My Duty Is Saving The Another World [ผมต้องช่วยต่างโลกไว้ให้ได้]

    Chapter I : สัญญาณของบางสิ่ง I

    ติ๋งๆ แปะๆๆ

     

    หยดน้ำที่หยดลงบนใบหน้าของเวล ทำให้เวลสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขาพยายามค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้น และเมื่อกวาดสายตามองดูดี ๆ เขานั้นกำลังอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ดูเหมือนกับคุกใต้ดินมืด ๆ ผนังด้านในถูกสร้างขึ้นมาจากหินบล็อกให้บรรยากาศเหมือนคุกใต้ดินในสมัยยุคกลาง บรรยากาศดูวังเวงน่ากลัว มีเพียงแค่แสงไฟจากนอกห้องขังที่สองเข้ามา เขาเห็นว่าภายในนี้ยังมีกรงฝั่งตรงข้ามที่มีคนถูกจับไว้อยู่ด้วย และคาดว่าน่าจะมีกรงขังอื่นอีก เวลที่พึ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ตนกำลังช่วยผู้หญิงที่สลบอยู่ เขาจึงรีบมองหาผู้หญิงคนดังกล่าวแต่กลับไม่พบ เวลที่รู้ตัวดีว่าอยู่ในนี้ต่อไปไม่ดีแน่ และต้องตามหาผู้หญิงคนดังกล่าวด้วย และเวลก็ไม่ลืมที่จะตรวจเช็กหินผลึกคริสตัลสี่เหลี่ยมสีชมพูที่อยู่ในกระเป๋าเข็มขัดข้างเอวที่ได้มาจากบ่อน้ำจากหมู่บ้านโคลว์ เมื่อคลำหาเขาก็พบว่ามันยังคงอยู่ในกระเป๋า ไม่ได้ถูกขโมยออกไปไหน ก้อนคริสตัลสี่เหลี่ยมที่ถูกเจียระไนมาอย่างดีขนาดพอดีมือ มีสีสันสวยงาม ดูมีราคา ที่ใครเห็นก็คงต้องอยากได้ไปครอบครอง แต่กลุ่มคนที่จับตัวเวลมานั้นกลับไม่ขโมยหรือสนใจมันเลยสักนิด ทำให้เวลรู้สึกว่าโจรหรือกลุ่มคนที่จับเวลมาไม่ได้หวังเรื่องของของมีค่า แต่คงมีจุดประสงค์อื่น

     

    เวลลุกขึ้นเดินไปทางกรงขังเพื่อมองสำรวจลาดเลาว่ารอบ ๆ ด้านนอกมีอะไรบ้าง เขาเห็นห้องขังหลายห้องหันหน้าเขาหากันทอดเรียงยาวออกไป แต่ไม่ไกลมาก และเมื่อเขาหันไปมองห้องขังฝั่งตรงข้ามของตน เผื่อว่าจะเป็นหญิงผมสีน้ำตาลคนนั้น แต่เขากลับพบกับหญิงคนหนึ่งที่มีผมสีบลอนด์ประกายเทาสวยงาม และมีหูยาวที่ดูเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เวลรู้เลยว่านี่คือเอลฟ์ตามแบบฉบับที่เขาเข้าใจจากหนังหรือนวนิยายที่เขาเคยดู เธอกำลังนั่งกอดเข่าพิงกำแพงอยู่ ราวกับว่ากำลังกลุ้มใจ

     

    “ เฮ้ คุณ! คุณนั่นแหละ ”

     

    เอลฟ์หญิงตนนั้นค่อย ๆ หันมองมาที่เวล

     

    “ คุณช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าที่นี่มันที่ไหน ”

     

    หญิงคนนั้นไม่ตอบกลับอะไร

     

    “ คุณได้ยินที่ผมพูดไหม ผมอยากรู้ว่าที่นี่มันที่ไหน ”

     

    “ ฉ..ฉันก็ไม่รู้… ”

     

    เวลนิ่งคิดไปอยู่สักพักนึง ก่อนที่เขาจะถามต่อ

     

    “ แล้วผมสลบไปนานขนาดไหน ”

