนึ่งภายในโรงเตี๊ยมประตูมังกรนั่นเอง สตรีนางนี้เมื่อนั่งได้ตามใจอยากแล้วก็ได้แย่งกาน้ำชาภายในมือของชายหนุ่มไปและหยิบถ้วยชาซึ่งคว่ำอยู่บนโต๊ะมารินชาใส่ในถ้วยนั้นและกระดกดื่มขึ้นไปอย่างรวดเร็ว นางนั้นดื่มไปอีกหลายอึกก่อนจะหันมามองตาขวางใส่ชายหนุ่มตรงหน้านี้ สายตาของนางนั้นราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่างมา ชายหนุ่มเองก็ยกคิ้วขึ้นมาด้วยความแปลกใจพลางคิดไปว่าสตรีผู้นี้โกรธอะไรมากัน ราวกับกินรังแตนมาอย่างไรอย่างนั้น
“แม่นางหยาง เจ้าสบายดีไหม?” ถังเฟยหู่เอ่ยถามพร้อมกับยิ้มให้กับนาง
“เจ้าๆๆๆๆ” แม่นางหยางเอ่ยเสียงดังพร้อมกับชี้นิ้วจิ้มไปยังตัวของชายหนุ่มอย่างไม่ยั้ง การเอ่ยทักทายของถังเฟยหู่ราวกับเป็นการจุดประกายความโกรธเกรี้ยวของนางให้ลุกโหมขึ้นมาอีกครั้ง “เป็นเพราะเจ้าแท้ๆเลยถึงทำให้ข้าเสียพนัน!”
“ข้าเหรอทำให้เจ้าแพ้พนัน? เจ้าเช้าใจอะไรผิดรึเปล่า...” ชายหนุ่มสกุลถังนั้นงุนงงเป็นอย่างมากเมื่อประโยคแรกที่แม่สาวตาสีแดงผู้นี้เอ่ยขึ้นมาเป็นประโยคแรกกลับกลายเป็นการโทษว่าเขาเป็นผู้ทำให้นางเสียพนันไปซะได้
“เจ้านั่นแหละถูกต้องแล้ว! เจ้าไม่กลับมาประลองตั้งหลายวัน ข้าไม่รู้จะแทงพนันข้างใครดี เจ้าก็อยู่ ทำให้ข้าต้องไปแทงพนันข้างคนที่ดูโง่เง่า มันทำให้ข้าเสียเงินไปเยอะมาก เจ้ามันเป็นคนผิดชัดๆ!”
ถังเฟยหู่ถึงกับกุมขมับเมื่อได้ยินสิ่งที่หญิงสาวผู้นี้เอ่ยกับตนเองแล้ว เขานั้นงุนงงเป็นอย่างมากกับความคิดของสตรีนางนี้ ในตอนนี้เขาได้มองแม่นางหยางผู้นี้กลายเป็นคนบ้าซึ่งสติไม่สมประกอบคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่เมื่อได้ยินนางเอ่ยถึงเรื่องพนันก็ทำให้ชายหนุ่มได้ความคิดบางอย่างจากคำพูดของนางเช่นกัน
“แม่นางหยาง...หากให้ข้านั้นประลองก็ย่อมได้ แต่ข้ามีข้อแม้ ตัวข้านั้นไม่ใช่สามัญชนทั่วๆไปที่จะมาต่อสู้ไปพร่ำเพรื่อ ข้านั้นคิดเงินค่าตัวในการประลองของข้ากับเจ้ายี่สิบตำลึงทอง เจ้าสนใจไหมละ?” ชายหนุ่มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ไปทางหญิงสาวตรงหน้า
