เล่มที่ 1 บทที่ 9การทดสอบสามด่าน
หากมองลอดจากประตูจะสามารถมองเห็นว่าบนยอดเขาทั้งห้าต่างมีแสงหนึ่งสายพุ่งขึ้นฟ้า จากไกลมาใกล้พริบตาเดียวก็มาอยู่เหนือประตู เห็นเป็คนห้าคนที่เหาะเหินเดินอากาศออกมา ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าผู้คนทั้งหมด
เมื่อเห็นทั้งห้าคนยืนตระหง่านกลางอากาศอย่างสูงส่งฝูงชนต่างรู้สึกเร่าร้อนพลุ่งพล่านในบัดดล
“ต้องระดับธรณีมงคลถึงจะใช้วิชาเหาะเหินเดินอากาศได้์ คงมิใช่ว่าห้าคนนี้ล้วนระดับธรณีมงคลทั้งหมดหรอกนะ? นิกายแสวงมรรคมีขุมพลังลึกล้ำยากคาดเดาจริงๆ!”
“ระดับธรณีมงคลเป็ระดับที่ข้าไม่กล้าแม้แต่จะใฝ่ฝัน ในบรรดาผู้คนหลายแสนทั่วทั้งเมืองอู่หยางเรากลับมีนักพรตระดับธรณีมงคลเพียงคนเดียวเท่านั้น”
เจียงอวิ๋นเองก็ตื่นตะลึงไปเช่นกันแม้เขามิใช่นักพรต ทว่าเื่พื้นฐานแค่นี้เขาย่อมพอรู้อยู่บ้าง
สามระดับแรกของการบำเพ็ญมรรคแบ่งออกเป็เบิกปราณ ธรณีมงคล และถ้ำ์ในูเาหนึ่งแสนไพศาลมีนักพรตระดับธรณีมงคลหรือไม่เขาไม่รู้ทว่าในทั่วทั้งหมู่บ้านเจียงนั้นปู่ของเขาเจียงว่านหลี่ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังระดับเบิกปราณขั้นเก้าเท่านั้น
นิกายแสวงมรรคตรงหน้านี้อยู่ๆ ก็มีนักพรตระดับธรณีมงคลปรากฏขึ้นถึงห้าคน เป็สี่บุรุษหนึ่งสตรีทั้งยังดูมีอายุไม่มากนัก ผู้ที่อายุน้อยสุดซึ่งดูมีรูปร่างกำยำแข็งแกร่งนั้นเหมือนว่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับเขาเลย ทำให้เจียงอวิ๋นเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นอย่างแรงกล้าเขามาถูกที่แล้ว
หลังจากที่ทั้งห้าคนซึ่งบินออกมาจากนิกายแสวงมรรคกวาดสายตามองฝูงชนอย่างเ็าแล้วผู้ที่อยู่ตรงกลางสุดหรือก็คือชายหนุ่มที่มีรูปร่างกำยำแข็งแกร่งซึ่งเจียงอวิ๋นมองว่าน่าจะอายุไล่เลี่ยกับเขาผู้นั้นได้เอ่ยปากพูดขึ้น “ข้าน้อยเซียวอี้ซู วันนี้นิกายแสวงมรรคเราเปิดรับศิษย์ข้าจักเป็ผู้อธิบายกฎคร่าวๆ ให้แก่ทุกคน”
“นิกายแสวงมรรคเรารับศิษย์ไม่ถามอายุไม่ถามระดับบำเพ็ญ มีเพียงการทดสอบสามด่าน แบ่งเป็การทดสอบหัวใจมรรค ิญญามรรคและกายามรรค”
บอกตามตรง เดิมทีเจียงอวิ๋นยังรู้สึกกังวลอยู่บ้างแม้ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาเพิ่งโค่นเฟิงอู๋จี้ระดับเบิกปราณขั้นห้าลงได้ทว่าตัวเขากลับยังเป็เพียงคนธรรมดาไม่รู้ว่าจะสามารถผ่านการทดสอบของนิกายแสวงมรรคได้หรือไม่
แต่เมื่อได้ยินเซียวอี้ซูกล่าวตรงๆว่าการรับศิษย์ไม่ถามระดับบำเพ็ญ เขาถึงวางใจลงได้บ้าง
“ในสามด่านนี้ผู้ที่ผ่านด่านใดด่านหนึ่งได้ จักสามารถกราบไหว้เข้าเป็ศิษย์จิปาถะหากผ่านได้สองด่าน จักสามารถกราบไหว้เป็ศิษย์สายนอก ผู้ที่ผ่านได้ทั้งสามด่านจักได้เข้าเป็ศิษย์สายในโดยตรง!”
จิปาถะ สายนอก และสายใน!
