หมู่บ้านหนิวเจียห่างกับเมืองฉางหนึ่งร้อยลี้หากควบม้าก็จะใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วยามต้นยามเฉินพวกนางสองคนก็มาถึงเมืองฉาง
ตัวอักษรสีดำขนาดั์สองตัวเขียนคำว่า‘เมืองฉาง’ อยู่ตรง้าสุดของประตูเมืองโดดเด่นเห็นมาจากระยะไกล
กำแพงป้องกันเมืองที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดสูงถึงเก้าจั้นสร้างขึ้นด้วยหินก้อนเขื่องค่อนข้างเก่าและทรุดโทรมตามกาลเวลา ยังคงปรากฏให้เห็นร่องรอยของา
ทุกสามจั้งบนกำแพงเมืองมีทหารสองนายสวมชุดเกราะสะพายเกาทัณฑ์ไว้บนหลังถือดาบยาวคอยยืนสังเกตการณ์อยู่เหนือกำแพงมองดูแล้วรู้สึกถึงความคุกรุ่นไปด้วยไอสังหาร
เมืองฉางนั้นเป็หนึ่งในเมืองใหญ่ของเป่ยเฉิงนับเป็เมืองเก่าแก่ของเป่ยเฉิงที่ผ่านาอันยาวนานในแดนเหนือ
เดิมทีพื้นที่ทั้งหมดของเป่ยเฉิงแห่งนี้เคยเป็ดินแดนเหนือที่ไร้เ้าของมีเมืองอยู่สิบเมืองกระจัดกระจายตามเขตต่าง ๆหมู่บ้านขนาดเล็กจึงพึ่งพิงเมืองต่างๆ ไม่มีการปกครองเป็ระบบมีเพียงแค่การส่งเสบียงให้กับเ้าเมืองเป็การตอบแทนเหมือนการจ่ายภาษี
จนกระทั่งแคว้นหลางเดินทางมาจากทางเหนือ
แคว้นหลางเป็เผ่าเร่ร่อนที่เดินทางข้ามทะเลทรายทางเหนือใช้กำลังทหารและพิษของพ่อมดดำในการจัดการกับเผ่าอื่นมาเรื่อย ๆ จนถึงดินแดนเหนือ เพราะความบ้าคลั่งและการต่อสู้เดือดของพวกเขาทำให้ผู้คนตั้งชื่อให้พวกเขาว่า ‘หมาป่า’ต่อมาพวกเขาจึงก่อตั้งตัวเองเป็แคว้นหลาง[1]
ดินแดนเหนือกระจายตัวไม่เป็ปึกแผ่นไม่มีกำลังทหารและการปกครองทำให้ไม่นานแคว้นหลางก็สามารถกลืนกินดินแดนเหนือทั้งหมดก่อตั้งเป็แคว้นหลางหลังจากนั้นไม่นาน
แต่ด้วยความโลภของแคว้นหลางที่้าบุกต้าโจวต่อในตอนนั้นแม่ทัพใหญ่หลี่เป็แม่ทัพใหญ่ที่คอยดูแลทางเหนือของต้าโจวเข้าต่อสู้กับแคว้นหลางการต่อสู้ดุเดือดจนแคว้นหลางโดนตีแตกพ่ายแพ้ยับเยินจนต้องหนีไปด้านหลังเทือกเขาลั่วซาน
ไม่เพียงเท่านั้นแม่ทัพใหญ่หลี่ยังบุกไปตามเมืองต่างๆ กวาดล้างแคว้นหลางจนหมดสิ้นแล้วบุกไล่โจมตีแคว้นหลางที่อยู่หลังเทือกเขาลั่วซานตลอดสามปีจนในที่สุดแคว้นหลางต้องอ้อนวอนส่งข้าวของมากมายมาบรรณาการแก่ฮ่องเต้ต้าโจว
ฮ่องเต้ต้าโจวเห็นว่าแคว้นหลางยอมยุติาแล้วจึงทำข้อตกลงใช้เทือกเขาลั่วซานเป็เส้นแบ่งแคว้นเรียกแม่ทัพหลี่กลับสู่ราชสำนัก