“ยะ..ยี่สิบตำลึง! เจ้าคิดจะปล้นข้าหรือยังไงกัน!” หญิงสาวตาสีแดงถึงกับโวยวายออกมาดังลั่นเมื่อได้ยินถึงจำนวนเงินที่ถังเฟยหู่รีดไถจากนาง
“แม่นาง รอบก่อนเจ้านั้นชนะได้เงินพนันถึงหลายสิบตำลึงทอง หากรอบนี้เจ้าเพียงแทงพนันให้หนักมือขึ้นหน่อย หักลบดูแล้วก็ใช่ว่าเจ้าจะขาดทุนสะทีเดียว เทียบดูแล้วนั้นหากเจ้าไปแทงพนันข้างคนอื่นแล้วเกิดแพ้ เงินแม้สักแดงเดียวก็ไม่อาจจับต้องได้นะ หึๆ แม่นางหยาง เจ้าจงคิดทบทวนให้ดีละ” ถังเฟยหู่เกลี้ยกล่อมนางให้ลงทุนในครั้งนี้กับตนเอง แม่นางหยางนั้นก็ดูมีแววตาสับสนอย่างมากราวกับตัดสินใจไม่ถูกว่าทำอย่างไรต่อไปดี เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงลุกเดินจากไป แม่นางหยางเห็นถังเฟยหู่จากไปแล้วจึงร้อนใจอย่างมาก นางเร่งรีบเดินตามไปฉุดรั้งแขนเสื้อของชายหนุ่มไว้
“ดะ..เดี๋ยวก่อน! ข้ายอมจ้างเจ้าก็ได้ หนอยย เจ้าปีศาจหน้าเงิน!!” หญิงสาวกล่าวกับถังเฟยหู่ด้วยความรู้สึกที่กล้ำกลืนฝืนทน แต่ก็ต้องจำใจยอมเพราะความต้องการในเงินของนางนั้นมีมากกว่า เมื่อคิดตามคำพูดของชายหนุ่มแล้วนั้นนางก็พบว่ามันคุ้มอย่างมากหากชายหนุ่มผู้นี้ชนะการประลอง แต่ทั้งหมดจะมีค่าเมื่อชายหนุ่มผู้นี้ชนะเท่านั้น
เมื่อได้ยินดังนั้นถังเฟยหู่จึงได้หันกลับมาประจันหน้ากับหน้า จากนั้นเขาจึงค่อยยิ้มอย่างแปลกๆไปให้สาวน้อยตรงหน้าและแบมือออกที่เบื้องหน้าของตนไปทางหญิงสาวตรงหน้า แม่นางหยางเองก็งงงวยเช่นกันว่าชายหนุ่มผู้นี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่
“เจ้าต้องการอะไร” หญิงสาวเอ่ยถามไปตามตรง
“ก็ค่าจ้างยังไงละ”
“อะไรนะ! เจ้ายังไม่ทันประลองเลยก็จะเอาเงินแล้วเหรอ” หญิงสาวนั้นโกรธแค้นชายหนุ่มตรงหน้านี้เป็นอย่างมาก เขาจะหน้าเลือดกับนางจนเกินไปแล้ว!
