ท้องฟ้ายามรุ่งอรุณบนยอดเขาเมฆาคล้อยถูกย้อมไปด้วยสีทองอร่าม แสงอาทิตย์สาดผ่านหมอกบางๆ ที่ลอยเอื่อยอยู่เหนือยอดไม้ เผยให้เห็นแนวหลังคาสีแดงเข้มของสำนักกระบี่์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางขุนเขา สำนักแห่งนี้ก่อตั้งมาหลายร้อยปี เป็หนึ่งในสี่สำนักใหญ่แห่งยุทธภพที่ได้รับการยอมรับว่าธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม
เช้านี้ทั้งสำนักคราคร่ำไปด้วยผู้คน เสียงระฆังดังกังวานสะท้อนไปทั่วหุบเขา ประกาศถึงวันสำคัญที่ศิษย์รุ่นใหม่จะออกเดินทางปฏิบัติภารกิจแรกในนามของสำนัก ลานประลองกว้างใหญ่ถูกล้อมรอบด้วยศิษย์พี่น้องนับร้อย ทุกคู่สายตาจับจ้องไปยังชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่กลางลาน
เฟยหลงในวัยสิบเก้าปี ยืนตระหง่านด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยไฟฝัน ใบหน้าหล่อเหลาของเขามีรอยยิ้มที่มั่นใจจนเกือบจะดูโอหัง ลมเช้าพัดผ่านเสื้อผ้าสีขาวปักลายเมฆของเขาให้พลิ้วไหว ในมือขวาถือกระบี่ 'เมฆาล่อง' กระบี่ประจำสำนักที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่งท่านเ้าสำนักมอบให้เขาเมื่อสามปีก่อน ด้วยเหตุผลว่าไม่มีศิษย์คนใดเข้าใจกระบวนท่า 'เมฆาแตกสลาย' ได้ลึกซึ้งเท่าเขาอีกแล้ว
เขาคืออัจฉริยะที่สำนักฟูมฟักมานับสิบปี ั้แ่วันแรกที่ก้าวเข้าสำนักในวัยเก้าขวบ ความจริงแล้วเฟยหลงเป็เพียงเด็กกำพร้าไร้ตระกูล พ่อแม่เสียชีวิตด้วยโรคระบาดที่กวาดล้างหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งเชิงเขาเมฆาคล้อยจนไม่เหลือใคร ท่านเ้าสำนักซึ่งผ่านมาพบเด็กชายวัยเก้าขวบนอนสลบอยู่ข้างซากหมู่บ้านโดยบังเอิญระหว่างออกตรวจการยุทธภพ เห็นแวว "รากธาตุหายาก" บางอย่างในตัวเด็กคนนั้น จึงตัดสินใจรับมาเลี้ยงดูและฝึกฝนด้วยตนเองราวกับเป็บุตรแท้ๆ ไม่เคยเปิดเผยความจริงข้อนี้ต่อหน้าศิษย์คนใด เกรงว่าเด็กจะถูกดูแคลนเื่ชาติกำเนิด เฟยหลงเองก็เติบโตขึ้นมาโดยแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตก่อนหน้านั้นหลงเหลืออยู่ มีเพียงภาพเลือนรางของกองไฟและเสียงร่ำไห้ที่แว่วมาในความฝันเป็บางคืน ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าเด็กชายคนนี้มีรากธาตุที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี ฝึกท่ากระบวนใดก็แตกฉานเร็วกว่าศิษย์รุ่นพี่ที่ฝึกมาก่อนหน้าเขาหลายปี ความเก่งกาจนั้นทำให้เขาได้รับการตามใจและยกยอมาโดยตลอด จนหล่อหลอมนิสัยที่เชื่อมั่นในตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัด บางทีลึกๆ ในใจเขาอาจ้าพิสูจน์ตัวเองให้ท่านเ้าสำนักผู้มีพระคุณเห็นว่าการรับเด็กกำพร้าไร้ที่มาคนหนึ่งมาเลี้ยงนั้นไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ความปรารถนาดีนั้นกลับถูกบิดเบือนกลายเป็ความหยิ่งผยองโดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว เขามองว่าโลกนี้วัดกันที่ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว ผู้ใดอ่อนแอกว่าก็สมควรก้มหัวให้ ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่เขาด้วยความชื่นชมและอิจฉาริษยา เฟยหลงไม่เคยใส่ใจสักนิด เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าตนเองคือผู้ที่จะนำพาสำนักก้าวไปสู่จุดสูงสุดของยุทธภพ
