เฟยอวิ๋นเพ่งมองยันต์ตราประทับหลักผนึกม่านเวทนั้นอยู่ครู่หนึ่งพลางขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจเงียบๆ เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็สาวเท้าเดินตรงเข้าไปในถ้ำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อเดินมาถึงธารน้ำภายในถ้ำ เฟยอวิ๋นไม่รีรอแต่อย่างใด เขาโบกสะบัดฝ่ามือเบาๆออกไปยังเบื้องหน้าตน ทันใดนั้น ยันต์ตราประทับหลักทั้งสองชิ้นก็กลายเป็ลำแสงสว่างวาบขึ้น ก่อนที่มันจะพุ่งดิ่งแล้วจมหายลงไปในธารน้ำทั้งสองฝากฝั่ง
เหตุการณ์เหมือนเช่นครั้งแรกที่เฟยอวิ๋นได้พบเจอ ตอนที่เขาเห็นวานรเขากระทิงกำลังจะออกมาจากธารน้ำและก็เช่นกัน หลังจากธารน้ำสีเขียวมรกตที่เคยสงบนิ่งราวกระจกก็พลันกระเพื่อมไหวม้วนหมุนเป็รูปกรวยขึ้นยังเบื้องหน้า
เด็กหนุ่มสีหน้าดูระแวดระวังเป็อย่างมากเมื่อธารน้ำนั้นได้แหวกออกจนมองเห็นพื้นหินที่อยู่เบื้องล่าง ซึ่งมันลึกลงไปหลายสิบจั้งจาก้าก่อนเขาจะปลดปล่อยจิติญญาััออกไป เพื่อสำรวจดูเบื้องล่างในทันทีหลังจากเมื่อไม่พบเจอสิ่งที่เป็อันตราย เฟยอวิ๋นจึงก้าวเท้าเหยียบลงบันไดหินก้าวลงไปทีละก้าวอย่างช้าๆโดยไม่รีบร้อน
ในขณะที่เท้าของเฟยอวิ๋นก้าวแตะลงบนพื้นหินที่อยู่เบื้องล่างยันต์ตราประทับหลักผนึกม่านเวททั้งสองชิ้นก็กลายเป็ลำแสงพุ่งลอยเข้ามาอยู่บนฝ่ามือในทันทีก่อนที่เขาจะเก็บมันเข้าไปในกำไลแขนมิติของตน
เฟยอวิ๋นขมวดคิ้วขึ้น มองห้องโถงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ด้วยความตื่นตะลึงแต่ทว่าที่้าเมื่อเขามองขึ้นไป ซึ่งมีธารน้ำที่เขาพึ่งจะผ่านมาได้แค่ครู่เดียวก็พลันถูกปิดกั้นสงบนิ่งเป็เช่นดังเดิม ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปรกติจแม้แต่น้อยราวกับว่าในตอนนี้ พวกเขายืนอยู่ในอีกดินแดนอีกฟากหนึ่งที่มันอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรลึกสีคราม โดยที่มีประตูหินขนาดใหญ่สูงราวสิบจั้งได้ตั้งตระหง่านอยู่ยังเบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสอง
เด็กหนุ่มสูดหายใจเย็นเยียบเข้าลึก ก่อนก้าวเท้าแ่เบาดูหวาดระแวง ขยับเดินช้าๆไปทีละก้าวเนิบนาบ
‘ข้าก็ยากรู้นักว่าด้านหลังของประตูหินขนาดใหญ่นี้จะมีอะไรที่น่ากลัวรออยู่อีกหรือไม่?’ ทว่าภายในใจก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
หลังจากนั้น
เฟยอวิ๋นก็นำยันต์หยกทั้งสองแผ่นออกมาอีกครั้งก่อนที่จะถือมันแน่นเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างแล้วโบกสะบัดโยนยันต์สองแผ่นนั้นออกไปยังเบื้องหน้าของตน
หลังจากยันต์ทั้งสองแผ่นที่ถูกโยนออกไปเมื่อครู่ ขณะกำลังลอยเคว้งอยู่ตรงหน้าบานประตูหินบานใหญ่เฟยอวิ๋นก็วาดอักขระเวทด้วยนิ้วมือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกันอย่างน่าตื่นตะลึง กระทั่งเหยี่ยววายุอัสนีเห็นเช่นนั้นก็ถึงกับตาค้างหม่อมองแทบไม่กะพริบ
‘เ้าเด็กคนนี้เก่งกาจถึงขนาดร่ายอักขระเวทพร้อมกันด้วยสองมือเชียวรึ!?’