ด้วยความดุเดือดของแม่ทัพหลี่ในาครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็ที่เกรงขามของทุกแคว้นทางเหนือจนถูกเรียกว่า ‘เทพาแดนเหนือ’
เพื่อปกครองแดนเหนือฮ่องเต้ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่แม่ทัพหลี่ขึ้นเป็ ‘เป่ยเฉิงโหว’ แต่งตั้งดินแดนเหนือที่ยึดมาได้เป็เป่ยเฉิง ให้เป่ยเฉิงโหวดูแลชั่วคราวเพราะความน่ากลัวของเป่ยเฉิงโหวย่อมไม่มีแคว้นไหนกล้ารุกรานเป่ยเฉิง
หลังจากนั้นไม่นานฮ่องเต้ก็ได้แต่งตั้งองค์ชายแปดโอรสพระองค์เล็กที่อายุได้เพียงแค่ห้าปีขึ้นเป็รุ่ยอ๋อง[2]ปกครองเป่ยเฉิงโดยมีเป่ยเฉิงโหวช่วยดูแล
เมืองทั้งสิบและตระกูลในดินแดนเหนือต่างพากันสวามิภักดิ์ต่อเป่ยเฉิงโหวและรุ่ยอ๋องทำให้เป่ยเฉิงในปัจจุบันมีเมืองหลักสิบเมืองเท่านั้น
ใกล้ประตูเมืองทั้งสี่จะมีตลาดการค้าขนาดย่อยที่เปิดให้ค้าขายได้ทุกวันใน่เช้าเพื่อให้คนไม่ต้องเดินทางไกล แต่หากดูความยิ่งใหญ่สินค้ามากมายให้เลือกก็ต้องเดินลึกเข้าไปในใจกลางเมือง
ร้านค้าในตลาดต่างๆ มีราคาต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย แทบไม่คุ้มค่าเดินนักหากมีสินค้าอะไรที่หาซื้อได้คนในกำแพงเมืองก็จะเลือกไปที่ตลาดข้างกำแพงที่อยู่ไม่ไกลมากนักแทน
ผักจะถูกขายเป็มัดหรือกำเป็ชุดแทนราคาประมาณกำละสองอีกแปะก็สามารถกินได้อิ่มทั้งครอบครัวสองสามคน มองเห็นของป่าปลาและสัตว์ที่ล่ามาได้วางแผงขายประปรายให้เลือกจับจ่าย
นอกจากผู้คนที่มียศบรรดาศักดิ์แล้วชาวบ้านทุกคนที่ผ่านประตูเมืองมาล้วนต้องลงจากรถมารับการตรวจสอบหลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงเองก็เช่นกัน พวกนางสองคนลงจากหลังม้ามาเดินจูงต่อแถวเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่น
“ไม่ต้องรีบมาทีละคน”
ตอนนี้เป็ยามเฉินมีชาวบ้านไม่มากนักที่เดินทางมาถึงในยามนี้ส่วนใหญ่คนที่ต่อแถวเข้าเมืองเป็เหล่าพ่อค้าที่เดินทางมาตั้งค่ายหน้าประตูเมืองั้แ่เมื่อคืนวานการตรวจสอบคนเข้าเมืองในยามนี้จึงใช้เวลาไม่นานนัก
เมืองทั้งสิบของเป่ยเฉิงได้รับการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมืองเพียงแค่ตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยป้องกันไม่ให้มีไส้ศึกเดินทางเข้าเมืองเท่านั้น
หลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงใช้เวลารอตรวจสอบเข้าเมืองไม่ถึงหนึ่งเค่อก็สามารถเข้าเมืองได้แล้ว