"วันนี้ ข้าจะกวาดล้างโจรป่าที่คุกคามหมู่บ้านชายแดนให้สิ้นซาก เพื่อให้โลกได้รู้ว่าศิษย์สำนักกระบี่์คือผู้ผดุงธรรมที่แท้จริง!" เฟยหลงประกาศก้อง เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วลานประลอง กระบี่ในมือถูกชูขึ้นสูงสะท้อนแสงอาทิตย์วาววับ
เสียงเชียร์ดังกึกก้องขึ้นทันที ศิษย์รุ่นน้องหลายคนะโชื่อเขาด้วยความคลั่งไคล้ ราวกับเขาเป็วีรบุรุษที่ก้าวลงมาจากตำนาน แต่ท่ามกลางเสียงเชียร์เ่าั้ มีเพียงสองคนที่ไม่ได้ปรบมือส่งเสียงเหมือนคนอื่น
"จ้าวเทียน" เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาั้แ่วันแรกที่เข้าสำนัก ยืนกอดอกอยู่ริมขอบเวที ดวงตาของเขาจับจ้องมาที่เฟยหลงนิ่งเงียบ มุมปากเหยียดออกเป็รอยยิ้มบางๆ ที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง หากเฟยหลงสังเกตให้ดีกว่านี้ เขาคงเห็นว่ารอยยิ้มนั้นไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยสักนิด แต่เพราะความมั่นใจในมิตรภาพที่มีมายาวนาน เขาจึงไม่เคยตั้งคำถาม เพียงหันไปมอบรอยยิ้มให้จ้าวเทียนก่อนจะผายมือสั่งการให้คณะเดินทางเตรียมตัว
และ "หลินซี" หญิงสาวผู้เป็ดั่งหัวใจดวงเดียวของเฟยหลง ยืนอยู่มุมหนึ่งของฝูงชน ผมยาวสลวยของนางถูกปักด้วยปิ่นหยกที่เฟยหลงมอบให้เมื่อปีก่อน ดวงตาของนางจับจ้องมาที่เขาด้วยแววตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออกในระยะไกล เฟยหลงเพียงยกมือโบกให้นางเบาๆ ก่อนหันหลังเดินนำคณะออกจากลานประลองโดยไม่ทันสังเกตว่านางไม่ได้โบกมือตอบเช่นเคย
—
คณะเดินทางของเฟยหลงมีศิษย์ร่วมภารกิจอีกยี่สิบกว่าคน คัดเลือกมาจากศิษย์ฝีมือดีทั่วสำนัก โดยมีจ้าวเทียนทำหน้าที่รองหัวหน้าคณะเคียงข้างเขาตามธรรมเนียมของมิตรสหายที่สนิทที่สุด พวกเขาออกเดินทางจากประตูสำนักั้แ่สายวันนั้น มุ่งหน้าลงจากยอดเขาเมฆาคล้อยไปตามเส้นทางป่าเขาที่คดเคี้ยว ทอดยาวสู่หมู่บ้านชายแดนที่ถูกโจรป่ารุกราน
ตลอดทางเดิน เฟยหลงเดินนำหน้าด้วยท่าทีมั่นใจ พูดคุยเื่กระบวนท่าและยุทธศาสตร์การปราบโจรป่าอย่างออกรส บางครั้งก็หันไปตำหนิศิษย์รุ่นน้องที่เดินช้าหรือทำสัมภาระตกหล่นด้วยน้ำเสียงที่แม้จะไม่รุนแรง แต่ก็แฝงไปด้วยความไม่อดทนที่ไม่เคยรู้ตัวว่ากำลังทำร้ายความรู้สึกใครอยู่บ้าง ศิษย์รุ่นน้องคนหนึ่งเดินสะดุดหกล้มเพราะเหนื่อยล้าจากการเร่งฝีเท้าตามเขา เฟยหลงเพียงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ขนาดนี้ก็เหนื่อยแล้วหรือ ยังไม่ทันถึงหมู่บ้านชายแดนเลยสักนิด" โดยไม่ทันสังเกตแววตาอับอายของศิษย์รุ่นน้องคนนั้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำจนแสงสีทองเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วง คณะเดินทางก็มาถึงที่ราบเชิงเขาแห่งหนึ่งซึ่งเหมาะแก่การตั้งค่ายพักแรม ห่างจากสำนักกระบี่์ไปหลายลี้ ล้อมรอบด้วยป่าทึบและลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่าน จ้าวเทียนสั่งการให้ศิษย์แต่ละคนกางเต็นท์และก่อกองไฟอย่างเป็ระเบียบ ด้วยความสงบเสงี่ยมเช่นเคย ไม่มีใครในคณะสังเกตเห็นว่าจ้าวเทียนเลือกจุดตั้งค่ายที่ห่างไกลจากเส้นทางสัญจรหลักอย่างตั้งใจ