หลังจากร่ายเวทเสร็จ เฟยอวิ๋นประสานมือทำสัญลักษณ์บางอย่างขึ้นก่อนจะชี้นิ้วมือทั้งสองข้าง แล้วยกชูไปที่ยันต์ทั้งสองแผ่นเบื้องหน้าตน
ทันใดนั้น ฟุ่บ!!!
อักขระเวทที่พึ่งวาดเสร็จสิ้น พลันส่องประกายเจิดจ้าสีทองขึ้นพุ่งหลอมรวมเข้ากับยันต์ประทับหลักทันที จากนั้นยันต์ทั้งสองแผ่นก็พุ่งวาบไปประทับที่ประตูหินทั้งสองข้างทางด้านซ้าย และด้านขวา ก่อนที่มันจะพร่าเลือนหายไปราวกับอากาศธาตุ
ประตูหินขนาดใหญ่ เมื่อแผ่นยันต์ทั้งสองได้จมหายเข้าไปแค่ครู่เดียวก็ส่งเสียงดังครืนครางพลางขยับไหวขึ้น สักพักมันจึงค่อยๆ เลือนอย่างช้าๆ จนกระทั่งเปิดอ้าออกกว้างในที่สุด
และตอนนั้นเอง ก็เกิดมีลมหอบใหญ่ที่ไม่รู้มาจากไหนพัดม้วนหมุนมุ่งตรงมาทางเด็กหนุ่ม พร้อมกับแรงกดดันอันมากมายจากพลังปราณิญญาปะทะเข้ากับร่างกายของเฟยอวิ๋น และเหยี่ยววายุอัสนี
เด็กหนุ่มสุดหายใจเย็นเยียบ ยืนนิ่งค้างหลับตาครู่หนึ่ง
เมื่อทุกอย่างดูสงบไม่มีอันตรายเกิดขึ้น เขาถึงได้คลายกังวลลงแล้วลืมตาขึ้นช้าๆก้าวเท้าเดินเข้าไป
หลังจากที่เดินผ่านพ้นประตูหินเข้ามาได้ไม่กี่ก้าว กระทั่งทุกอย่างอยู่ในครรลองสายตาของเฟยอวิ๋นดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็ส่องประกายวาบขึ้นในทันที และถึงกับตื่นตะลึงใอ้าปากค้างอย่างนิ่งงัน
ถึงแม้ภายในโถงถ้ำแห่งนี้ มันจะดูอึมครึมมืดสลัวจนดูน่ากลัว ทว่าภายในถ้ำก็ยังพอมีแสงสว่างเล็กน้อยอันเนื่องมาจาก ‘ผลึกธาตุสุริยะ’ที่ฝังเลี่ยมอยู่้าตรงผนังหินทางเข้า และแสงที่สลัวเช่นนี้คาดว่าคงผ่านกาลเวลามายาวนานอย่างมาก จึงทำให้ความสว่างของมันดูริบรี่แทบจะใกล้มอดดับลงแต่นั้นก็เพียงพอจะทำให้เฟยอวิ๋น มองเห็นอะไรได้ชัดเจนอยู่มากพอสมควร
เพราะภายในโถงถ้ำหลัก มันดูไม่ต่างจากสุสานสำหรับฝังสมบัติสักเท่าใดนักด้วยว่าด้านในอันกว้างใหญ่เบื้องหน้า ที่อยู่ภายใต้ยอดเขาแห่งนี้ถูกเติมเต็มไปด้วย‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’ มากมายก่ายกองหลากสีสันและยังรวมไปถึง ‘ม้วนคัมภีร์’ อีกหลายฉบับวางเรียงรายไม่เป็ระเบียบอยู่บนชั้นผนังหิน และสมบัติอื่นๆ อีกมากมายหลายชิ้น ที่เฟยอวิ๋นไม่อาจทราบชื่อได้ว่ามีอะไรบ้างกองทับถมอยู่ภายใต้ฝุ่นผงอันหนาเตอะ
“นี่มัน!..สุสานอะไรกันว่ะเนี่ย?!” เฟยอวิ๋นกะพริบตาถี่รัวยืนนิ่งอ้าปากกลมค้าง
แม้แต่จิตใจของเขาในตอนนี้ ก็พลันจมดิ่งอยู่ในห้วงภวังค์ชั่วขณะโดยที่ตัวของเขาเอง ดูจะยังไม่กล้าขยับเท้าเดินหน้าต่อไปแม้แต่ก้าวเดียว หลังจากยืนนิ่งไปชั่วครู่กระทั่งเรียกสติของตนเองกลับมาได้แล้วเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อตรวจสอบสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตนอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง
และสิ่งที่เขาเห็นนอกจาก แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร และม้วนคัมภีร์หลายฉบับแล้วดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้น พร้อมกับอ้าปากค้างใอีกครั้ง
เพราะเมื่อทางฝั่งซ้ายมือของเขาภายใต้แสงหม่นสลัวอันเลือนรางที่มุมหนึ่ง มันกับมีเงาร่างขนาดใหญ่มหึมากำลังนอนหมอบแน่นิ่งอย่างสงบราวกับว่ายังมีชีวิต และภายใต้แสงขมุกขมัวเลือนรางนี้ เฟยอวิ๋นถึงกับตัวสั่นเทิ้มแทบกลั้นลมหายใจก่อนขยับเท้าแ่เบาถอยหลังไปหลายก้าว แต่เมื่อเขาเปิดใช้เนตริญญาเทวะแล้วเพ่งมองดูมันชัดๆ อีกครั้ง เด็กหนุ่มถึงได้เผยสีหน้าผ่อนคลายลง
‘นี่มันซากสัตว์อสูริญญานี่นา ดูแล้วแทบจะสมบูรณ์ทุกชิ้นส่วนอีกด้วย!’