ถนนเมืองฉางกว้างใหญ่สามารถใช้รถม้าสามคันวิ่งสวนกันได้บนถนนมีรถม้าเกวียนขนของ ม้าและผ้าคนเดินกันอย่างขวักไขว่
สองข้างทางของถนนใหญ่เป็บ้านเรือนที่เรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบโดยมากแล้วเป็เรือนสูงสองสามชั้น เมื่อไปต่อข้างหน้าก็มีร้านค้า เหลาสุราโรงเตี๊ยม และร้านรวงอื่น ๆ
หน้าต่างชั้นสองของบ้านบางหลังถูกเปิดออกร้านค้าข้างทางทยอยเปิดประตู ป้ายและธงต่าง ๆของร้านค้าโบกพลิ้วไหวไปตามแรงลมในยามเช้า พ่อค้าแผงข้างทางพ่อค้ารถเข็นล้อเดียวหรือพ่อค้าหาบเร่ต่างพากันะโเรียกลูกค้าไปตลอดทาง
ชุนเชียงมองร้านเกี๊ยวน้ำที่กำลังเปิดร้านควันร้อนลอยออกมาจากหม้อน้ำแกงเมื่อเถ้าแก่ร้านชราเปิดฝาหม้อกลิ่นหอมของน้ำแกงโชยมาทางนาง เรียกร้องความสนใจของชุนเชียงจนสิ้น
“เ้าเพิ่งกินมื้อเช้ามา”หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยเตือน
ชุนเชียงยู่หน้ามองหม้อน้ำแกงอย่างอาลัยอาวรณ์เอาเถอะ... อย่างไรก็ไม่มีทางอร่อยไปกว่าฝีมือท่านเขยหรอก
“วันนี้ห่าวหลินจะทำหม้อไฟเ้าเก็บท้องไว้รอกินมื้อเย็นที่บ้านเถอะ”หลี่เจี่ยหลิงเรียกความสนใจชุนเชียงกลับมา
“หม้อไฟ”ชุนเชียงตาโตเลียริมฝีปาก “เช่นนั้นเหตุใดพวกเราไม่รีบกลับบ้านกันเลยเล่า”
เ้าจะเห็นแก่กินไม่ได้ใช่หรือไม่?
หลี่เจี่ยหลิงส่ายหน้าให้กับความตะกละของชุนเชียง“เ้าเตือนข้าด้วยว่าข้าควรจะหาสามีให้เ้าและหาสาวใช้คนใหม่ได้แล้ว”หลี่เจี่ยหลิงถอนหายใจ “พวกเราไปหอไห่ตงชิงกันเถอะ”
“เ้าจะหาสาวใช้คนใหม่”ชุนเชียงรีบควบม้าตามหลี่เจี่ยหลิงไปทันที“ข้าคิดว่าคนที่รับใช้ยากเช่นเ้าไม่มีใครเหมาะเท่าข้าหรอกนะ”
หลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงขี่ม้าตีคู่กันไปยังอาคารสี่ชั้นขนาดใหญ่ในตรอกต้าชิงเมื่อทั้งสองะโลงจากหลังม้าก็มีคนออกมารับม้าไปทันที
หลี่เจี่ยหลิงเดินนำหน้าชุนเชียงเข้าไปในตัวอาคารตลอดเส้นทางมีหลายคนเห็นทั้งสองเดินเข้ามาก็ไม่ได้เข้ามาขวางพวกนางทั้งสองคน
หอไห่ตงชิงคือส่วนหนึ่งของสำนักไห่ตงชิง
สำนักยุทธที่เชี่ยวชาญด้านการฝึกสัตว์ส่งข่าวสืบข่าว และเป็ที่รู้กันในยุทธภพว่าเป็สถานที่ซื้อขายข่าว เพียงแค่มีเงินมากพอก็จะสามารถซื้อข่าวทุกอย่างที่้าจากหอไห่ตงชิงได้ทั้งหมด