     

    “ น่าจะสักวันนึงได้มั้ง ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้เวลา แต่ฉันเห็นพวกเขาลากคุณมาตั้งแต่คุณยังสลบอยู่เลย ”

     

    “ เวรละ ผมต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ”

     

    “ คุณออกไปไม่ได้หรอก ฉันติดอยู่ที่นี่มาเป็นเดือนแล้ว ทางออกเดียวคืออยู่รอความตาย ”

     

    “ หมายความว่ายังไง!? ”

     

    “ ฉันคิดว่าที่นี่เป็นกลุ่มพวกค้ามนุษย์ไม่ก็ค้าทาสอะไรทำนองนั้น มีคนเคยคิดพยายามหนีแล้วล่ะ สุดท้ายโดนจับไปที่ไหนไม่รู้ แล้วก็ไม่เคยถูกพากลับมาอีกเลย ”

     

    “ งั้นเอางี้คุณช่วยบอกข้อมูลของที่นี่เท่าที่รู้มาให้ผมหน่อยได้ไหม ผมต้องรีบออกไปตามหาคนคนนึงแบบด่วน ๆ เลย ”

     

    “ คุณออกไปไม่ได้หรอก.. โครกกก!! ” เสียงท้องร้องดังออกมา

     

    “ เฮ้ นี่หิวอย่างงั้นหรอ ”

     

    “ อือ อืมม.. ”

     

    หลังสิ้นประโยคของเอลฟ์หญิง บางสิ่งบางอย่างก็ได้ลอยเข้ามาตกที่ตรงหน้าเอลฟ์หญิงตนนั้น สิ่งนั้นนั่นก็คือธัญญาพืชอัดแท่ง

     

    “ คุณฉีกกินอันนั้นรองท้องไปก่อนนะ เผื่อมันจะช่วยคลายหิวได้ ”

     

    เธอหยิบมันขึ้นมา และหันมองไปทางกรงขังฝั่งเวล

     

    “ นี่คืออะไร? ”

     

    “ เถอะหน่าคุณ ลองกินดู ”

     

    เธอดูมันอยู่สักพักเพื่อทำความเข้าใจว่าบรรจุภัณฑ์นั้นแกะยังไง ก่อนที่เธอก็ฉีกมันออกมาได้ เธอครุ่นคิดอยู่สักพักว่ากินดีไหม แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจลองชิม ปากของเธอได้กัดมันลงไป รสชาติและกลิ่นหอมของธัญพืชต่าง ๆ ค่อย ๆ ซึมซาบผ่านลิ้นของเธอหลังจากที่ไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน

     

    “ อร่อย! ”

     

    กรอบๆๆ !  เอลฟ์หญิงตนนั้นกินหมดอย่างรวดเร็วด้วยความเอร็ดอร่อย ก่อนที่จะมีธัญพืชอัดแท่ง ช็อกโกแลตบาร์ ขนมปังแซนวิช และน้ำเปล่าหนึ่งขวด ถูกโยนเข้ามาภายในห้องขังของเธอผ่านกรง

     

    “ กินให้อิ่มนะ จะได้ไม่ต้องหิว ”

     

    “ ของพวกนี้มันอะไรกัน แล้วคุณไปเอามาจากไหนเยอะแยะ ”

     

    “ เอาเป็นว่าผมเอาออกมาได้เรื่อย ๆ ก็แล้วกัน ฮ่า ๆ ”

     

    เอลฟ์สาวตนนั้นจู่ ๆ เธอก็ร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน

     

    “ ฮือออ ฉันอยากออกไปจากที่นี่ อยากกลับไปหาที่บ้าน อยากกลับไปกินข้าวกับทุกคนอีก ฮือออ ”

     

    “ เอาหน่าเดี๋ยวผมพาออกไปเอง ผมขอแค่คุณช่วยบอกอะไรสักอย่างเกี่ยวกับที่นี่มาให้ผมฟังสักหน่อยก็ได้ ”

     

    “ ถ้าฉันบอกแล้วคุณจะช่วยจริงใช่ไหม ฮึก ๆ ”

