54.และแล้วก็มีงานมงคลจนได้
หมิงเฟิงพูดจริงทำจริงเสมอเช้าวันถัดมาเขาไปพูดคุยกับท่านพ่อท่านแม่ว่าต้องการแต่งงานกับเสี่ยวเหมยทันทีเพราะไม่ต้องการรออีกแล้วซึ่งฟางจิงก็เห็นด้วยเพราะอย่างไรหมิงเฟิงก็เป็นพี่คนโตแต่งงานก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ดีดังนั้นหมิงฮุ่ยจึงไปที่บ้านสกุลโจวที่อยู่ติดกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้อย่างเป็นทางการจะได้เร่งเตรียมงานให้เร็วทันใจเจ้าบุตรชายคนโตที่อยู่ๆก็เกิดใจร้อนแทบจะแต่งให้ได้เสียวันนี้พรุ่งนี้เลย
เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นว่าเด็กๆรักใคร่กันดีอีกทั้งเสี่ยวเหมยก็ปักปิ่นแล้วถึงวัยออกเรือนได้จึงไม่ได้คัดค้านสิ่งใดเมื่อพูดคุยเรื่องฤกษ์ยามและการเตรียมงานมงคลกันก็ได้ฤกษ์ดีมาก็คืออีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้นั้นเองแม้จะเร็วมากและฉุกละหุกแต่บ้านสกุลโจวและบ้านสกุลหยางก็ดีใจและยินดีที่จะเตรียมงานกันเป็นอย่างยิ่ง
วันงานมงคลก็มาถึง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขอากาศเป็นใจลมพัดเย็นสบาย
เกี้ยวแปดคนหามพร้อมทั้งขบวนเจ้าสาวตั้งขบวนมาถึงบ้านสกุลหยางโดยมีหมิงเฟิงขี่ม้านำขบวนเจ้าสาวเพื่อเข้าพิธีคำนับฟ้าดินทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีเจ้าสาวก็ถูกพาตัวไปรอที่ห้องหอตามฤกษ์งามยามดี
งานเลี้ยงด้านนอกครึกครื้นคนงานบ้านสกุลหยางต่างช่วยกันเตรียมงานดูแลแขกเหรื่ออย่างไม่ขาดตกบกพร่องหมิงเฟิงร่วมดื่มสุรามงคลกับเหล่าสหายหนึ่งในนั้นคือเจียงเกาเฉิงบุตรชายท่านเจ้าเมืองโจวเจียงที่มาร่วมยินดีด้วยแล้วยังมีเสวี่ยซีชางที่มารวมงานยินดีครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ผ่านไปไม่นานก็ถึงเวลาเข้าห้องหอ
ร่างสูงโปร่งแต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงของขุดเจ้าบ่าวเดินเข้ามาในห้องหอที่มีร่างบางของเสี่ยวเหมยนั่งรออยู่ภายในห้องหอ
“รอพี่นานหรือไม่ หืม” ร่างสูงถามพร้อมทั้งเดินเข้ามาใกล้ๆร่างบางที่นั่งรออยู่
“ไม่เจ้าค่ะ” เสียงหวานเอ่ยตอบด้วยความประหม่าออกไป
เมื่อเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็ปรากฎดวงหน้างดงามที่ตราตรึงใจของเขามาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยเพียงได้สบตาก็ใจเต้นแรงแล้วจากนั้นทั้งคู่ก็ดื่มสุรามงคลด้วยกันตามขั้นตอนเสี่ยวเหมยขอไปอาบน้ำชำระกายก่อนเพราะนางรู้สึกเหนียวตัวเป็นอย่างมากโดยของที่ใช้เป็นของที่หมิงเยว่เตรียมไว้ให้ เป็นสบู่อาบน้ำที่มีกลิ่นหอมมากๆจนเสี่ยวเหมยเผลอยิ้มออกมาอย่างถูกใจจากนั้นไม่นานก็เป็นหมิงเฟิงที่เข้ามาอาบน้ำชำระร่างกายบ้าง