หลี่เจี่ยหลิงบุกขึ้นยังห้องหนังสือบนชั้นสี่นางเปิดประตูออกกว้างเผยให้เห็นหัวหน้าหอหวังจินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานมองมาทางนางด้วยความแปลกใจ
“คุณหนูรอง”หวังจินลุกขึ้นขึ้นมาทักทายหลี่เจี่ยหลิงด้วยรอยยิ้มเคยชินแล้วกับการมาปรากฏตัวของหลี่เจี่ยหลิง
มู่หรานฮูหยินท่านเ้าสำนักรู้จักกับหมอปีศาจเฒ่าั้แ่ยังไม่ได้เป็ที่โด่งดังเลื่องชื่อในยุทธภพสองสาวตอนสาวทะเลาะตบตีกันจนกลายเป็สหายสนิทกันในที่สุด
และน้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็เพราะหมอปีศาจเฒ่าทำให้มู่หรานได้แต่งงานกับเซี่ยเหวินเ้าสำนักไห่ตงชิงคนปัจจุบัน
ตอนที่มู่หรานคลอดบุตรีเซี่ยเิได้ปีกว่าหมอปีศาจเฒ่าก็หิ้วหลี่เจี่ยหลิงที่อายุใกล้เคียงเซี่ยเิกลับมาให้มู่หรานช่วยเลี้ยงมู่หรานจึงเลี้ยงดูหลี่เจี่ยหลิงเหมือนดังบุตรีของตัวเองอีกคน
ไม่ว่าเซี่ยเิมีสิ่งใดหลี่เจี่ยหลิงก็จะได้รับแบบเดียวกันทั้งการเอาใจใส่ การสั่งสอนล้วนเหมือนกันทั้งคู่ หากทำผิดก็จะทำโทษเหมือนกันทั้งคู่ไม่มีลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำให้เซี่ยเิกับหลี่เจี่ยหลิงเติบโตด้วยกันมาเหมือนพี่น้องร่วมมารดา
ั้แ่นั้นมาหลี่เจี่ยหลิงจึงกลายมาเป็คุณหนูรองสำนักไห่ตงชิงที่มีอำนาจเทียบเท่ากับเซี่ยเิ
“ได้ข่าวว่าอย่างไรบ้าง?”หลี่เจี่ยหลิงเดินไปนั่งบนเก้าอี้โดยไม่ต้องรอให้หวังจินเชิญรินน้ำชาให้ตัวเองขึ้นมาดื่ม ชุนเชียงเดินเข้าไปนั่งอีกด้านมองหวังจินด้วยรอยยิ้มหวังจินชินกับความสบายของคุณหนูรองเป็อย่างดีเขาเดินไปที่โต๊ะหยิบกระดาษออกมาแผ่นหนึ่งส่งให้หลี่เจี่ยหลิง
“ตามที่เคยบอกท่านไว้วันนี้กู่ฮวน ผู้เชี่ยวชาญด้านหยกจากเยี่ยนเป่ยเดินทางมาถึงเมืองฉางแล้วขอรับ”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน?”
หวังจินยิ้มเ้าเล่ห์“คุณหนูรองไม่ต้องเป็กังวลขอรับ คนของเราจับตามองกู่ฮวนอยู่ตลอด”หวังจินนิ่งไปสักครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ“ข้าคิดว่าท่านควรไปเจอกับเขาตอน่งานประมูลในฐานะหมอปีศาจดีกว่าขอรับ”
หลี่เจี่ยหลิงคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย“ประมูลยามใด”
“ยามโหย่วขอรับ”หลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงมองหน้ากันนี่มันเท่ากับต้องรออีกตั้งสี่ชั่วยามเลยไม่ใช่หรือ?