     

    “ แน่นอนสิ ผมจะพาคุณรวมถึงทุกคนที่ี่นี่ออกไปด้วย ถึงผมจะไม่รู้ว่าที่นี่มีกี่คนก็เถอะ ฮ่า ๆ ”

     

    “ ถ้างั้น.. ฉันจะบอกให้ แต่ถ้าคุณไม่รอดฉันก็ไม่รู้ด้วยนะ ”

     

    “ เถอะหน่า เชื่อใจผม ”

     

    “ ที่นี่ปกติจะมียามเดินตรวจตราตรงบริเวณทางเดินนี้ประมาณ 4-5 รอบต่อวัน โดยที่เขามีพวงกุญแจห้องขังติดตัวอยู่ที่เอวด้วยตลอดเวลา และก็ทางออกจากมีสองฝั่งทั้งซ้ายขวา ส่วนด้านนอกฉันก็ไม่รู้รายละเอียดมากนักหรอก แต่ฉันคิดว่าอีกสักพักน่าจะใกล้ถึงเวลาที่ยามตรวจตราจะเดินเข้ามาแล้ว ”

     

    “ งั้นเยี่ยมเลย ”

     

    “ ฉันถามจริง ๆ คุณจะออกไปได้ยังไง ”

     

    “ รอดูได้เลย ”

     

    แอ๊ดด!..

     

    เสียงประตูทางด้านนอกจากฝั่งขวาของเวลได้ถูกเปิดออกก่อนที่จะมีชายที่เหมือนยามตรวจตราเดินออกมา เมื่อยามคนนั้นกำลังเดินผ่านห้องขังของเวล เวลสังเกตเห็นพวงกุญแจที่ห้อยอยู่บริเวณเอวตามที่เอลฟ์หญิงคนนั้นบอกไว้ไม่มีผิด ก่อนที่เวลจะทำการเรียกยามตรวจตราคนนั้นมา

     

    “ เฮ้คุณ! ”

     

    “ หืม!? ” 

     

    “ ที่นี่มันคือที่ไหนหรอครับ ” เวลค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินมาที่กรง

     

    “ ฉันไม่บอกแกหรอก ถึงบอกไปแกจะไปทำอะไรได้ ยังไงแกก็เน่าตายอยู่ในนี้ไม่ก็ถูกเอาไปใช้งานจนตายอยู่ดีนั่นแหละ ฮ่า ๆ ๆ ”

     

    “ เถอะหน่า บอกสักหน่อยเถอะนะครับ ผมอยากรู้ ”

     

    “ เห้ยพูดมากจริง! เงียบสักที อยากตายใช่ไหม!? ” 

     

    เป๊ง!!

     

    ยามคนนั้นใช้กระบองฟาดกรงขังอย่างแรง แต่เวลก็ไม่วายที่จะยั่วยุต่อ จนยามคนนั้นเดินเขามาใกล้กรง

     

    “ ฉันบอกให้อยู่เงียบ- ”

     

    ฉึก!!

     

    “ อั๊ก!? อ๊อก.. ก.แก… ”

     

    เวลได้ทำการดึงแขนของยามคนนั้นเข้าหาตนอย่างรวดเร็ว จนตัวของยามคนดังกล่าวชนแนบติดกับกรงเหล็ก ก่อนที่เวลจะใช้มีดที่แอบเสกออกมาก่อนหน้านี้ แทงเข้าไปที่บริเวณคอจนตัดกล่องเสียงของยามคนนั้นอย่างพอดิบพอดี จนเลือดไหลออกมาไม่หยุด ก่อนที่ยามตรวจตราคนนั้นจะล้มลงไปนอนจมกองเลือด

     

    เวลได้เอื้อมมือไปหยิบพวงกุญแจจากเอวยามคนนั้นออกมา แต่ไม่รู้ว่าดอกไหนที่จะไขห้องขังของตน เขาเห็นตัวเลขคล้ายเลขโรมันสลักอยู่บนตัวกุญแจ เมื่อหันไปมองทางห้องขังของเอลฟ์หญิงก็เห็นตัวเลขโรมัน สลักอยู่ตรงบริเวณที่ไขรูกุญแจประตูกรง ก่อนที่เวลจะนึกอะไรออก