—
ก่อนหน้านั้นตอนเที่ยงวัน ขณะดวงอาทิตย์ขึ้นสูงจนเงาของทุกคนสั้นลงเกือบเท่าตัว คณะเดินทางหยุดพักกลางป่าเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงริมลำธารสายเล็ก ศิษย์รุ่นน้องหลายคนนั่งล้อมวงกันแบ่งเสบียงแห้งพลางพูดคุยกันเบาๆ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางั้แ่เช้า เฟยหลงเดินไปนั่งลงบนก้อนหินก้อนใหญ่ริมน้ำ ปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้าที่ยังคงเปื้อนรอยยิ้มมั่นใจไม่เสื่อมคลาย
เสี่ยวฟาน ศิษย์ชั้นต้นวัยสิบหกปีที่รับหน้าที่หาบสัมภาระของคณะ เดินสะดุดหินก้อนหนึ่งจนถังน้ำหกเลอะพื้น เขารีบก้มลงเก็บของด้วยความตื่นตระหนก เกรงว่าจะถูกตำหนิ
"ระวังหน่อยสิ" เฟยหลงเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจให้ดุร้าย เพียงแต่น้ำเสียงของเขาติดจะห้วนตามนิสัย "สัมภาระพวกนั้นสำคัญสำหรับภารกิจพรุ่งนี้ทั้งนั้น"
"ข้า... ข้าขอโทษ ศิษย์พี่" เสี่ยวฟานก้มหัวรัวๆ ใบหน้าซีดเผือด
จ้าวเทียนที่นั่งอยู่ไม่ไกลเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาลุกขึ้นเดินไปช่วยเสี่ยวฟานเก็บของโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะหันไปมองเฟยหลงด้วยสายตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออก เป็สายตาที่ผสมทั้งความคุ้นเคยและบางอย่างที่ลึกกว่านั้นซึ่งเฟยหลงไม่เคยสังเกตเห็นมาตลอดสิบปี "เ้าก็รู้ว่าน้องๆ ยังไม่ชินกับการเดินทางไกลขนาดนี้" จ้าวเทียนกล่าวเรียบๆ "ไม่ต้องดุพวกเขามากก็ได้"
"ข้าไม่ได้ดุ" เฟยหลงตอบพลางหัวเราะ "ข้าแค่บอกความจริง"
จ้าวเทียนเพียงยิ้มบางๆ ไม่โต้แย้งต่อ หันหลังกลับไปช่วยเสี่ยวฟานจัดสัมภาระให้เรียบร้อยดังเดิม สายตาของเขาแอบเหลือบมองเฟยหลงอีกครั้งก่อนจะก้มหน้าลง ราวกับกำลังกลืนคำบางคำที่ไม่มีวันพูดออกมา
—
ค่ำคืนนั้น กองไฟหลายกองลุกโชนกลางที่ราบ เสียงหัวเราะและบทสนทนาของศิษย์หนุ่มสาวดังแทรกไปกับเสียงจิ้งหรีดในความมืด เฟยหลงนั่งอยู่ริมกองไฟหลักพร้อมกับจิบชาสมุนไพรที่พกมา สายตามองไปยังดวงดาวเบื้องบนด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง ราวกับโลกทั้งใบกำลังรอคอยให้เขาไปพิชิต
"พรุ่งนี้เราจะเดินทางเข้าเขตป่าลึกที่โจรป่าซ่องสุมอยู่" เฟยหลงกล่าวกับจ้าวเทียนที่นั่งอยู่ข้างกาย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น "เ้าคิดว่าเราจะจัดการพวกมันได้ภายในกี่วัน"
"ก็ขึ้นอยู่กับเ้า เฟยหลง" จ้าวเทียนตอบเรียบๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่เปลวไฟตรงหน้าโดยไม่หันมามอง "เ้าเป็คนวางแผนทุกอย่างเสมอมาไม่ใช่หรือ พวกเราที่เหลือมีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่งของเ้าเท่านั้นเอง"
เฟยหลงหัวเราะเบาๆ ตีความคำพูดนั้นเป็เพียงคำชม ไม่ทันสังเกตน้ำเสียงเรียบเฉยผิดปกติของเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาสิบปี "นั่นเพราะข้าเชื่อมั่นในตัวเองไงเล่า จ้าวเทียน คนเราหากไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง จะไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไรกัน"