หวังจินแย้มยิ้ม“ไว้เจอกันยามโหย่วที่หอฟู่จินขอรับคุณหนูรอง”
หลี่เจี่ยหลิงพ่นลมใส่หวังจินก่อนจะลุกขึ้นชุนเชียงมองคนนั้นทีคนนี้ที “จะกลับบ้านไปก่อนหรือ?”
“กลับ?”หลี่เจี่ยหลิงลุกขึ้น “จะกลับทำไม ไม่ใช่ว่าเ้าอยากกินหม้อไฟหรอกหรือ?”
ชุนเชียงะโลุกขึ้นทันที“ไปกันเถอะ ข้ารู้จักร้านขายหมูดี ๆ หลายร้าน”
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะมองชุนเชียงวิ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วหันมองหวังจิน “เช่นนั้นไปเจอกันที่หอฟู่จิน”
หวังจินคารวะหลี่เจี่ยหลิง“ข้าจะรอท่านที่หน้าหอฟู่จินขอรับ”
ชุนเชียง้าพาหลี่เจี่ยหลิงออกไปเลือกซื้อที่ตลาดนอกตัวเมืองเพราะว่าตลาดนอกตัวเมืองจะมีชาวบ้านเอาผักที่ปลูก ผักผลไม้ป่าสัตว์ที่ล่ามาได้มาวางขายได้มากมายให้เลือก
สำหรับนักกินอย่างชุนเชียงตลาดนอกเมืองเป็สิ่งที่นางโปรดปรานเป็อย่างยิ่งแต่ว่าหลี่เจี่ยหลิงไม่อยากต้องออกจากเมืองแล้วต้องตรวจสอบเข้าเมืองใหม่อีกครั้งให้วุ่นวาย
แต่หลังจากโดนชุนเชียงหลอกล่อหลี่เจี่ยหลิงก็ยินยอมตามชุนเชียงออกไปตลาดนอกเมือง
ตลาดนอกเมืองจะเปิดั้แ่ยามเฉินจนถึงยามอู่เท่านั้นเกินยามอู่จะมีทหารออกไปไล่ไม่ให้ตั้งแผงเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนไม่ประสงค์ดีแฝงตัวอยู่นอกกำแพงเมืองสร้างความวุ่นวาย
“ผักเ้าคะผักสด ๆ เ้าคะ” เด็กสาววัยหกขวบะโเรียกลูกค้าเรียกความสนใจของหลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงให้หันไปมอง
ชุนเชียงรีบผูกม้าทั้งสองตัวกับต้นไม้ที่ไม่ไกลนักก่อนจะเดินไปทางเด็กสาวคนนั้น ที่แผงของเด็กสาวมีหญิงสาวอีกคนท่าทางขี้กลัวกำลังก้มหน้าก้มหน้าทั้งนางและเด็กสาวตัวผอมหน้าเหลือง
หลี่เจี่ยหลิงเหลือบเห็นว่ามีแผลทุบตีบนร่างของหญิงสาวผู้นั้นแต่ไม่ได้พูดบางครั้งการช่วยเหลือจะต้องเป็สิ่งที่อีกฝ่าย้าด้วยดูท่าทางก้มหน้าก้มตาของอีกฝ่าย หลี่เจี่ยหลิงเลือกที่จะไม่ช่วย
ชุนเชียงเห็นว่าผักค่อนข้างสดน่ากิน“ข้าเอากระหล่ำปลีหัวหนึ่ง ผักกาดขาวหัวหนึ่ง ฟักทองลูกใหญ่นั่นอีกลูกแล้วก็กุยช่ายสามกำ”
“จริงหรือเ้าคะ”เด็กสาวเอ่ยอย่างตื่นเต้นนี่เป็ครั้งแรกที่พวกนางสองแม่ลูกมาขายของที่ตลาดแห่งนี้ไม่คิดเลยว่าจะขายได้ดีขนาดนี้ นางมองไปยังแผงใกล้ ๆท่านตาที่ขายผักเองก็ยังขายได้ไม่มากนักแต่นางกลับขายได้มากมายเพียงนี้แล้ว
ชุนเชียงหัวเราะใสซื่อ“ใช่ เ้าขายหรือไม่?”