     

    “ เฮ้ คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่ามีเลขหรือสัญลักษณ์ตรงรูใส่กุญแจประตูห้องขังผมไหม? ”

     

    “ ของคุณมีกากบาทกับสองขีด ”

     

    “ กากบาทกับสองขีด.. XII อ่อดอกนี้ เลข 12 ขอบคุณมากครับ ”

     

    เวลใช้กุญแจดอกนั้นไขไปที่ประตู คลิ๊ก! เสียงดังกล่าวเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าประตูกรงได้ถูกไขออกเป็นที่เรียบร้อย 

     

    เมื่อเวลออกมาได้ก็ไม่รอช้า เขารีบทำการเอากุญแจไปไขห้องให้เอลฟ์ตนดังกล่าวออกมาด้วย

     

    “ ขอบคุณนะคะคุณ.. ”

     

    “ ทเวลฟ์ครับ เรียกผมสั้น ๆ ว่าเวลก็ได้ ว่าแต่คุณชื่ออะไรหรอครับ ”

     

    “ ฉันชื่อฟีโอเนียค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ”

     

    “ ไม่เป็นไรครับแค่นี้เรื่องเล็กน้อย เอาเป็นว่าเรารีบไปช่วยคนที่อยู่ในห้องขังอื่นด้วยดีกว่า จะได้พาคนที่ถูกจับมาโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่คล้ายพวกเราออกไปด้วย ”

     

    “ ได้เลยค่ะ! {เขาเป็นคนดีจริง ๆ} ”

     

     ก่อนจะไปสำรวจช่วยห้องขังอื่น เพื่อความปลอดภัย เวลจึงรีบทำการเสกปืนยาวอย่าง M4A1 SOPMOD Block II ออกมาเพื่อป้องกันตัว โดยเป็นปืน M4 ลำกล้องสั้นพร้อมอาวุธแต่งปืนครบครันตามแบบฉบับหน่วยรบพิเศษ เหมาะแก่การใช้ในพื้นที่แคบและสะดวกในการเคลื่อนตัว และเวลก็ได้เสกทหารกลุ่มเดิมออกมาประมาณ 7 คน แบ่งออกเป็นสอง ทีม โดยทีมเวลประกอบไปด้วยกลุ่มทหารคนดีคนเดิมอย่าง นิค เดฟ และเจมส์ ส่วนอีกกลุ่มก็ถูกแบ่งกันไป 4 คน เพื่อแยกกันไปคนละฝั่ง โดยทีมเวลคือทีม A และอีกทีมคือทีม B เวลได้สั่งให้ลูกน้องคุ้มกันทั้งสองฝั่งชั่วคราว เขานำกุญแจไปไขห้องขังให้แก่เอลฟ์หญิงตนนั้น


     

    “ คุณทำแบบนั้นได้ไง!? แล้วคนพวกนี้เป็นใคร?? ”


     

    “ เดี๋ยวผมไว้ค่อยอธิบายเอาเป็นว่าเรารีบออกจากที่นี่กันก่อนดีกว่า ”


     

    หลังจากที่ฟีโอเนียออกมา เวลก็ทำการเดินไล่ไปตามห้องขังต่าง ๆ เพื่อสำรวจหาผู้หญิงผมสีน้ำตาลคนนั้น บางห้องก็ว่างเปล่า บางห้องก็มีคนถูกขังอยู่ 

     

    “ ได้โปรดช่วยพวกเราออกไปด้วย ”

     

    “ ช่วยด้วยย ”

     

    ห้องขังบางห้อง พวกเขาพยายามขอร้องอ้อนวอนเวลให้ช่วย เวลที่ใจอ่อนจึงตัดสินใจช่วยเหลือ เขาได้ทำการไขทุกห้องขังที่มีคนอยู่จนสามารถช่วยกลุ่มคนชายหญิงออกมากันได้ราว ๆ 7 คน

     

    “ ขอบคุณมากนะครับ/ค่ะ ”

     