ทว่าเมื่อเขาหันไปมองทางด้านขวามือ ตรงมุมมืดสลัวก็มีซากขนาดใหญ่นอนหมอบอยู่ด้วยเช่นกัน และขนาดของมันดูไปแล้วเหมือนจะใหญ่กว่าซากของตัวแรกที่อยู่ทางฝั่งซ้ายเกือบครึ่งเท่าตัว!
เฟยอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกเฮือกใหญ่
ขณะที่ภายในห้วงความทรงจำของเขา ก็พลันรีบพลิกเปิดตำรา ‘ไพรหมื่นิญญา’ ขึ้นอย่างรวดจี๋จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่รูปร่างอันคุ้นเคย
“สัตว์อสูริญญาเวท!...วิ... ‘วิหคสายรุ้ง’ !!!”
เฟยอวิ๋นแทบอยากะโโลดเต้นจนร่ายรำ เมื่อมองดูซากสัตว์อสูริญญาเวทขนาดใหญ่ทั้งสองด้วยดวงตาเปล่งประกายไม่กะพริบ และมองเห็น่โครงกระดูกที่มันโผล่ออกมาเล็กน้อยช่างดูเนียนขาวราวกับหิมะแรกฤดู ในขณะที่เขาเองก็ััได้ถึงไอพลังปราณิญญาอันอ่อนจาง แผ่กระจายออกมาจากตัวของพวกมันทั้งสอง
และถึงแม้ว่าซากสัตว์อสูริญญาเวททั้งสอง พวกมันจะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานไม่รู้กี่พันปีหมื่นปีแล้วก็ตามทีแต่ก็เหมือนดั่งกับว่า พลังปราณิญญาอันมากมาย ที่อัดแน่นอยู่ในซากทั้งสองเ่าั้ดูท่ามันจะไม่มีวันหมดสิ้นหดหายลดลงไปเลยแม้แต่น้อย
ก่อนที่เด็กหนุ่ม จะเปิดใช้เนตริญญาเทวะสำรวจมันอีกครั้ง และแล้วก็พบว่าภายใต้ซากมหึมาทั้งสองมีแก่นผลึกิญญาธาตุอสูร ‘สีม่วง’ ที่มีกองฝุ่นธุลีปกคลุมเอาไว้ลางๆวางตกอยู่บนพื้นหินตรงส่วนใต้โครงกระดูก่หน้าอก
เด็กหนุ่มผลิกหงายฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกันก่อนจะปลดปล่อยพลังปราณิญญาของตน ให้แผ่พุ่งตรงไปยังแก่นผลึกสีม่วงทั้งสองชิ้น และเพียงไม่ถึงครึ่งลมหายใจหลังจากนั้นแก่นผลึกทั้งสองก็กลายเป็เส้นลำแสงม่วงพุ่งวาบมาอยู่บนฝ่ามือทันใด
ขนาดของมัน ดูคร่าวๆ แล้วประมาณสองชุ่นเห็นจะได้และรูปร่างของแก่นผลึกก็เป็ ‘รูปทรงสามเหลี่ยม’
สิ่งนี้ทำให้เฟยอวิ๋นถึงกับมือไม้สั่นในทันใด
“โอ้!...ช่างดูงดงามอะไรเช่นนี้! แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร ระดับ 'อสูรา’ เชียวนะ แต่ทว่าเหตุใด?พวกมันถึงมาอยู่ในถ้ำแห่งนี้ได้ กระทั่งต้องมาตกตายพร้อมกันถึงสองตัวแล้วยังมีสมบัติอื่นๆ อีกมากมายที่ทิ้งไว้ในถ้ำแห่งนี้ด้วย?”
