เขตของเมืองหลวงชั้นในนั้นมีกำแพงล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง เมื่อเข้าเขตมาแล้วฝั่งในกำแพงกับนอกกำแพงนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ข้างในนี้เป็ที่ทำการของกรมต่างๆ และเป็ที่อยู่อาศัยของขุนนางชนชั้นสูง อาคารบ้านเรือนรวมทั้งร้านรวงจึงแตกต่างจากทั่วไป บ้านเมืองดูเป็ระเบียบเรียบร้อย การแต่งกายของผู้คนก็ดูหรูหราด้วยผ้าชั้นดี ร้านขายของมีแต่สินค้าราคาแพงที่นำเข้ามาจากต่างแดน ทุกอย่างดูรุ่งเรืองและอู้ฟู่ไปหมด อีกทั้งยังจัดการกับขอทานได้อย่างสิ้นซากจึงทำให้เหมือนกับว่าภายในเขตเมืองหลวงชั้นในนี้ไม่มีคนจนอยู่เลย
ม่านหน้าต่างรถถูกเปิดไว้อยู่แล้ว หลินเยว่ชิงไม่ได้แตะต้องแต่อย่างใดเพียงแต่ว่านางนั่งหันหน้าออกไปทางหน้าต่างรถก็เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสบตากับหลินเสี่ยวหรง ส่วนหลินเสี่ยวหรงเองก็กำลังมองทิวทัศน์ด้านนอกเช่นกัน
“เ้าลองดูร้านขนมน้ำตาลปั้นตรงนั้นสิ ร้านนั้นอร่อยมาก ตอนที่ข้ายังเด็กจะต้องมาซื้อประจำ เ้าเองก็ควรจะลองกินดู” เสียงกระซิบที่ข้างหูดังขึ้น หลินเยว่ชิงรู้ว่านี้ต้องเป็เสียงของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งแน่นอน
หลินเยว่ชิงไม่ได้ตอบกลับไป เพียงแต่เบนสายตาไปทางร้านขนมน้ำตาลปั้นที่จ้าวเลี่ยงเฟิ่งบอก เห็นเด็กๆ รุมล้อมแล้วก็รู้สึกอยากกินขึ้นมา แต่ว่านางคงไม่กล้าใช้เงินซื้อของพวกนี้ เงินทุกตำลึงมีค่า ถึงต่อให้นางอยากกินหลินเสี่ยวหรงก็คงจะไม่จอดรถม้าให้ลงไปซื้อ
เสียงเสียดสีกันของล้อและเพลารถม้าหยุดลงตรงหน้าสำนักศึกษา เหนือศีรษะตรงประตูทางเข้าแขวนไว้ด้วยป้ายไม้ขนาดใหญ่สลักคำว่า ‘สำนักบุปผา์’ สมกับเป็สำนักศึกษาอันดับหนึ่งในเมืองหลวงที่สั่งสอนอบรมเหล่าบุตรีของขุนนางให้มีความเพียบพร้อม
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเมื่อครั้งยังเป็สาวก็ร่ำเรียนวิชาแขนงต่างๆ จากที่นี่เช่นกัน ั้แ่เรียนจบไปก็ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนที่นี่อีกเลย เมื่อได้เข้ามาอีกครั้งก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นมิได้ ไม่ทราบว่าเหล่าอาจารย์ที่เคยสอนตนนั้นมาบัดนี้แก่ชราลงไปเท่าไหร่แล้ว
ที่สำนักบุปผา์แบ่งการเรียนออกเป็หกระดับชั้น เด็กสาวที่เข้ามาเรียนที่นี่เริ่มั้แ่อายุสิบปีจะอยู่ระดับชั้นปีที่หนึ่งและไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ในปีนี้ทั้งหลินเยว่ชิงและหลินเสี่ยวหรงอายุสิบห้าปีก็อยู่ระดับชั้นปีที่หกแล้ว ซึ่งเป็ปีสุดท้ายที่จะได้ร่ำเรียนศึกษาอยู่ที่นี่
‘อีกเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น’ หลินเยว่ชิงคิด นางมองขึ้นไปยังป้ายของสำนักศึกษาพลางปล่อยลมหายใจออกอย่างแ่เบา ในใจคิดว่าเมื่อเรียนจบไปแล้วก็คงจะพ้นความทุกข์ทรมานนี่เสียที ที่จริงแล้วนางไม่ได้อยากมาเรียนที่สำนักศึกษาแห่งนี้เลยเพียงแต่เป็เพราะคำสั่งของบิดาที่กล่าวว่าบุตรีขุนนางทุกคนต้องร่ำเรียนสำนักศึกษาแห่งนี้ ไม่พ้นแม้แต่นาง
เมื่อลงจากรถม้าและเดินไปยังห้องเรียน พวกนางทั้งสองก็ไม่ได้เป็ที่สนใจมากนัก ไม่แม้แต่จะสังเกตว่าหลินเสี่ยวหรงดูแตกต่างหรือสูงส่งกว่าหลินเยว่ชิงหรือไม่ เพราะฐานะของพวกนางในที่แห่งนี้เมื่อเทียบกับบุตรีของเหล่าขุนนางระดับสูงแล้วไม่นับว่าเป็อะไรได้เลย ไม่มีค่าให้ใส่ใจเสียด้วยซ้ำ มีแต่หลินเสี่ยวหรงที่พยายามจะเชิดคอขึ้นมาและหาทางให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับบุตรีของขุนนางใหญ่ให้ได้
