่กลางเทอมงานและรายงานถาโถมเข้ามาจนชีวิตฉันวนเวียนอยู่แค่ห้องเรียน ห้องสมุด บ้าน และคอนโด
วันหนึ่งขณะเดินผ่านลานจอดรถ ฉันก็เจอพรีนเข้าโดยบังเอิญ เธอเป็ดาวคณะนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเดียวกับฉัน ร้อยวันพันปีฉันแทบไม่เคยเจอเธอเลย แต่พักหลังมานี้กลับเห็นหน้าเธอบ่อยขึ้น ถึงจะเป็แค่เดินสวนกันไกล ๆ ก็เถอะ
“อ้าวแพร…เจอกันอีกแล้วนะ” น้ำเสียงของเธอฟังดูร่าเริงผิดปกติ
“ไงพรีน” ฉันทักทายอย่างสุภาพ ทั้งที่ในใจไม่อยากเจอเธออีก
“หาวว…ง่วงมากเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลยน่ะ” พรีนหาวออกมา ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นรวบผมข้างหนึ่งไปไว้ด้านหลังไหล่ เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่ลำคออย่างจงใจ
“ได้ข่าวว่าตี๋ทำให้เธอลำบากใจเหรอ ดีนะที่พี่ศิไปช่วยไว้ทัน” เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนพูดต่อราวกับกำลังเล่าเื่ธรรมดา
“พี่ศิดูเ็าแบบนั้น แต่จริง ๆ ขี้สงสารนะ เห็นใครโดนรังแกไม่ได้ แค่อ้อนนิดหน่อยก็ใจอ่อนแล้ว” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น ทั้งที่ไม่อยากยอมรับ แต่คำพูดของเธอก็ยังแทงใจจนแสบร้อนอยู่ดี
“ก็...นิดหนึ่งนะ” ฉันตอบเสียงเรียบก่อนจะยิ้มให้เธอบาง ๆ
แล้วหลังจากนั้นเธอก็พูดเื่อะไรที่ฉันไม่ได้อยากฟังอีกมากมายเกี่ยวกับเธอและพี่ศิลา
ตกเย็น…
ฉันก็โดนยัยบีลากมางานเลี้ยงกับกลุ่มเพื่อนของหนึ่ง คือว่าหนึ่งชวนยัยบีมาด้วย แต่เธอคงยังเกร็งเพราะรู้จักแค่หนึ่ง นั่นเลยเป็สาเหตุที่ฉันต้องไปเป็เพื่อนยัยบีด้วยอีกคน
หลังจากมื้ออาหารจบลง ตอนที่พวกเรากำลังจะลงลิฟต์ ยัยบีดันนึกขึ้นได้ว่าลืมมือถือไว้ที่หนึ่งจึงจะกลับไปเอา
“แพร เดี๋ยวฉันตามแกไปนะ” ยัยบีพูดอย่างลนลานแล้วรีบวิ่งออกจากลิฟต์ไป
“ได้ ๆ แก”
ทว่าในจังหวะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดสนิท จู่ ๆ ก็มีมือหนาแทรกเข้ามาขวางเซนเซอร์กั้นประตูไว้
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ก็เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของพี่ศิลาที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ฉันเบิกตากว้างด้วยความใและพยายามทำหน้าให้ปกติที่สุด นานหลายอาทิตย์แล้วที่ฉันไม่เจอเขานับั้แ่วันนั้น
ในลิฟต์สี่เหลี่ยมแคบ ๆ เหลือเพียงเราสองคน เงียบจนน่าอึดอัด ฉันพยายามยืนชิดมุมลิฟต์
กึก! ครืนนนน!