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าตอนนี้ทั้งคู่นั่งกันอยู่บนเตียงนอนที่ประดับไปด้วยผ้ามงคลสีแดงหมิงเฟิงไม่รอช้าโน้มตัวเข้าหาร่างคนเป็นภรรยาทันทีแล้วบดจูบที่ริมฝีปากนุ่มนิ่มอย่างอ่อนโยนเพื่อกวาดชิมความหวานในปากเล็กจิ้มลิ้มมือน้อยโอบกอดร่างสูงตอบพร้อมทั้งเอนกายลงบนเตียงหนานุ่มต่างฝ่ายต่างมอบความสุขรักใคร่เสน่หาให้แก่กันและกันครั้งแล้วครั้งเล่าไม่หยุดหย่อนกว่าเสียงครางหวานและเสียงแหบพร่าทุ้มต่ำและการเคลื่อนไหวภายในห้องหอจะสงบเงียบลงก็จวบจนฟ้าสางของวันใหม่เข้าไปแล้ว……
เมื่อรุ่งเช้าแสงสีทองของดวงอาทิตย์สาดแสงเข้ามาตามรอยแยกของหน้าต่างและผ้าม่านโปร่งแสง
ดวงตาคมกริบลืมขึ้นมาสิ่งที่เข้ามาในสายตาสิ่งแรกคือดวงหน้างดงามของภรรยาที่นอนอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงมือใหญ่เอื้อมไปลูบไรผมข้างแก้มอย่างรักใคร่ พร้อมจับมือนุ่มมาจูบเบาๆจนกระทั่งดวงตากลมโตลืมขึ้นมาแล้วสบตากัน
“ตื่นแล้วหรือ” เสี่ยวเหมยส่งยิ้มหวานให้แต่ไม่ได้ตอบอันใดออกไปได้แต่พยักหน้า
“หึ หึ เช่นนั้นลุกอาบน้ำไหวหรือไม่”
“วะ ไหวค่ะ”จากนั้นหมิงเฟิงก็อุ้มร่างบางของภรรยารักขึ้นมาเดินไปที่ฉากกันที่มีน้ำเตรียมไว้ให้อาบจนเต็มอ่างสองสามีภรรยาใช้เวลาอาบน้ำด้วยกันดั่งคู่ยวนยางวาบหวามเต็มอารมณ์นับชั่วยามกว่าจะอาบน้ำเสร็จก็เล่นเอาเสี่ยวเหมยถึงกับหมดเรี่ยวแรงเดินแทบไม่ไหวจนหมิงเฟิงได้รับสายตาที่ส่งค้อนมาให้ไม่หยุดของภรรยาก็ได้แต่ยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี
กว่าหมิงเฟิงและเสี่ยวเหมยจะทำพิธียกน้ำชาให้พ่อสามีและแม่สามีตามธรรมเนียมเรียบร้อยก็เข้าสู่ยามอู๋(11.00-12.59) ไปแล้ว เพราะความไม่รู้จักพอตะกละของสามีนางคนนี้เลยทีเดียวที่ทำให้นางได้รับสายตาล้อเลียนจากสหายอย่างหมิงเยว่ไม่หยุด
จากนั้นหมิงเยว่ก็พาพี่สะใภ้หมาดๆ มานั่งอยู่ที่ซุ้มผู้เผาโดยขนมแบบใหม่มาให้ได้ลองชิมส่วนหมิงเฟิงนั้นบอกว่าจะเดินไปดูคนงานที่สวนสักครู่หนึ่งแล้วจะรีบเดินกลับมา
“พี่สะใภ้ คิก คิก”เมื่ออยู่กันเพียงสตรีสองนางหมิงเยว่ก็เอ่ยเรียกราวจะเอ่ยล้อ
“อะ อันใดเล่าเรียกข้าว่าพี่สะใภ้แล้วหัวเราะเจ้าเล่ห์เช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน”เสี่ยวเหมยหน้าแดงทันที
