ฮูหยินผู้เฒ่าเร่งเร้า “พวกเ้ารีบไปสิจำได้สักหนึ่งหรือสองข้อก็ดีแล้ว หากโชคช่วยให้ตอบถูกสักข้อย่อมถือเป็โอกาสแสดงฝีมือ”
ฉู่อวิ๋นเจียวกับฉู่เพ่ยซานย่อมไม่ยอมพลาดโอกาส
ฉู่จวินหลันคร้านจะลุกแต่เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเร่งเร้าไม่หยุด เกรงว่าจะเป็จุดสนใจเกินไปนางจึงจำต้องลุกตามไปด้วย
ครั้นเดินผ่านตำแหน่งประธานฉู่จวินหลันไม่ได้เข้าไปทักทายองค์หญิงใหญ่ เพียงผงกศีรษะอยู่ห่างๆ
องค์หญิงใหญ่เห็นนางรู้จักประมาณตนก็ยิ่งชมชอบมากขึ้นนางได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นในลานเมื่อครู่แล้วฉู่จวินหลันไม่คิดจะให้นางออกหน้าแทน ยิ่งทำให้นางเอ็นดูเด็กคนนี้มากขึ้น
บทกวีที่ผูกไว้กับดอกไม้ไม่ได้ยากอะไรหากแต่ยากตรงต้องจำให้แม่น ทั้งยังต้องแยกแยะว่ากิ่งเดียวกับสองกิ่งเป็คนละบทกัน
เหล่าสตรีจึงจงใจเดินช้าลงพลางตั้งใจท่องจำ
ผิดกับฉู่จวินหลันซึ่งอยู่ท้ายขบวนนางกวาดตามองเพียงแวบเดียวก็หันไปชมทิวทัศน์รอบกายอย่างสบายใจดูแตกต่างจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
เย่อี่เจี้ยนเซียวอวิ้นเผิง และเสิ่นอวี๋เดินอยู่แถวหน้าของฝ่ายบุรุษซึ่งอยู่ด้านหลังฉู่จวินหลันพอดี
เซียวอวิ้นเผิงมองร่างอรชรของฉู่จวินหลันอย่างเคลิบเคลิ้มส่วนเย่อี่เจี้ยนเพียงส่ายหน้าแล้วยิ้มบาง
ฉู่จวินหลันที่หันกลับมาโดยไม่ตั้งใจเห็นเย่อี่เจี้ยนเสิ่นอวี๋ และเซียวอวิ้นเผิง จึงแกล้งเอ่ยเย้า“อาการเพิ่งดีขึ้นก็รีบร้อนออกมาหาคู่แล้วหรือ”
เสิ่นอวี๋กับเซียวอวิ้นเผิงตกตะลึงคิดไม่ถึงว่าสตรีซึ่งรูปโฉมงดงามจะกล่าวถ้อยคำเช่นนี้
แต่เย่อี่เจี้ยนพอจะเข้าใจนางจึงยิ้มตอบ “คุณหนูฉู่โปรดอย่าล้อข้าเลย ข้ายังจำคำสั่งของท่านหมอได้ดี”
“หวังว่าท่านจะจำได้เพราะการไม่ทำตามคำสั่งหมอนั้นมีโทษหนักไม่น้อยเชียวละ”
“ใช่ ข้ารู้ไม่กล้าทำผิดแล้วละ” เย่อี่เจี้ยนลูบแขนตนพลางทำทีหวั่นเกรง
ฉู่จวินหลันหัวเราะคิกคักนางโบกมือลา ก่อนจะหมุนกายกลับไปยังที่นั่ง
รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนใบหน้าเย่อี่เจี้ยนกระทั่งเมื่อกลับถึงที่นั่งแล้วเงยหน้าสบตากับสายตาหยอกล้อขององค์หญิงใหญ่จึงรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม
“ทุกคนได้ชมกันแล้วคงพอจดจำได้บ้าง บัดนี้จะเริ่มคำถามข้อแรก หากตอบถูกจะได้สิทธิ์เลือกผู้ตอบคนถัดไปหากตอบผิดต้องรับโทษดื่มสุราหนึ่งจอก”ฮูหยินอันลู่โหวทอดมองฉากกั้นไม้แล้วยิ้มกล่าว “ข้อแรก ดอกจื่อเวย[1]”
ในลานเงียบกริบส่วนฉู่จวินหลันยกมือปิดปากหาวเบาๆ อย่างงดงาม
ฉู่เมิ่งอิ๋งเม้มปากพลางครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดทันใดนั้นั์ตาพลันเป็ประกาย ลุกพรวดขึ้นกล่าวเสียงดัง “ดอกไม้ร่วงโรย น้ำตาโปรยด้วยโศกเศร้าเสียงนกแยกจาก สะท้านใจให้ระทม!”
สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างฉากกั้นไม้รีบหาดอกจื่อเวยแล้วตรวจดูแผ่นกระดาษแล้วประกาศเสียงดัง “ถูกต้อง!”
สายตาทุกคู่หันมามองฉู่เมิ่งอิ๋งทันทีใบหน้าของนางแดงซ่าน ดวงตาฉ่ำน้ำ ยิ่งทำให้ดูน่าสงสารจับใจ
ฮูหยินอันลู่โหวเอ่ยขึ้น“ที่แท้คือคุณหนูรองตระกูลฉู่ เช่นนั้นเชิญคุณหนูรองเลือกคนต่อไป”
ฉู่เมิ่งอิ๋งปรายตามองฝั่งบุรุษสายตาหยุดที่เซียวอวิ้นเผิง แต่พอคิดได้ก็เปลี่ยนใจ ประกาศเสียงดัง“น้องสาวสามของข้ารอบรู้มาแต่ไหนแต่ไร ข้าขอมอบโอกาสนี้ให้นาง”
ฉู่เมิ่งอิ๋งยิ้มละไมราวกับกำลังมอบโอกาสอันงดงามให้ฉู่จวินหลัน
เมื่อฉู่จวินหลันซึ่งหยิบขนมกุหลาบกินทั้งยังมีเศษขนมติดขอบปากได้ยินก็เลิกคิ้วมอง
รอยยิ้มของฉู่เมิ่งอิ๋งอ่อนหวานทว่าในใจกลับหัวเราะเยาะ ด้วยนางรู้ดีว่าฉู่จวินหลันไม่ชอบอ่านหนังสือความจำก็ไม่ดี จะให้จำกวีหลายบทจากการมองเพียงแวบเดียวนั้นย่อมเป็ไปไม่ได้
นางกำลังจะแต่งงานกับคนโง่ไม่ใช่หรือเช่นนั้นก็ให้ทุกคนได้เห็นว่าคนโง่สองคนนี้ช่างเหมาะสมกันนัก!
เย่อี่เจี้ยน เสิ่นอวี๋และเซียวอวิ้นเผิงก็มองด้วยความเป็ห่วงเพราะพวกเขาล้วนเห็นว่าเมื่อครู่ฉู่จวินหลันไม่ได้ตั้งใจจดจำอะไรเลย
ด้านซูอิ้งเส่ว์ ตู้ชิงและหลี่เมี่ยวชุนต่างกลั้นหัวเราะ ส่วนเซียวจื่อหลันถึงขั้นหัวเราะหยันออกมา
ครั้นเมื่อเห็นฉู่จวินหลันยังไม่ลุกขึ้นฮูหยินอันลู่โหวก็คิดจะช่วยแก้ไขสถานการณ์
ทว่าฉู่จวินหลันกลับปัดเศษขนมออกจากมือหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดตรงมุมปาดแล้วยิ้มพลางลุกขึ้น “ก็ดีเช่นนั้นก็เล่นดูสักหน่อย”
น้ำเสียงอ่อนหวานแต่แฝงความขี้เล่นทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงทันทีราวกับนี่เป็เพียงการละเล่น ไม่ใช่เวทีให้เหล่าคุณหนูแข่งกันแสดงความสามารถ
ฮูหยินอันลู่โหวยิ้มพลางเอ่ย“เช่นนั้นเชิญคุณหนูรองเลือกชนิดดอกไม้เถิด”
ฉู่เมิ่งอิ๋งมองไปข้างหน้าก่อนจะเอ่ยชื่อดอกไม้อย่างไม่ใส่ใจ “ดอกซีเหยียน”
ฉู่จวินหลันถามกลับทันควัน“ซีเหยียนขาวหรือซีเหยียนม่วง”
ฉู่เมิ่งอิ๋งก็จำไม่ได้ว่ามีสีอะไรบ้างอีกทั้งระยะทางยังทำให้มองไม่ชัดเจน จึงตอบส่งๆ ไปว่า “สีม่วง”
ฉู่จวินหลันหัวเราะพรืด“วันนี้ไม่มีสีม่วง มีเพียงดอกซีเหยียนขาวสามดอกเท่านั้น”
ฉู่เมิ่งอิ๋งหน้าแดงซ่าน
“ดอกซิ่ง[2]โปรยปรายชโลมจนชุ่มอาภรณ์ลมหลิ่วอบอุ่นพัดผ่านไม่หนาวเย็น”
สาวใช้รีบหาดอกซีเหยียนขาวตรวจแล้วประกาศเสียงดัง “ถูกต้อง!”
ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้คนฉู่จวินหลันก็เอ่ยอย่างสบายใจ “เย่อี่เจี้ยน ดอกทับทิม”
เย่อี่เจี้ยนไม่คิดว่าฉู่จวินหลันจะเรียกตนมาเล่นด้วยจึงตอบโดยไม่ทันคิด “กลิ่นดอกข้าวนำพาความมั่งคั่ง เงี่ยหูฟังเสียงกบก้องกังวานไปทั่วทุ่ง”
“ถูกต้อง!”
เสียงสาวใช้กล่าวด้วยความตื่นเต้นส่วนฝั่งบุรุษก็โห่ร้องยินดี
เย่อี่เจี้ยนหันมองฉู่จวินหลันที่กำลังจะนั่งลงทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
“เชิญคุณหนูสามฉู่ตอบ”
ฉู่จวินหลันไม่คิดว่าเย่อี่เจี้ยนจะยังเลือกตนจึงยืดกายขึ้นยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ดอกเฟิ่งเซียนสองดอก”
สาวใช้รีบค้นหาดอกเฟิ่งเซียนสองดอกทันที
ฉู่จวินหลันตอบทันควัน “ดอกไม้งามเบ่งบานทั่วนครวสันต์ต้นหลิวนั้นลู่ไปตามสายลม” แล้วหันไปกล่าวว่า “เย่อี่เจี้ยน ดอกโบตั๋น”
“ลมตะวันตกม้วนม่านพาพลิ้วไหวคนนั้นไซร้เปรียบดั่งดอกเบญจมาศเหลือง คุณหนูสามฉู่ ดอกบัว”
ทั้งสองคนผลัดกันถามตอบไม่หยุดทั้งยังเอ่ยคำตอบออกมาแทบจะทันที จนต้องเพิ่มสาวใช้ที่ตรวจคำตอบจากสองคนเป็หกคนถึงจะทันกับความเร็วของทั้งคู่
ผู้คนทั้งงานต่างพากันตกตะลึง!
เย่อี่เจี้ยนเป็บุตรชายของบัณฑิตเอกหากจะความคิดว่องไว ความจำเป็เลิศย่อมไม่แปลก แต่ฉู่จวินหลันที่เป็เพียงสตรีในห้องหอไม่ได้เสียท่าแม้แต่น้อยแสดงให้เห็นว่านางก็มีความสามารถเช่นเดียวกับเย่อี่เจี้ยน
ความจำเป็เลิศยิ่งนัก!
สายตาทุกคู่ที่มองฉู่จวินหลันล้วนเปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้แม้นางจะงดงามล้ำเลิศเพียงใดก็เป็เพียงสตรีผู้เลอโฉม แต่บัดนี้เมื่อรู้ว่าสตรีผู้เลอโฉมนางนี้หาใช่ผู้ไร้สมองความรู้สึกที่มีต่อนางย่อมไม่เหมือนเดิม
ฉู่เมิ่งอิ๋งกัดริมฝีปากแน่นจนเืแทบซึมเจ็บช้ำจนแทบขาดใจ
ซูอิ้งเส่ว์อึดอัดจนหน้าแดงก่อนจะยกมือเกาแก้ม ส่วนตู้ชิงกับหลี่เมี่ยวชุนถึงกับอ้าปากค้างคิดไม่ถึงว่าฉู่จวินหลันจะมีฝีมือถึงเพียงนี้
“ข้อสุดท้ายแล้ว”เย่อี่เจี้ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม เขาโน้มกายเด็ดกิ่งดอกชบาสีชมพูอ่อนจากบนฉากกั้นมาถือไว้“เชิญคุณหนูสามฉู่ตอบ”
[1] ดอกจื่อเวย หมายถึง ดอกยี่เข่ง
[2] ดอกซิ่ง หมายถึง ดอกแอพริคอต