“ก็ข้าจะรู้ได้อย่างไรละว่าเจ้าจะไม่เบี้ยวเงินค่าจ้าง อย่างน้อยเพื่อเป็นการรับประกันแล้ว เจ้าต้องจ่ายค่าจ้างให้ข้าอย่างน้อยก็สักห้าตำลึงทองแล้วกัน” ถังเฟยหู่กล่าวด้วยท่าทีสบายๆราวกับไม่รู้สึกรู้สาอันใด ต่างจากใบหน้าของหญิงสาวต้องหน้าที่โกรธจนหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว
“ข้าไม่จ่าย! เจ้าต้องชนะให้ได้ก่อนข้าถึงจะให้”
“แปดตำลึงทอง” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัยไปให้แก่แม่นางหยางตรงหน้า หญิงสาวผู้มีดวงตาสีแดงกลับโกรธชายหนุ่มตรงหน้าหนักยิ่งกว่าเดิม นางนั้นกระทืบเท้าขยี้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าด้วยความไม่พอใจของนาง “เจ้าหน้าเลือด!!” แม่นางหยางด่าทอถังเฟยหู่ต่อไป นางยังคงไม่ยอมที่จะจ่ายเงินจำนวนมากออกไปทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะได้กำไรกลับมาจริงหรือไม่ ถังเฟยหู่เองก็ทำหน้ายิ้มใส่นางโดยไม่สนใจท่าทีของนางแม้แต่น้อยเลย
“สิบตำลึงทอง” ถังเฟยหู่ยังคงเพิ่มราคาต่อไปเรื่อยๆในทันทีที่นางด่าทอตนเองจนหญิงสาวตรงหน้าหุบปากไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่ล้วงมือไปหยิบถุงเงินของตนเองออกมาแล้วนำเงินสิบตำลึงทองออกมาปาใส่ชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความโกรธ แต่ถังเฟยหู่เองก็คว้ารับเงินทั้งหมดไว้ได้ทัน ไม่มีหล่นลงบนพื้นแม้สักแดงเดียว
“ได้รับเงินค่าจ้างเรียบร้อย ข้าจะไปขึ้นประลอง ส่วนเจ้าก็ไปแทงพนันให้ดีละ” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วชายหนุ่มจึงได้ไปทางด้านสนามประลองเพื่อสมัครประลอง ส่วนแม่นางหยางเองก็ไปยังโต๊ะรับแทงพนันเพื่อแทงพนันข้างถังเฟยหู่เป็นจำนวนเงินหลายสิบตำลึงทองเพื่อหวังกอบโกยเงินจำนวนมากไปให้คุ้มกับราคาที่ตนเองต้องเสียไป ไม่นานนักหนึ่งในคนของโรงเตี๊ยมประตูมังกรได้นำพาถังเฟยหู่ไปยังสนามประลอง
ถังเฟยหู่ได้ก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปยังสนามประลอง เชานั้นได้เรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตของตนเองออกมาจากนั้นเขาจึงได้หยิบแผ่นโลหะหกเหลี่ยมสีเงินออกมาด้วยและได้ให้เจ้างูน้อยนั้นกลืนกินมันเข้าไป ถังเฟยหู่ได้สั่งให้อสรพิษมรกตแปลงกายเป็นอาวุธวิญญาณอันใหม่ที่พึ่งได้รับมา
อสรพิษมรกตได้กลายเป็นควันสีเขียวมรกตหมุนวนรวดเร็วราวกับพายุที่บ้าคลั่งก่อนจะมารวมกันอยู่ภายในมือข้างขวาของเขา ควันสีเขียวได้รวมตัวกันกลายเป็นกระบี่ที่งดงามเล่มหนึ่งบนฝ่ามือของถังเฟยหู่ กระบี่นี้เป็นด้ามจับสีเขียวข้ามและมีลวดลายราวกับเป็นเกล็ดของงู ตัวกระบี่นั้นเป็นสีเงินสลักลวดลายของอสรพิษอันน่าเกรงขามไว้ แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบกับใบกระบี่จนบังเกิดแสงสว่างวาบกระทบเข้ากับดวงตาของผู้ชมโดยรอบสนามประลองจนแสบตา
“เจ้าดูอาวุธจิตวิญญาณนั้นสิ ถังหยางหลิวดูท่าจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน เขาสามารถครอบครองอาวุธจิตวิญญาณที่ดูประณีตได้แบบนี้ ข้าคาดว่ากระบี่นี้ต้องเป็นอาวุธจิตวิญญาณระดับสองอย่างแน่นอน” หนึ่งในผู้เยาว์ที่ชมอยู่ได้กล่าวขึ้นมา เขานั้นเป็นคนที่ชมชอบในกระบี่อย่างมากและมีสะสมไว้เป็นจำนวนมากจึงพอมองออกว่าอาวุธนี้ไม่ธรรมดาเลย เขาคาดเดาว่าช่างที่ตีอาวุธนี้ขึ้นมาต้องเป็นยอดฝีมือทางด้านอาวุธจิตวิญญาณอย่างแน่นอน