ส่วนหลินเยว่ชิงที่พยายามทำตัวหลบสายตาของผู้คนอยู่เสมอยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางทั้งไม่มีเพื่อน ไม่มีใครอยากมาพูดคุย หรือหากพวกเขามาชวนคุยก็มักจะไม่ได้คำตอบ
ดังนั้นสายตาของผู้อื่นที่มองมาก็เป็เพียงเพราะเห็นว่านางประหลาดและไม่น่าคบด้วยก็เท่านั้นเอง บางครั้งที่พวกนางมีสิ่งของสวยๆ งามๆ มาอวดกันก็มีมองไปทางหลินเยว่ชิงบ้าง เมื่อเห็นนางอยู่ในสภาพนั้นก็ได้แต่เบือนหน้าหนี
ถึงแม้ว่าพวกนางจะไม่สนใจหลินเยว่ชิง ไม่พูดคุยด้วย แต่ก็ไม่ถึงกับเกลียดชังหรือว่าหาเื่กลั่นแกล้ง มีก็แต่หลินเสี่ยวหรงที่พยายามพูดจาค่อนแขวะหรือทำให้นางอับอายต่อหน้าผู้คน บางคนถึงกับไม่ค่อยชอบการกระทำของหลินเสี่ยวหรงเสียด้วยซ้ำที่กระทำกับน้องสาวของตนเองเยี่ยงสาวใช้แบบนี้
หลินเยว่ชิงเดินช้าๆ ตรงไปยังโต๊ะตัวหลังสุดที่มุมหนึ่งของห้อง ตรงนี้เป็ที่ประจำของนาง ที่ตรงนี้ค่อนข้างอับสายตาเนื่องจากเป็ที่ที่ไกลที่สุด อาจารย์ไม่ค่อยได้สนใจ ส่วนมากแล้วจะสนใจผู้ที่ตั้งใจเรียนและนั่งอยู่ด้านหน้ามากกว่า การนั่งอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาทำให้หลินเยว่ชิงดูเป็คนไร้ตัวตนไปโดยปริยาย
“ทุกคนนั่งให้เรียบร้อยอยู่ในที่ของตน” หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินมาถึงด้านหน้าห้อง วางพัดไว้ที่โต๊ะสำหรับอาจารย์ก่อนที่จะหยิบม้วนตำราที่นำมาด้วยกางออก
อาจารย์หญิงผู้นี้ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ หลังจากที่นางกางม้วนตำราออกก็เริ่มอ่านทันที ศิษย์ที่อยู่ด้านหน้าพากับเตรียมพู่กันจุ่มหมึกที่ฝนไว้แล้วจดตามอย่างแข็งขัน มีแต่เพียงหลินเยว่ชิงที่ยังนั่งก้มหน้างุดไม่ทำอะไรสักอย่าง แต่ทว่าอาจารย์ก็ยังคงอ่านตำราต่อไปโดยไม่แม้แต่จะมองมาทางนาง
เสียงของอาจารย์ไม่ได้เข้าหูหลินเยว่ชิงแม่แต่น้อย มุมของนางยังคงดูมืดมนและสงบยิ่งราวกับว่าไม่ได้อยู่ในห้องเรียน แต่ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งดังทำลายความเงียบที่อยู่ในภวังค์ของนาง
“ชาหลงจิ่งเป็ชาที่ทำเพื่อถวายแก่ฝ่าา เป็สุดยอดชาจีนที่มีรสชาติพิเศษ” เสียงกระซิบดังขึ้นที่ข้างหูของหลินเยว่ชิง
หลินเยว่ชิงถึงกับสะดุ้งขึ้นมา หันไปมองก็เป็ดวงิญญาของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ และหันหน้ามาพูดกับตน นางขมวดคิ้วใส่จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเล็กน้อยราวกับว่าไม่ชอบใจที่ถูกรบกวน
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งไม่สนใจสีหน้าที่ต่อต้านของอีกฝ่าย เพียงแต่พูดต่อว่า “หากเ้าคิดที่จะยืนหยัดด้วยตนเองก็ต้องตั้งใจเรียนและฟังในสิ่งที่ข้าพูด”
จะตอบรับก็ไม่ใช่จะปฏิเสธก็ไม่เชิง หลินเยว่ชิงอยู่ในที่ที่มีผู้อื่นอยู่ด้วยจึงไม่สามารถสนทนากับดวงิญญาได้ หากผู้อื่นรู้ว่านางพูดกับสิ่งที่มองไม่เห็นคงต้องแตกตื่นเป็แน่ มิหนำซ้ำคงมาว่านางเป็ตัวประหลาดมากขึ้นไปอีก จึงทำได้แค่สบตากลับไปเท่านั้น
หลังจากนั้นก็มีเสียงของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งดังขึ้นเป็่ๆ เพื่อพูดคุยและอธิบายบางอย่างที่อาจารย์ได้สอนไปแล้ว
แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนอย่างที่เคยเป็มา ทว่าในขณะนี้กลับเริ่มมีสิ่งเปลี่ยนแปลงไป แม้จะเล็กน้อยแต่ก็เป็จุดเริ่มต้นที่ดีเช่นกัน