“ขายเ้าค่ะขาย”เด็กสาวรีบหยิบของที่ชุนเชียงชี้ส่งไปให้หญิงสาวที่กำลังก้มหน้าก้มตายอยู่อย่างตื่นเต้น“ท่านแม่พวกเรารอดแล้วเ้าค่ะ”
หญิงสาวมองชุนเชียงด้วยแววตาคลอไปด้วยน้ำตาสะอึกสะอื้นเสียจนชุนเชียงรู้สึกสงสารตอนเด็กชุนเชียงโตในครอบครัวชาวบ้านยากจนเช่นกันตอนนั้นเพื่อให้พี่ชายแต่งพี่สะใภ้ ท่านพ่อท่านแม่ของนางจึงขายนาง เพียงแค่นางมองก็รู้ว่าหญิงสาวคนนี้ต้องถูกสามีของนางทุบตีเป็ประจำเป็แน่
ชุนเชียงเป็คนใสซื่อขี้สงสารแต่นางไม่กล้าล้ำเส้นเกินหน้าหลี่เจี่ยหลิงเมื่อเห็นว่าหลี่เจี่ยหลิงไม่พูดนางก็ไม่กล้าพูดอะไร
หญิงผู้นั้นรีบหยิบผักทั้งหมดที่ลูกสาวหยิบมาให้ขึ้นชั่งพูดเสียงเบา “กระหล่ำปลี ผักกาดขาวชั่งละสองอีแปะทั้งหมดห้าชั่งสิบอีแปะฟักทองชั่งละสามอีแปะห้าชั่งสิบห้าอีแปะ กุยช่ายกำละสองอีแปะสามกำหกอีแปะ ทั้งหมดสามสิบเอ็ดอีแปะเ้าค่ะ”
ชุนเชียงส่งสายตามวิงวอนส่งให้หลี่เจี่ยหลิง“หลิงเอ๋อร์”
หลี่เจี่ยหลิงไม่ชอบยุ่งเื่ในครอบครัวนางหยิบถุงเงินขึ้นมานับเงินอีแปะสามสิบเอ็ดเหรียญส่งให้เด็กสาวพร้อมกับขวดยาหนึ่งขวด “นี่คือเงินของเ้า”
เด็กคนนั้นเห็นขวดแปลกๆ ก็ส่งคืนหลี่เจี่ยหลิง
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะ“นี่คือยาสำหรับแม่เ้า”
เด็กสาวเม้มปากแน่นรีบยัดยาในมือให้แม่ของนาง“ท่านแม่ ของท่าน”
หญิงสาวคนนั้นมองหลี่เจี่ยหลิงด้วยท่าทางสับสนลูกของนางไม่รู้แต่นางจะไม่รู้ได้หรือ ยาขวดหนึ่งตั้งหลายเฉียนแพงกว่าผักของนางตั้งเท่าไรแล้วนางจะเอาไปได้อย่างไร
ชุนเชียงยิ้มหวานรีบหยิบผักทั้งหมดขึ้นมาหอบไว้ในแขนเด็กสาวมองอย่างสงสัยเพราะไม่เห็นชุนเชียงเอาตะกร้ามาด้วยก่อนจะมองตะกร้าตัวเองเม้มปาก
“พี่สาวท่านใช้ตะกร้าข้าดีหรือไม่?” เด็กสาวผลักตะร้าออกไปตรงหน้าชุนเชียง
ชุนเชียงยิ้มหวานส่ายหน้า“ไม่เป็ไร เ้าเอาตะกร้ากลับไปเถอะ”
หลี่เจี่ยหลิงลูบหัวของเด็กสาว“ดูแลแม่ของเ้าให้ดี หาก้าให้ข้าช่วย ข้าอยู่หมู่บ้านหนิวเจียบอกว่ามาหาท่านหมอ พวกน้าพวกป้าในหมู่บ้านก็จะพาไปหาข้าที่บ้าน เข้าใจหรือไม่?”