“ถูกของเจ้า” เพื่อนของคนที่ชื่นชมกระบี่ก่อนหน้านี้เอ่ยขึ้นสมทบ “ข้าสงสัยจริงๆว่าคราวนี้ถังหยางหลิวผู้นี้จะสามารถชนะผู้ไร้พ่ายจากสำนักประตูมังกรได้ไหม” เขาเอ่ยพร้อมกับคาดเดาไปต่างๆนาๆเช่นเดียวกับทุกคนที่ชมดูการประลองอยู่ แต่ส่วนใหญ่นั้นคาดเดาว่าชายหนุ่มสกุลถังผู้นี้น่าจะพ่ายแพ้อยู่ดี เพราะก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วันเด็กหนุ่มผู้นี้ยังได้พ่ายแพ้แก่หม่าหยางจงอยู่เลย
พรึบบบ เสียงเสื้อผ้ากระพืบกระทบกับอากาศดังขึ้นลากยาวเป็นทาง เงาสีขาวกระโจนพุ่งขึ้นสู่สนามประลองราวกับมังกรพุ่งทะยาน บนสนามประลองปรากฏชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุดสีขาว คนผู้นี้ก็คือหม่าหยางจงผู้เป็นบุตรชายของแม่ทัพคู่เมืองหม่าหยางเกา ชายหนุ่มยิ้มแย้มออกมาเมื่อพบเห็นถังเฟยหู่กลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความไม่พอใจเล็กๆอยู่ เขารู้สึกว่าถังเฟยหู่นั้นเร่งรีบเกินไปที่จะกลับมายังสนามประลอง แม้จะประลองกันไปก็ไม่อาจที่จะชนะเขาได้
“น้องชาย เจ้ากลับมาอีกครั้งแล้ว ข้าว่าเจ้ากลับไปก่อนจะดีหรือไม่?” หม่าหยางจงเอ่ยกล่าวกับถังเฟยหู่ด้วยความหวังดี เขาไม่ต้องการให้เด็กหนุ่มผู้นี้อับอายโดยการพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องสองครั้งติดภายในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น นับว่าเป็นความหวังดีอย่างหนึ่งที่หม่าหยางจงมีให้แก่ถังเฟยหู่ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นความถือดีด้วยเช่นกัน
“พี่หยางจงอย่าได้พูดให้มากความเลย เริ่มประลองกันเถอะ ใช่ว่าข้าจะไม่มีโอกาสชนะไปสะทีเดียว จริงไหม?” ถังเฟยหู่กล่าวปฏิเสธความหวังดีของหม่าหยางจงทิ้งไปอย่างไม่มีเยื้อใย ในครานี้เขาดูเร่งรีบให้ประลองโดยไว นั่นก็เพราะการประลองครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ก่อนหน้านี้การประลองมีขึ้นเพื่อพัฒนาฝีมือของตัวเอง แต่การประลองครั้งนี้เพื่อเงินนำมาซื้อยารักษาให้มารดาของตนเอง เขาหันกลับไปมองยังข้างสนามประลอง เขาได้เห็นโต๊ะพนันเปิดแทงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีผู้คนมากมายที่ได้พนันข้างหม่าหยางจงเป็นจำนวนมาก ถึงค่าตอบแทนที่แทงข้างหม่าหยางจงจะได้รับกลับมาน้อยก็ตาม แต่ก็ดีกว่าไม่ได้สิ่งใดเลย ส่วนแต้มต่อข้างของถังเฟยหู่นับว่าแตกต่างกันมากจนเกินไป มีน้อยคนนักที่กล้าจะพนันข้างชายหนุ่ม
การลงพนันข้างถังเฟยหู่ราวกับการนำเงินไปทิ้งเสียเปล่า มีเพียงแค่ผู้คนไม่กี่คนที่ต้องการลองเสี่ยงดูสักครั้ง กับหญิงสาวในคราบบุรุษคนหนึ่งที่กล้าแทงพนันข้างถังเฟยหู่ และนางยังเป็นเพียงคนเดียวที่วางเดิมพันข้างถังเฟยหู่เป็นจำนวนเงินมากที่สุดอีกด้วย นางหันไปมองถังเฟยหู่ที่อยู่บนสนามประลองและพยักหน้าเพื่อให้เขาทราบว่าได้จัดการทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เริ่มการประลองได้!