ในขณะที่ลิฟต์เคลื่อนที่ลงไปได้เพียงไม่กี่ชั้น จู่ ๆ ก็เกิดอาการกระตุกอย่างรุนแรง เสียงกลไก้าดังครืดคราด ก่อนที่ลิฟต์จะหยุดค้างอยู่กับที่อย่างกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟที่ดับลง
ฉันตัวแข็งทื่อ ลมหายใจเริ่มสะดุด แม้จะพยายามทำเป็ใจเย็นและคุมสติเอาไว้ แต่ความจริงคือฉัน ไม่ชอบที่แคบ มาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งในสถานการณ์ที่ไร้ทางออกและมืดแบบนี้ หัวใจของฉันเริ่มเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก
พี่ศิลายืนกอดอกนิ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบ ๆ แล้วเสียงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวก็ติดขึ้นทำงานแทน
“กลัว?” น้ำเสียงเรียบ ๆ ถามขึ้น
“เปล่าค่ะ” ฉันส่ายหน้า เขามองฉันอยู่พักหนึ่งก่อนจะส่งเสียงหึในลำคอเบา ๆ
พี่ศิลาขยับไปกดปุ่มโทรศัพท์ฉุกเฉินของลิฟต์เพื่อแจ้งเ้าหน้าที่ตึก ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่าเนื่องจากฝนตกหนักด้านนอกทำให้ระบบไฟมีปัญหาชั่วคราว เ้าหน้าที่กำลังเร่งแก้ไข และอาจต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีในการเปิดประตูลิฟต์
เมื่อได้ยินระยะเวลาที่ต้องรอ ใบหน้าของฉันก็ยิ่งซีดลงเรื่อย ๆ มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ
“แล้วถ้าติดถึงเช้าล่ะ” คนตัวสูงหันกลับมามอง มือหนายังคงล้วงกระเป๋ากางเกง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหยอกเย้า ราวกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้ทำให้เขากังวลแม้แต่น้อย
“ไม่น่าหรอกมั้งคะ” ฉันตอบพลางพยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อควบคุมความตื่นตระหนกของตัวเอง
“ฝนก็ตกหนักขนาดนี้...ถ้าติดอยู่ถึงเช้าก็ลำบากแน่” ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้นมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับเื่ทั้งหมดเป็เื่น่าขันเสียเต็มประดา
เวลาผ่านไปแค่ห้านาที แต่สำหรับฉันมันเหมือนยาวนานเป็ชั่วโมง อากาศในตู้สี่เหลี่ยมเริ่มอึดอัด ลมหายใจของฉันเริ่มติดขัดและถี่รัวขึ้นเรื่อย ๆ ตัวฉันเริ่มสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้
“แพร” เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นตรงหน้า ทำให้ฉันรู้ว่าพี่ศิลาขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม แววตาเ้าเล่ห์ที่เคยหยอกล้อเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็ความจริงจังในพริบตา
“แพร มองพี่” น้ำเสียงนิ่ง ๆ ของเขาทำให้ฉันพยายามเงยหน้า แต่ความกลัวกลับทำให้ฉันได้แต่ส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนก้มลงมองพื้น ร่างกายเหมือนกำลังจะหมดแรง
“มองพี่” เขาย้ำช้า ๆ ทีละคำ มือหนาเอื้อมมาเชยคางฉันขึ้นอย่างแ่เบา ให้ฉันสบตาเขา
ทันทีที่ปลายนิ้วอุ่นััผิวแก้ม น้ำตาที่เอ่อคลออยู่ก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“แพร...แพรไม่ชอบที่แคบ มันอึดอัด...” ฉันพูดเสียงสั่น พี่ศิลานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะลดมือลงแล้วดึงฉันเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา
“ไม่เป็ไร...อยู่ตรงนี้ ไม่มีอะไรน่ากลัว” เสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างหู กลิ่นหนังและไม้ซีดาร์จากตัวพี่ศิลาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
อ้อมกอดของเขาอบอุ่นและมั่นคง จนความกลัวที่เกาะอยู่ในใจค่อย ๆ จางหายไป
“เดี๋ยวก็ออกได้แล้ว เชื่อพี่” ด้วยความกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่ ฉันเผลอยกแขนขึ้นกอดเขาตอบแน่น ซุกใบหน้าลงกับอกแกร่ง
ฝ่ามือหนาลูบแผ่นหลังของฉันอย่างแ่เบา
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณเตือนพร้อมกับประตูลิฟต์ที่เปิดออกกว้าง แสงไฟสว่างวาบจากโถงด้านนอกทำเอาฉันต้องหรี่ตาเพื่อปรับแสง ไออุ่นที่โอบกอดฉันอยู่เมื่อครู่ผละออกไปอย่างรวดเร็ว
พี่ศิลาถอยออกไปก้าวหนึ่ง ใบหน้ากลับมาเฉยชาเหมือนเคยราวกับอ้อมกอดในไม่กี่วินาทีก่อนเป็เพียงภาพลวงตา
“แพร! แกเป็ยังไงบ้าง” ยัยบีรีบถลาเข้ามาจับแขนฉันแล้วดึงเข้าไปกอด
เมื่อความกลัวค่อย ๆ จางลง ความสับสนกลับเข้ามาแทนที่ หัวใจของฉันยังคงเต้นแรงราวกับอ้อมกอดของพี่ศิลาเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่
เดี๋ยวนะ...ตอนอยู่ในลิฟต์ เขาแทนตัวเองว่า พี่ งั้นเหรอ แล้วก็เรียกฉันว่า แพร ฉันเผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม…
หลายอาทิตย์ผ่านไป…
หลังจากเหตุการณ์ในลิฟต์ ฉันก็ไม่ได้เจอพี่ศิลาอีกเลย แม้แต่วันศุกร์ที่ทุกคนต้องกลับมาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาตามกฎของบ้านเขาก็ไม่มา ฉันที่กำลังช่วยป้าอ่อนทำอาหารอยู่ เผลอถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ถอนหายใจมาก ๆ ระวังจะแก่เร็วนะคะคุณแพร”
“แพรโล่งที่แกงจืดหม้อนี้ทำออกมารสชาติเหมือนของป้าอ่อนต่างหากละค่ะ” ป้าอ่อนหัวเราะชอบใจ เราจะพูดเล่นกันอีกสักพักก่อนที่ฉันจะไปดูแลแปลงกุหลาบที่ฉันลงทุนปลูกเพิ่มจนตอนนี้มียี่สิบแปลงแล้ว
ทุกครั้งเมื่อถึงวันศุกร์ คุณพ่อการันต์มักจะให้เตรียมเมนูที่พี่ศิลาชอบไว้เสมอ ฉันมักได้ยินคุณพ่อบ้านพยายามเกลี้ยกล่อมพี่ศิลาให้กลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลคุณพ่อ แต่ทุกครั้งก็จบลงเหมือนเดิม
พี่ศิลาบอกว่าจะยอมเรียนรู้และรับ่ต่องานบริษัทเท่านั้น เขายังคงปฏิเสธที่จะกลับมาอยู่บ้าน สถานการณ์ระหว่างคุณพ่อกับพี่ศิลาก็ยังคงเ็าต่อกันเช่นเคย
“เดี๋ยวสักวันคุณศิลาก็ใจอ่อนครับ” พ่อบ้านพูดกับคุณพ่อการันต์อย่างให้กำลัง
“แค่เขากลับมาแล้วยอมมาให้เห็นหน้าบ้าง ก็ถือว่าดีแล้ว” คุณพ่อการันต์พูดพลางมองรูปลูกชายด้วยแววตาเศร้าสร้อย
วันนี้แม่ผึ้งลงมาที่ครัวและมาดูเมนูอาหารด้วยตัวเอง ปกติแม่ผึ้งไม่เคยมาที่ครัวด้วยซ้ำ ฉันกำลังจะเดินออกจากห้องครัว แต่เสียงแม่ผึ้งก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“จำไว้ แก้วใบนั้นให้คุณศิลาเท่านั้น”
“แล้วถ้า…”
“ไม่มีคำว่าถ้า” ฉันชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว แค่แก้วน้ำใบเดียว ทำไมต้องกำชับขนาดนั้น