    “ พวกเราซึ้งใจจริง ๆ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ”

     

    “ เห้ยคนนั้นมัน!? ” ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่เวลได้ช่วยออกมาจากห้องขังได้ชี้ไปยังชายคนหนึ่ง

     

    “ ไอนั่นมันอย่าบอกนะว่า!? เคียนแห่งสมาพันธ์นักฆ่า!!! นี่มันตัวอันตรายเลยนะครับ เอามันกลับเข้าห้องขังเถอะก่อนที่มันจะฆ่าเราทุกคน ”

     

    “ แกอยากตายใช่ไหมไอโล้น? ถ้าไม่อยากก็หุบปากอยู่เงียบ ๆ ไป ”

     

    ชายผมสีดำยาวและมีแผลรอยบากที่หน้าหรือเคียนแห่งสมาพันธ์นักฆ่าได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้ม สุขุม และดูน่ากลัว ทำให้ชายหัวโล้นได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไรต่อ

     

    “ เห้ยแกน่ะไอหัวทอง นั่นมันอาวุธบ้าอะไรของแกน่ะ ” เคียนได้จ้องไปที่ปืนของเวล

     

    “ แต่ช่างเถอะเอาเป็นว่าแกมีมีดหรืออาวุธอะไรก็ได้ให้ฉันไหม ”

     

    “ อย่าให้เขานะ- ”

     

    เคียนได้ส่งสายตาอาฆาตมายังชายหัวโล้นคนเดิม ทำให้เขาไม่พูดอะไรต่อ

     

    “ แล้วคุณเป็นใคร ”

     

    “ เอาเป็นว่าฉันจะแกและทุกคนออกไปจากที่นี่ ”

     

    เวลจึงตัดสินใจส่งมีดให้กับเคียน ก่อนที่เคียนจะใช้มีดจ่อไปที่คอของเวล

     

    “ นั่นไงผมบอกแล้วก็ไม่ฟัง ”

     

    “ เหอะ ฉันล้อเล่นน่ะ ”

     

    หลังสิ้นประโยคเคียนได้ปามีดไปที่ประตูฝั่งขวาก่อนที่จะมียามอีกคนเดินเข้ามา และโดนมีดที่เคียนปาปักเข้าไปที่กลางหน้าผากเต็ม ๆ จนล้มลง เคียนได้เดินไปดึงมีดที่ปักอยู่ที่หน้าผากของยามคนนั้นออก

     

    “ เห้ยพวกแกจะยืนเซ่ออะไรอยู่ล่ะ ถ้าไม่อยากตายก็ตามมา ”

     

    “ เห้ย เดี๋ยวก่อน.. ”

     

    เวลที่พยายามห้ามไม่ให้ให้เคียนนั้นออกไปก่อนคนเดียว แต่เขากลับเดินนำทุกคนออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เวลที่เห็นดังนั้นจึงพยักหน้าให้สัญญาณแก่ทีม B ให้เดินไปทางประตูอีกฝั่งหนึ่งที่อยู่ทางฝั่งซ้าย

     

    “ ถ้าเจอใครระหว่างทางก็อย่าลืมช่วยพวกเขาด้วยล่ะ เดี๋ยวทางนี้จะไปทางฝั่งขวาที่หมอนั่นพึ่งออกไป ”

     

    “ รับทราบครับ ”

     

     หลังจบบทสนทนาสั้น ๆ ทีมของเวลก็ได้เดินไปประตูทางฝั่งขวาที่เคียนได้เดินออกไปก่อนหน้านี้ 

     

    ในระหว่างทางที่เวลเดินนำขบวนอย่างระมัดระวัง มีเพียงเสียงของฝีเท้าของกลุ่มเวลเดินดังก้องไปทั่วบริเวณ ภายในคุกใต้ดินแห่งนี้ทั้งชื้นและเหม็นอับ เสียงน้ำที่หยดเป็นระยะ ๆ และแสงจากหินเรืองแสงที่ส่องสว่างอ่อน ๆ จากสองฝั่งข้างทาง ทำให้บรรยากาศในนี้ดูน่าอึดอัดและวังเวงเป็นอย่างมาก ในระหว่างทางเวลก็เห็นศพของยามบางคนที่ถูกกรีดคอและนอนพิงกำแพงเสียชีวิตอยู่โดยที่ตานั้นยังคงเปิดอยู่ เวลคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของเคียนที่เดินนำออกไปก่อนหน้านี้