เฟยอวิ๋นจ้องมองสมบัติล้ำค่าทั้งสองชิ้นอยู่ในมือ ก่อนพลิกสำรวจไปมาดูครุ่นคิดด้วยความสงสัยในใจ
“หรือว่าซากวิหคสายรุ้งทั้งสองตัว มัน...อาจจะเป็คู่ผัวเมียกัน และหากเป็เช่นนั้นจริงละ...แล้ว!...แล้วลูกของพวกมันล่ะ...หรือไม่ก็ไข่สักใบ น่าจะถูกทิ้งเอาไว้?” ขณะที่หว่างคิ้วพลันขมวดมุ่นขึ้นด้วยความสงสัยแล้วเงยขึ้นหน้ามอง เพ่งจ้องไปยังจุดหมายเบื้องหน้า พร้อมกับนำสมบัติล้ำค่าเก็บเข้าไปในกำไลแขนมิติตน
จุดหมายที่ว่าก็คือ...
ด้านหลังของก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งหินก้อนนั้นวางอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างโครงกระดูกวิหคสายรุ้งทั้งสองตัว
ทันทีที่เฟยอวิ๋นเดินมาถึง ใบหน้าของเขาก็ดูเบิกบานยิ้มกว้างขึ้นทันทีเมื่อเขาสำรวจฐานล่างก่อนเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน
เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ มันก็คือ?... ‘ไข่’ หนึ่งใบจริงๆ ซึ่งมันมีขนาดเท่าชามข้าวใบใหญ่โดยที่ถูกตั้งวางอยู่ท่ามกลางของก้อนหินแปลกประหลาด และดูเหมือนมันคล้ายกำลังหม่นแสงไร้ประกายเงางามซึ่งก้อนหินเหล่ามากมายนี้ มันมีทั้งก้อนขนาดเล็กเท่ากำปั้น กระทั่งก้อนขนาดใหญ่ที่คาดว่าน่าจะหนักกว่าร้อยจินวางซ้อนเรียงกันเป็ชั้นๆสูงขึ้นไปเกือบเท่าศีรษะเขา ขณะที่ฐานล่างก็กว้างกว่าสองจั้ง!
แต่ทว่าหินที่เขาเห็นนั้น มันกับไม่ใช่หินที่ธรรมดาสามัญโดยทั่วไป
มันคือ ‘รัตนชาติปราณธาตุ’
ซึ่งถือว่าเป็แก่นผลึกอัญมณีที่หาได้ยากยิ่งนัก และดีที่สุดในโลกใบนี้โดยมีทั้งหมด ‘สี่ชนิด’ ที่นับได้ว่าโดดเด่นเหนือแก่นผลึกปราณธาตุด้วยกันทั้งหมดทั้งมวล และแน่นอนว่า มันย่อมมีคุณค่าและราคาที่สูงแพงลิบลิ่วเป็อย่างมากเช่นกัน
โดยแก่นผลึกรัตนชาติปราณธาตุทั้งสี่ชนิดได้ถูกแบ่งแยกอย่างคร่าวๆ ตามลำดับขั้นดังต่อไปนี้
แก่นผลึกที่ถูกยกย่องว่าเป็ ‘อันดับหนึ่ง’ นั้นก็คือ
‘แก่นผลึกนพเก้าเบิก์’
มันเป็แก่นผลึกที่ส่องประกายวาววับงดงามเป็สีรุ้งมีความลี้ลับเป็อย่างมาก สามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายประโยชน์ยิ่ง ทว่าพลังพลานุภาพยังไม่เป็ที่ชัดเจนแน่นอนแต่จากคำที่เล่าขานอ้างถึงต่อๆ กันมานั้น ทราบได้ว่า แก่นผลึกชนิดนี้ดูแล้วมันไม่ใช่สมบัติ์ของดาวดวงนี้โดยกำเนิด และยังไม่ทราบว่ามันปรากฏขึ้นที่แผ่นดินปราณอรุณ่เวลาใด?
แต่ทว่าตามบันทึก ‘าเทพดาราดับ’ ครั้งาสมัยก่อนในสมัยที่เทพ์ และเทพมารต่อสู้กันก่อนที่พวกเขาจะถึงวาระสุดท้ายของมหาาครั้งใหญ่และนำมาซึ่งการแตกดับล้มตายของทั้งสองฝั่งแทบสูญสิ้น
โดยในขณะ่แห่งเวลายามคับขันขีดสุดพวกเขาได้นำแก่นผลึกชนิดหนึ่ง มาจากดินแดนอันไกลโพ้น ซึ่งอยู่ต่างโลกต่างห้วงดาราจักรและไม่อาจทราบได้ว่ามันมาจากที่แห่งใดกันแน่?