เสียงของกรรมการดังขึ้นสะท้านก้องไปทั่วสนามประลอง ร่างสองร่างพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางสนามประลอง ทั้งท่าเท้ามังกรบินและท่าเท้าอสรพิษลี้ลับถูกใช้ออกมาเข้าปะทะกันไปมาอย่างรุนแรง อาวุธจิตวิญญาณของทั้งคู่ปะทะกันไปมา เสียงบดทำลายของโลหะที่กระทบกันดังขึ้นทั่วสนามประลอง
สำนึกดาบและกระบี่ต่างห้ำหั้นกันอย่างไม่หยุดหย่อนจนบังเกิดพลังไร้สภาพกระจายไปทั่วจนผู้คนที่ชมอยู่สามารถสัมผัสมันได้ หม่าหยางจงแปลกใจเป็นอย่างมากที่ถังเฟยหู่สามารถใช้สำนึกกระบี่ได้คล่องแคล่วขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แถมท่าเท้าของถังเฟยหู่ยังรวดเร็วขึ้นจนทำให้เขาแปลกใจ
ไม่สิ ไม่ถูกต้อง
หม่าหยางจงสังเกตได้ถึงความแปลกประหลาดบางอย่าง ความรวดเร็วที่เพิ่มมากขึ้นของชายหนุ่มตรงหน้านี้ไม่ได้เกิดจากพลังฝีมือ แต่มันเกิดจากกระบี่ในมือต่างหาก! อาวุธจิตวิญญาณในมือของถังเฟยหู่มีอาคมรูปแบบเสริมความเร็ว ความเร็วของท่าร่างและกระบวนท่าเพิ่มมากขึ้นจนสามารถปะทะกับเขาได้อย่างสูสี
กระบี่สีเงินพุ่งกระจายออกไปรอบทิศทางจนดูแล้วลายตา กระบี่ของถังเฟยหู่เข้าโอบล้อมหม่าหยางจงจากทุกด้าน แต่หม่าหยางจงไม่ใช่มีฝีมือธรรมดาที่จะโดนเล่นงานง่ายๆ เขาเป็นถึงศิษย์จากสำนึกประตูมังกร พลังปราณภายในร่างของเขาถูกชักนำเข้าสู่ตัวอาวุธจิตวิญญาณรูปแบบดาบในมือของตนเองจนเกิดรัศมีมายาปราณรูปมังกรขึ้นล้อมรอบตัวของเขา
ดาบมังกรเก้าเศียร มังกรแหวกสมุทร ร่างของหม่าหยางจงพุ่งทะยานแหวกทะเลกระบี่ที่ล้อมรอบตัวออกไปได้ราวกับพญามังกรซึ่งแหวกเปิดท้องทะเลออก ถังเฟยหู่เองก็ไม่ปล่อยให้หม่าหยางจงจากไปโดยง่าย เขาได้ปล่อยให้กระบี่หลุดออกจากมือและพุ่งตามหม่าหยางจงไป แต่ตัวกระบี่ที่ลอยไปนั้นได้มีด้ายปราณสีแดงติดอยู่ที่กระบี่ไปด้วย
กระบี่ทิพย์ดอกเหมย ด้ายแดงชิงใจ ถูกต้อง กระบวนท่านี้ของถังเฟยหู่นั้นเกิดจากการนำวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมยมาดัดแปลก เขาได้ความคิดนี้มาจากก่อนหน้านี้ที่เคยใช้ขลุ่ยต่างกระบี่ในการประลอง หากขลุ่ยนั้นคือกระบี่ได้ และทำไมกระบี่จะเป็นเข็มเล่มหนึ่งไม่ได้ กระบี่พุ่งทะยานตามไปและด้ายปราณสีแดงนั้นถูกพันอยู่รอบเท้าของหม่าหยางจง
ถังเฟยหู่ฉุดกระชากด้ายปราณอย่างแรงจนร่างของหม่าหยางจงที่อยู่กลางอากาศและไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ถูกดึงให้ลอยกลับมาหาถังเฟยหู่อย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่หม่าหยางจงก็ไม่ยอมถูกเล่นงานโดยง่าย เขาได้ซัดฝ่ามือกลับไปยังถังเฟยหู่ในทันที ลมปราณรูปมังกรทะยานบินหมายปะทะเข้ากับร่างของถังเฟยหู่