     

    ในขณะที่พวกเขาเดินตามกันมาก็มีเสียงบางอย่างที่ดังขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็นเหมือนเสียงคนกำลังต่อสู้กัน เสียงยิ่งชัดมากขึ้นทุกก้าวที่เดินไปต่อ ระหว่างทางมีศพของทหารยามนอนตายเป็นประปราย จนกระทั่งพวกเวลก็พบกับเคียนที่กำลังโดนทหารยาม 3 คนล้อมเอาไว้อยู่ หน้าประตูบานใหญ่บานหนึ่ง 

     

    เวลได้เล็งปืนไปยังกลุ่มทหารยาม ในขณะที่กำลังจะกดเหนี่ยวไกเพื่อช่วย เคียนก็ทำอะไรบางอย่าง จากเดิมที่เขาดูเหมือนกำลังจะจนมุม เขาได้ใช้ประโยชน์จากกำแพงรอบ ๆ ทำการกระโดดดีดตัวเองขึ้นไปบนเพดานที่ไม่สูงมากนัก ก่อนจะกลับหัวลงมาและใช้ขาทั้งสองข้างยันเพดานและดีดตัวเองลงมา พร้อมหมุนตัวโดยใช้มีดสั้นที่เวลให้มาสะบั้นคอทหารยามทั้งสามด้วยความรวดเร็ว จนศีรษะของพวกเขาหลุดออกจากบ่าในพริบตา ก่อนที่ร่างของทหารยามพวกนั้นจะคุกเข่าลงและล้มลงไปนอนกองกับพื้น

     

    เคียนได้หันมาหาพวกเวลพลางถืออาวุธขึ้นมาป้องกันตัวเพราะความระแวงและไม่แน่ใจว่าเนื่องจากในนี้แสงน้อย แต่เมื่อเห็นว่ากลุ่มคนที่เดินมานั้นเป็นพวกเวล เคียนก็ทำการลดอาวุธลง ทางเวลก็ทำการลดอาวุธลงเช่นกันหลังจากเห็นว่าเคียนจัดการทหารยามพวกนั้นเรียบร้อยแล้ว

     

    “ พวกแกกว่าจะมาได้นะ จนฉันเคลียร์ตรงนี้เสร็จหมดแล้ว ”

     

    “ ผมก็อุตส่าห์บอกอยู่ว่าอย่าพึ่งบุ่มบ่ามออกไปคนเดียว เดี๋ยวก็ได้แย่กันหมดหรอก ”

     

    “ หึ พวกแกนั่นแหละช้าเอง ”

     

    เวลเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดของเคียนเล็กน้อย เพราะการกระทำของเขาจะทำให้ทุกคนพลอยลำบากไปด้วย แต่ไม่ทันไรทางด้านหลังของเคียนก็มีทหารยามประมาณ 5 คนวิ่งกรูกันเข้ามา ทำให้เวลรีบยกปืนขึ้นมาเล็งอีกครั้งพร้อมกับเคียนที่หันหน้ากลับไปตั้งรับเพื่อพร้อมรับการปะทะ 

     

    ปังปัง! ปัง!! ปังๆ ปัง!