โดยแต่ละฝั่งของพวกเขาได้นำมันมายังโลกใบนี้เป็จำนวนไม่น้อย เพื่อใช้เป็ส่วนผสมที่สำคัญยิ่งในการที่จะหลอมสร้างเป็ศาสตราวุธเวทิญญาอันทรงพลังอำนาจรวมถึงพลังการทำลายล้างที่เหนือล้ำยิ่งกว่าจากเดิมแต่ก่อนหน้าและเมื่อมันแปรสภาพเป็อาวุธ ยังสามารถใช้ฆ่าล้างศัตรูได้ทั้งกองทัพไม่ว่าจะเป็ฝั่งเทพ์และฝั่งเทพมาร ได้ในคราเดียวกัน
ต่อมาก็คือแก่นผลึกอันดับสอง ‘แก่นผลึกนวะสุริยัน’
ลักษณะของแก่นผลึก มันจะส่องประกายเป็สีแดงสว่างสดใสออกมาและมีเปลวเพลิงที่คล้ายดั่งเปลวของดวงอาทิตย์ ซึ่งดูวูบวาบแต่ราวกับว่ามีพลังอ่อนจางบางเบาได้แผ่กระจายห้อหุ้มตัวแก่นผลึกนั้นเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ถึงกระนั้นหากแม้ว่าพลังเปลวเพลิงนั้นมันจะดูอ่อนจางก็ตามที แต่ด้วยความร้อนที่ถ่ายเทออกมาก็นับได้ว่า ร้อนจนสามารถทะลุมือผู้บ่มเพาะขั้นสูงได้เลยทีเดียวซึ่งแม้แต่หากว่ากระทั่งยืนอยู่ใกล้กับมัน ผู้ที่มีพลังอ่อนแอก็อาจจะมอดไหม้โดยไม่รู้สึกตัวก็เป็ได้
แก่นผลึกอันดับสาม ‘แก่นผลึกเมฆหมอกนิลกาฬ’
เป็แก่นผลึกสีน้ำเงินออกไปทางเข้มม่วงมันขึ้นชื่อว่าเป็จ้าวาาแห่งแก่นผลึกเหมันต์โดยแท้จริงแน่นอนว่ามันอยู่ต่างขั้วกับแก่นผลึกนวะสุริยัน ซึ่งไม่ต่างจากไม้เบื่อไม้เมากันเองที่พลังอำนาจของทั้งสอง ได้ข่มกันมาเป็เวลายาวนานแสนนานเพียงเพราะหากแค่ผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาไม่หนาแน่นพอแล้วเกิดััไปที่แก่นผลึก ร่างกายของพวกเขาก็จะกลายเป็น้ำแข็งแล้วสิ้นชีวิตลงในทันที
แก่นผลึกอันดับสี่ ‘แก่นผลึกนวะสีชาด’
ลักษณะเป็แก่นผลึกสีแดงเข้มเืนกแต่ก็ดูมืดทะมึนลึกลับไร้ที่สิ้นสุด ราวกับว่าภายในเป็จักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ไร้ซึ่งขอบเขตและยากที่จะบ่งชี้ถึงพลังอำนาจของมันได้ เพียงแต่ได้ยินมาว่า มันสามารถใช้ดูดกลืนพลังปราณิญญาได้กระทั่งโลหิตของศัตรู จนทำให้ร่างนั้นแห้งเหือดลง หลงเหลือแต่เพียงโครงกระดูกภายในชั่วพริบตาเดียวเพียงเท่านั้น!
แต่ทว่าทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว...
แก่นผลึกที่กล่าวมาทั้งหมดสี่ชนิด ก็ยังไม่อาจยืนยันไม่ได้แน่ชัดว่าอันดับที่เหนือกว่า กระทั่งความแข็งแกร่งของพวกมันแต่ละชนิด ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไปนั้นเพราะว่า มันมีจุดเปลี่ยนที่พลิกผันหลากหลายอย่างมากกระทั่งความอัศจรรย์อันลี้ลับของตัวมันเอง และการแปรผันตอนหล่อหลอม ของผู้ที่สร้างสิ่งต่างๆซึ่งในจุดนี้ มันก็มีผลเป็อย่างยิ่ง กับผู้ที่จะดึงพลังอำนาจของมันมาใช้นั้นเอง!ง
.
.
.
.
.
………………………………