ฝ่ามือเทพมังกร มังกรทะยาน โฮกกกกก
มายาปราณรูปมังกรกำลังเข้าปะทะเข้ากับร่างของถังเฟยหู่ แต่ชายหนุ่มกลับใช้ท่าเท้าอันลี้ลับดุจงูใหญ่แหวกว่ายในป่าใหญ่ หลบรอดจากกระบวนท่ามังกรทะยานมาอย่างฉิวเฉียด ถังเฟยหู่พุ่งเข้าหาหม่าหยางจงสวนทางกับฝ่ามือของอีกฝ่าย เมื่อเห็นดังนั้นหม่าหยางจงจึงไม่รอช้าใช้ดาบในมือฟาดฟันใส่ถังเฟยหู่ในทันที แต่ถังเฟยหู่ก็หลบรอดได้มาอย่างฉิวเฉียดอีกเช่นเคยด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับ และจุดหมายของถังเฟยหู่นั้นไม่ใช่การจู่โจมหม่าหยางจงโดยตรง แต่กลับเป็นกระบี่ที่ผูกติดอยู่กับขาของหม่าหยางจง
ถังเฟยหู่เมื่อมีกระบี่อยู่ในมือแล้ว อาคมเสริมความเร็วในกระบี่ได้ทำงานในทันทีและส่งเสริมให้ท่าร่างของเขารวดเร็วเป็นอย่างมาก ถังเฟยหู่วิ่งวนเป็นวงกลมไปทั่วทั้งเวทีจนแทบมองไม่ทัน หม่าหยางจงที่ยืนอยู่กลางเวทีเองก็พยายามที่จะซัดฝ่ามือใส่อีกฝ่ายตลอดเวลาแต่ถังเฟยหู่ก็หลบรอดอย่างฉิวเฉียดทุกครั้งราวกับไม่เกรงกลัวสิ่งใด
ถังเฟยหู่วิ่งวนว่องไวจนกลายเป็นเงาสีแดงรอบเวที และโดยที่ไม่มีใครทันได้รู้ตัวนั่นเอง กระบี่ในมือของถังเฟยหู่ได้เปล่งรัศมีสีแดงออกมาอีกทั้งยังปลดปล่อยมายาปราณรูปร่างกลีบดอกไม้สีแดงปลิวไสวไปทั่วทั้งเวที กลีบดอกไม้แดงติดตามอยู่เบื้องหลังของชายหนุ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆจนทำให้บดบังร่างกายของเขาและยากจะมอง ในตอนนั้นเองที่มายาปราณกลีบดอกไม้แดงทำให้เกิดพายุกลีบดอกไม้ขึ้นที่กลางสนามประลอง
กระบี่ทิพย์ดอกเหมย ดอกไม้แดงเริงระบำกระบวนท่าดอกไม้แดงเริงระบำได้ช่วยอำพลางร่างกายของชายหนุ่มไว้โดยหม่าหยางจงนั้นไม่อาจหาพบได้แต่โจมตีเดาสุ่มไปเรื่อย แต่เมื่อนำกระบวนท่านี้มาใช้กับกระบี่และท่าร่างแล้วนั้นทำให้ใช้ปราณมากกว่าเดิมหลายเท่านัก ถังเฟยหู่จำเป็นต้องเผด็จศึกโดยไว้ก่อนที่ปราณจะขาดช่วงและพ่ายแพ้ไป
หม่าหยางจงเองก็มองออกเช่นกันเพราะกระบวนท่าที่ใช้ปราณจำนวนมหาศาลเช่นนี้แล้ว สำหรับผู้ฝึกตนปราณขั้นสามระดับสุดยอดอย่างถังเฟยหู่นั้นออกจะเกินตัวจนเกินไปเสียหน่อย หม่าหยางจงมั่นใจอย่างมากว่าตนเองจะต้องชนะอย่างแน่นอน เมื่อปราณของถังเฟยหู่ขาดช่วงไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาจะได้จบการประลองนี้สักที!