     

    แต่แล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดก่อนที่ทหารยามทั้งหมดที่กำลังวิ่งมาจะล้มหน้าคว่ำไปนอนกองกับพื้นพร้อมกับรูกระสุนจำนวนหนึ่งที่อยู่บนแผ่นหลัง ก่อนที่ทีม B จะโผล่ออกมา

     

    เวลที่เห็นว่าเป็นพวกเดียวกันก็โล่งใจเล็กน้อย ส่วนเคียนก็ลดอาวุธลงเพราะรู้ว่าเป็นฝ่ายตน เคียนที่เห็นทหารทีม B ของเวลทำการยิงปืนไปเมื่อครู่ทำให้เขาถึงกับตั้งคำถามออกมาอีกครั้ง “ นั่นมันอาวุธบ้าอะไรวะน่ะ”

     

    “ นี่ทีม B ทางด้านอีกฝั่งเคลียร์ฺ ดูเหมือนว่าทางจะมาบรรจบกันที่ตรงนี้ครับ ”

     

    “ ทราบแล้ว แล้วทางฝั่งนั้นเป็นไงบ้าง ” เวลตอบกลับ

     

    “ เราทำการกำจัดทหารยามไปหมดแล้วครับ แต่ยังมีคุกที่อยู่ทางด้านอีกฝั่งอยู่ เราช่วยออกมาได้ราว ๆ 20 กว่าชีวิตตามคำสั่งครับ ”

     

    ก่อนที่ไม่นานจะมีกลุ่มคนค่อย ๆ เดินตามหลังโผล่ออกมาด้วยท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย

     

    “ ดีมากที่ช่วยมาได้ขนาดนี้ ”

     

    “ ขอบคุณครับ! ” ทหารทีม B ทั้งสี่คนทำการวันทยหัตถ์

     

    ในขณะที่เวลตอบกลับเขาก็พลางกวาดสายตามองกลุ่มคนที่ทีม B ช่วยมาไว้ด้วย เผื่อว่าจะมีผู้หญิงผมสีน้ำตาลคนนั้นอยู่ในกลุ่ม แต่เขากลับไม่พบหญิงคนดังกล่าว ก่อนที่เวลจะปรบมือเรียกความสนใจให้ทุกคนหันมาที่ตน

     

    “ เอาล่ะทุกคนน ตอนนี้กลุ่มคนที่เราได้ช่วยมามีจำนวนเยอะมาก ทำให้การเคลื่ือนไหวอาจจะลำบาก เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ผมอยากให้พวกคุณเคลื่อนไหวตามมาให้เงียบที่สุดโดยไม่ส่งเสียงอะไร และทำตามคำสั่งที่พวกผมสั่งอย่างเคร่งครัด ”

     

    เวลหันส่งสายตาไปทางเคียนในขณะที่พูดไปด้วย ทำให้เคียนจิ๊ปากแสดงปฏิกิริยาเชิงรำคาญเล็กน้อย

     

     “ ผมรู้ว่าพวกคุณอาจจะสับสนว่าพวกผมเป็นใครและทำไมต้องทำตามด้วย แต่เอาเป็นว่าพวกผมไม่ได้มีเจตนาร้าย พวกผมเพียงแค่อยากช่วยให้ทุกคนปลอดภัยและออกจากที่นี่ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมกรุณาขอความร่วมมือด้วย ” เวลทำการโค้งคำนับด้วยมารยาทเพื่อขอความร่วมมือ

     

    ทุกคนที่ต่างตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ทุกคนล้วนอยากออกไปจากที่นี่แม้ไม่รู้จะที่ไหน และอีกอย่างกลุ่มของเวลก็พึ่งทำการช่วยพวกเขาให้ออกมาจากห้องขังและทำการสังหารทหารยามที่จับตัวพวกเขามา ทำให้พวกเขาไม่มีใครขัดหรือเถียงอะไร และยอมเต็มใจให้ความร่วมมือ

     

    “ งั้นในเมื่อทุกคนพร้อมแล้ว ตามหลังพวกผมมาดี ๆ และพยายามอย่าส่งเสียงดัง ”

     

    ทุกคนพยักหน้าเล็กน้อยแสดงถึงความเข้าใจก่อนที่เวลและทหารของเวลจะค่อย ๆ ทำการเปิดประตูบานดังกล่าวออก

     

    แอ๊ดดด…

     

    .

     

    .

     

    .

     

    .

     

    .

     

    .

     

    .

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป……

     

     

     

    「-`♡´- Thank You For Reading -`♡´-」

    คล้ายกับเรื่องMy Duty Is Saving The Another World [ผมต้องช่วยต่างโลกไว้ให้ได้] ที่คุณอ่าน