หลี่เจี่ยหลิงโบกมือเล็กน้อยผักในอ้อมแขนของชุนเชียงก็หายไปท่ามกลางสายตาใของสองแม่ลูก
หญิงสาวเห็นหลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงก้าวเดินออกจากหน้าแผงของพวกนางก็กำขวดยาอย่างลังเลไม่กล้าเรียกและไม่กล้ารับยาด้วย
“ท่าน...ท่านหมอเซียน”หญิงสาวไม่รู้ว่าควรจะเรียกอย่างไรดี
หลี่เจี่ยหลิงหันกลับไปหาหญิงสาวผู้นั้นรีบยื่นแขนทั้งสองข้างออกมาสุดแขน หลี่เจี่ยหลิงมองขวดยาในมือของนาง“ข้าไม่รับคืน” หญิงสาวผู้นั้นส่ายหน้าไปมาเม้มปากแน่น“เ้าคิดหรือไม่ว่าเ้าทนให้ชายผู้นั้นทุบตี หากเ้าตายไปลูกสาวเ้าจะต้องถูกขายไปหอนางโลมใด”
“ท่าน!”หญิงสาวผู้นั้นใกับคำพูดของหลี่เจี่ยหลิงมากแต่ก็ไม่กล้าโต้เถียงอย่างไรนางก็เป็แม่ นางย่อม้าให้ลูกสาวนางได้สิ่งที่ดีแม้ว่านางจะให้อนาคตที่ดีไม่ได้ แต่นางจะหาสามีที่ดีรับลูกสาวนางไปดูแล
“ชายที่สามารถทำร้ายภรรยาตัวเองได้เ้าคิดว่าเขาจะรักลูกสาวอย่างนั้นหรือ” หลี่เจี่ยหลิงถามด้วยใบหน้าราบเรียบชุนเชียงพยักหน้าเห็นด้วย “เ้าคิดดูเถอะว่าอะไรทำให้ดีต่อเ้าและลูกหากวันหนึ่งที่เ้าใกล้ตายแล้วเสียใจกับชีวิต ตอนนั้นข้าอยากให้จำไว้ว่าคนที่ทำร้ายลูกของเ้าคือเ้าเอง”
หลี่เจี่ยหลิงพูดจบก็เดินออกจากแผงไม่สนใจผู้คนรอบข้างจะมองนางอย่างไรหญิงผู้นั้นทั้งใทั้งหวาดกลัวทั้งเศร้า ความรู้สึกมากมายล้นออกมาจนร้องไห้โฮ
เสียงร้องของหญิงสาวทำให้ผู้คนมากมายสงสาร
หลี่เจี่ยหลิงถอนหายใจคนน่าสงสารย่อมต้องมีความเลวร้ายของตนเองนางพูดขนาดนี้แล้วหากนางยังตัดสินใจเลือกเส้นทางเดิมก็แสดงว่านาง้าแบบนี้จริง ๆ
อาจารย์ของนางเคยบอกว่าคนแบบนี้ต่อให้ช่วยทุกครั้งพวกนางก็จะกลับไปเป็แบบเดิม แต่หากว่าพวกนางตัดสินใจที่จะเปลี่ยนตัวเองต่อให้ช่วยเพียงเล็กน้อย พวกนางก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน
นางก็ได้แต่หวังว่าหญิงผู้นั้นจะเห็นแก่ลูกสาว
--------------------------------------------
[1] หลางในที่นี่เป็อักษรจีนแปลว่าหมาป่า
[2] รุ่ยอ๋อง คำว่า ‘รุ่ย’ มีความหมายว่า ‘มองการณ์ไกล’ ในที่นี่หมายถึง ‘อ๋องผู้มองการณ์ไกล’