“คิก คิก เดี๋ยวข้าจะหาน้ำมันนวดตัวคลายปวดเมื่่อยมาให้เจ้าดีหรือไม่ข้าคิดว่าเจ้าอาจจะต้องได้ใช้เป็นแน่”
“เดี๋ยวเถอะ เจ้าล้อข้าเช่นนี้ได้อย่างไรหากเจ้าแต่งให้ซื่อจื่อก็รู้สึกไม่ต่างจากข้าหรอก”
“ก็ได้ ก็ได้ ไม่ล้อเจ้าแล้ว ลองกินนี้ข้าทำขนมที่ราดด้วยแยมจวี่จื่อ”ที่จริงก็คือขนมเค้กนึ่งราดด้วยแยมส้มนั้นเอง
“น่ากินมากๆ เลยเยว่เยว่สีก็งดงามมาก”เสี่ยวเหมยรีบตักเข้าปากเมื่อได้ริมรสหวานอมเปรี้ยวก็ชื่นชอบเป็นอย่างมาก
“ทำขายได้เลยนะเยว่เยว่ ต้องขายดีมากแน่ๆ เลย”
“อืมข้าก็คิดว่าจะทำขายที่ร้านไฉเฟิงดูน่ะ จริงสิที่เหลาอาหารของบ้านเจ้าก็ลองเอาขนมไปขายให้ลูกค้าที่มากินอาหารได้นี่นา เจ้าสนใจหรือไม่เล่า”
“เอ๋ จริงด้วยสิข้าไม่เคยคิดมาก่อน คิดว่าขายแต่อาหารคาวอย่างเดียวเช่นนั้นเจ้าขายให้ร้านข้าได้หรือไม่” เสี่ยวเหมยถามอย่างตื่นเต้นที่เหลาอาหารนางจะมีอาหารชนิดใหม่ให้ลูกค้าได้ลองกิน
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าลองทำขนมแบบอื่นๆมาให้เจ้าชิมดูหลายๆ อย่างก่อนดีหรือไม่แล้วเราค่อยมาพูดคุยเรื่องการค้ากัน”
“อืม ดีๆ” แม้จะเป็นสหายอีกทั้งตอนนี้ยังเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วแต่เรื่องการค้าขายต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนเพื่อภายภาคหน้าจะได้ไม่ต้องมีปัญหากันซึ่งเรื่องนี้ทั้งสองบ้านเห็นด้วยตรงกันอย่างยิ่ง
ทั้งสองพูดคุยกันเรื่องทำขนมอยู่เป็นนานสองนานจนหมิงเฟิงที่พึ่งกลับมาจากดูคนงานในสวนอีกทั้งยังเด็ดเฉ่าเหมยสดๆมาให้ภรรยาและน้องสาวมองด้วยความไม่ชอบใจที่ภรรยาไม่สนใจตนเองนัก
“พวกเจ้าคุยกันนานถึงเพียงนี้ก็พอได้แล้วเยว่เยว่เจ้าจะมาแย่งเวลาของพี่สะใภ้จากพี่ใหญ่ไม่ได้นะ”คนขี้หวงเดินไปโอบเอวเล็กของภรรยาไว้ด้วยมือข้างเดียวดึงเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น
“โถ่พี่ใหญ่ขี้หวง” หมิงเยว่ทำท่าย่นจมูกใส่อย่างน่ารัก
“หึ หึ” หมิงเฟิงยื่นมือไปขยี้ผมของเยว่เยว่อย่างเอ็นดูพร้อมทั้งหัวเราะที่สามารถทำผมน้องสาวตนเองยุ่งได้
“ก็ได้ ก็ได้ ข้าไม่รบกวนเวลาพวกท่านสามีภรรยาแล้วก็ได้เจ้าค่ะข้าไปทำอาหารเย็นดีกว่าวันนี้กินหม้อไฟกันดีหรือไม่เจ้าคะวันนี้พี่ชาร์ลจะมากินข้าวเย็นด้วย ข้าจะทำของโปรดของเขา” ว่าจบก็ไม่ได้สนใจใครอีกรีบเดินออกมาแล้วเรียกผิงผิงสาวใช้ส่วนตัวพากันเข้าสวนไปเก็บผักมาทำอาหารเย็นให้ทุกคนทันทีปล่อยให้สามีภรรยาหมาดๆได้ยืนพลอดรักกันอยู่ในเก๋งศาลาผูเถาที่ออกผลห้อยระย้างดงามลงมาอยู่อย่างนั้น…