ฟิ้วววววว
เสียงกระบี่แหวกอากาศเข้ามา ถังเฟยหู่ได้เผยตัวออกมาจากพายุกลีบดอกไม้และพุ่งทะยานพร้อมกระบี่ออกมาเข้าปะทะกับหม่าหยางจง หม่าหยางจงเองที่เตรียมพร้อมอยู่นั้นได้ฟาดฟันกระบวนท่ามังกรแหวกสมุทรออกไปหมายทำลายอีกฝ่ายให้ย่อยยับภายในกระบวนท่าเดียว แต่ในจังหวะนั้นเองก่อนที่จะได้ปะทะกัน ถังเฟยหู่ได้พลิกตัวกลางอากาศและใช้ปราณมังกรที่พุ่งเข้ามาปะทะเป็นดั่งที่หยั่งเท้า
ถังเฟยหู่พุ่งขึ้นไปสูงกลางอากาศก่อนที่จะดึงรั้งด้ายปราณสีแดงที่ซ่อนอยู่ในพายุกลีบดอกไม้แดงทั้ง โดยที่ไม่มีผู้ใดได้สังเกตเห็น ถังเฟยหู่ยังได้ผูกติดด้ายปราณไว้กับขาของหม่าหยางจงและใช้พายุดอกไม้แดงอำพรางไว้โดยวิ่งวนไปรอบด้านหลายร้อยหลายพันรอบในเวลาเพียงไม่นานราวกับด้ายแดงเป็นเส้นสายทุกถูกสอดแทรกไว้ในพายุ
ด้ายปราณสีแดงทั้งหมดถูกดึงกลับไปทั้งหมด เมื่อด้ายปราณถูกดึงจนตึงแล้วนั้น ด้ายแดงทั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้ในพายุกลีบดอกไม้ได้ม้วนตัวเข้ารัดและพันธนาการร่างของหม่าหยางจงในทันที! หม่าหยางจงที่คาดไม่ถึงแผนการณ์ของถังเฟยหู่ได้ถูกพันธนาการไว้ในทันที และก่อนที่เขาจะสลัดด้ายปราณให้หลุดออกไปได้นั้น ที่ลำคอของเขานั้นสัมผัสได้ถึงโลหะอันเย็นเยียบอยู่ตรงนั้น เมื่อมองหันกลับไปแล้วหม่าหยางจงก็ได้พบเข้ากับใบหน้าอันเรียบเฉยของชายหนุ่มที่เขาคิดดูถูกไว้ในคราแรก
“ข้าบอกท่านแล้ว...ใช่ว่าข้าจะไม่มีโอกาสชนะ จริงไหม?” ถังกล่าวไปพลางยิ้มไปให้กับหม่าหยางจง แม้กฎของการประลองจะไม่ให้หม่าหยางจงใช้พลังอย่างเต็มที่และให้ใช้เพียงเทียบเท่ากับอีกฝ่าย แต่ในด้านไหวพริบและกระบวนท่าเขานับว่าได้พ่ายแพ้ไปเสียแล้ว ให้กับเด็กหนุ่มไร้ชื่อเสียงเพียงผู้หนึ่ง