จ้าวเทียนเพียงพยักหน้าเบาๆ ไม่ตอบอะไรอีก ลุกขึ้นเดินจากไปตรวจตราค่ายพักตามหน้าที่ ทิ้งเฟยหลงไว้กับกองไฟและความมั่นใจอันล้นเกินที่ไม่เคยเสื่อมคลายลงเลยแม้แต่น้อย
—
ดึกลงเรื่อยๆ ศิษย์ส่วนใหญ่ในคณะทยอยเข้าเต็นท์พักผ่อน กองไฟค่อยๆ ริบหรี่ลงทีละกอง เหลือเพียงเฟยหลงที่ยังคงนั่งอยู่ริมกองไฟหลักเพียงลำพัง ปล่อยความคิดล่องลอยไปกับเปลวไฟที่กำลังจะมอดดับ
เสียงกิ่งไม้แตกเบาๆ ดังขึ้นจากขอบป่า เฟยหลงหันไปมองด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเห็นร่างหญิงสาวที่คุ้นเคยเดินออกมาจากความมืด
"หลินซี...?" เขาลุกขึ้นยืนทันที ความประหลาดใจปะปนกับความยินดี "เ้ามาที่นี่ได้อย่างไร เส้นทางนี้อันตรายสำหรับเ้านะ"
"ข้าตามคณะมาแต่ไกลั้แ่เช้า" หลินซีตอบเสียงแ่เบา ถือถุงผ้าใบเล็กที่มีจอกสุราและไหใบหนึ่งอยู่ในมือ "ข้าอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นหน้าศิษย์พี่อีกครั้งก่อนที่คณะจะเดินทางลึกเข้าไปในเขตอันตรายพรุ่งนี้ จึงตัดสินใจตามมาส่งด้วยตัวเอง"
เฟยหลงยิ้มกว้าง ไม่ทันสังเกตว่ามือของนางที่ถือถุงผ้านั้นสั่นเทาอยู่เล็กน้อยในความมืด "เ้านี่ช่างมีน้ำใจเสียจริง หลินซี ตามมาไกลถึงเพียงนี้เพื่อข้าคนเดียว"
หลินซีนั่งลงข้างกองไฟที่ริบหรี่ ค่อยๆ หยิบไหสุราออกมาพร้อมกับจอกสุราสองใบ รินสุราสีอำพันลงในจอกด้วยมือที่ยังคงสั่นเบาๆ "นี่เป็สุราสมุนไพรสูตรลับที่ข้าคิดค้นเอง ตั้งใจปรุงไว้เพื่อบำรุงปราณของศิษย์พี่โดยเฉพาะ อยากให้ศิษย์พี่ก้าวเข้าสู่เขตอันตรายพรุ่งนี้ด้วยร่างกายที่พร้อมที่สุด" นางกล่าวพลางยื่นจอกสุราให้ด้วยดวงตาที่หลบเลี่ยงไม่ยอมสบตาเขาตรงๆ
เฟยหลงรับจอกสุรามาด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ ไม่เคยแม้แต่จะสงสัยนางสักครั้งเดียวตลอดสามปีที่คบหากันมา "ขอบใจเ้ามากหลินซี" เขากล่าวพลางมองจอกสุราในมือ "หลังจบภารกิจครั้งนี้ ข้าจะกลับมาขออาจารย์แต่งงานกับเ้าให้ได้ ข้าสัญญา"
หลินซีก้มหน้าเล็กน้อย ราวกับอายที่จะสบตา แต่ในดวงตาของนางกลับไม่มีความยินดีปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงเงาบางอย่างที่วาบผ่านไปอย่างรวดเร็วในความมืด ก่อนที่นางจะเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนราวกับสายน้ำเช่นเคย
"ดื่มเถิด ศิษย์พี่" นางกระซิบเบาๆ
เฟยหลงยกจอกสุราขึ้นสูง สะท้อนแสงจากกองไฟที่ริบหรี่วูบไหวในของเหลวสีอำพัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมากระทบจมูก ผสมกับกลิ่นไม้ไหม้และความชื้นของป่ายามค่ำคืน เขามองไปยังหลินซีอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความไว้ใจ ไม่เคยแม้แต่จะฉุกคิดว่าคืนนี้อาจเป็คืนสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นโลกในแบบที่เคยรู้จัก
หลินซีนั่งนิ่งอยู่ตรงข้าม มือทั้งสองข้างกำอยู่บนตักแน่นจนสีขาว ลมหายใจของนางค่อยๆ ถี่ขึ้นทีละน้อยโดยที่เฟยหลงไม่ทันสังเกต แสงไฟจากกองไฟที่ริบหรี่ทอดเงาของนางให้ยาวเฟื้อยพาดผ่านพื้นดินราวกับเงาของใครบางคนที่ไม่ใช่ตัวนางเองอีกต่อไป
เขายกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากโดยไม่มีความลังเลอยู่ในใจแม้แต่น้อย