ฐานะของลูกศิษย์ที่ไม่เหมือนกันสามฐานะย่อมหมายถึงความแตกต่างในการดูแลที่จะได้รับหลังเข้าร่วมนิกาย
เจียงอวิ๋นนึกถึงเฟิงอู๋จี้โดยไม่รู้ตัวอีกฝ่ายได้ถูกนิกายสังสารวัฏรับเป็ลูกศิษย์สายในแล้ว จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติของมันไม่เลวเลยทีเดียว
หากว่าเขาอยากต่อกรกับมันเช่นนั้นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือการได้เป็ลูกศิษย์สายในด้วยเช่นกัน
เซียวอี้ซูกล่าวต่อ“ระหว่างการทดสอบจะมีอันตรายอยู่ด้วย แม้จะไม่ถึงตาย ทว่าโอกาสาเ็กลับสูงยิ่ง ดังนั้นพวกเ้าจงประเมินความสามารถของตัวเองให้ดีอย่าฝืนเกินกำลัง หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นละก็ นิกายเราจักไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น”
หลังนิ่งไปครู่หนึ่งเซียวอี้ซูก็พลันมีสีหน้าเย็นเยียบอย่างกะทันหันในน้ำเสียงมีจิตสังหารเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน “นิกายแสวงมรรคเราเป็นิกายมรรคเผ่ามนุษย์ รับเพียงศิษย์เผ่ามนุษย์ ดังนั้นหากในบรรดาพวกเ้ามีเผ่าอสูรอยู่ละก็กรุณากลับออกไปด้วยตัวเอง อย่าคิดตีมึนแฝงเข้ามา เมื่อการรับศิษย์เริ่มต้นขึ้นแล้วทันทีที่พวกเราค้นพบ อย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!”
เผ่าอสูรเจียงอวิ๋นเองก็เคยได้ยินเช่นกัน ในฟ้าดินนี้ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีิญญาเผ่าพันธุ์อื่นๆ นอกจากเผ่ามนุษย์ สิ่งที่พบเห็นเป็ประจำอย่างพืชพรรณสัตว์ป่าแม้กระทั่งขุนเขาหรือสายธาร ล้วนบำเพ็ญได้ทันทีที่การบำเพ็ญประสบผลก็จะกลายเป็อสูร
แม้ว่ามนุษย์กับอสูรล้วนเป็สิ่งมีชีวิตเช่นกันทว่าเผ่าพันธุ์ที่แตกต่าง ความคิดจิตใจย่อมแตกต่างเช่นกัน นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบันเผ่ามนุษย์กับเผ่าอสูรมักไม่ลงรอยกัน มีความสัมพันธ์ฉันศัตรูกันตลอดเวลา
เมื่อเซียวอี้ซูกล่าวจบชายหนุ่มรูปหล่อที่เคยเยาะเย้ยเจียงอวิ๋นคนนั้นก็ได้ยื่นมือชี้นิ้วมาทางเจียงอวิ๋นอย่างกะทันหันก่อนกล่าวว่า“เ้าเป็เผ่าอสูรใช่ไหม?”
เจียงอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ดวงตามีประกายเย็นเยียบสว่างวาบขึ้นแวบหนึ่งเมื่อครู่นี้อีกฝ่ายเยาะเย้ยเขายังพอว่า แต่ตอนนี้มันกลับกล่าวหาว่าเขาเป็เผ่าอสูรต่อหน้าคนของนิกายแสวงมรรค!
แม้เจียงอวิ๋นจะยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ในโลกภายนอกเท่าใดนักทว่าเขาเป็พวกฉลาดแต่กำเนิด รู้ว่าคนผู้นี้ไร้ซึ่งความโกรธแค้นใดๆ กับเขาอีกฝ่ายเพียง้าเรียกร้องความสนใจจากฝูงชน คิดจะใช้การข่มเหงเขามาทำให้ผู้อื่นสนใจมันก็เท่านั้น
กับคนแบบนี้ หากไม่ตอบโต้อย่างแข็งกร้าวก็ต้องเมินเฉยยิ่งกว่าเดิมซึ่งหลังจากความโกรธผ่านไปแล้ว เขาก็ได้เลือกอย่างหลังอย่างไรเสียเขาก็เป็ผู้มาเยือนครั้งแรก ไม่คุ้นคนไม่คุ้นที่มีเื่น้อยลงย่อมดีกว่ามีเื่เพิ่มขึ้น อดทนแล้วกัน
คำพูดของชายหนุ่มรูปหล่อนอกจากจะเรียกเสียงหัวเราะแล้ว กลับสร้างความไม่พอใจให้คนบางส่วนด้วยเช่นกันชายฉกรรจ์ร่างกายสูงใหญ่กำยำในชุดเรียบง่ายคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ“ฮั่วหย่วน สหายน้อยผู้นี้อาจจะมีเครื่องแต่งกายประหลาดไปบ้าง แต่เ้าจำเป็ต้องคอยจ้องเล่นงานเขาเพียงนี้เลยหรือ?”
ชายหนุ่มรูปงามนามฮั่วหย่วนผู้นั้นพลันถลึงตาใส่แล้วกล่าวว่า“ถังอี้ เ้าใช้ตาข้างไหนมองถึงเห็นเป็ข้าจ้องเล่นงานเขา? ข้าเพียงเอ่ยถามเขาเท่านั้นใครใช้ให้เขาแต่งตัวเหมือนสัตว์อสูรอยู่เพียงผู้เดียวเช่นนี้เล่า!”
“หุบปาก!” เซียวอี้ซูพลันเอ่ยพูดด้วยเสียงเ็าคำพูดสั้นๆ นั้นกลับเป็ดังค้อนอันหนักอึ้งหวดทุบใส่ร่างของฮั่วหย่วนและถังอี้สองคน
ทั้งสองต่างส่งเสียงร้องเ็ปอย่างพร้อมเพรียงฮั่วหย่วนเซถอยไปหลายก้าว เมื่อไปชนผู้ที่อยู่ด้านหลังแล้วถึงจะฝืนหยุดลงได้ส่วนถังอี้นั้นเพียงถอยไปหนึ่งก้าวแล้วแผดเสียงะโออกมา ฝืนยันตัวได้ตรงๆ
เช่นนี้แล้วทั้งสองย่อมไม่กล้าเอ่ยปากใดๆ อีก ถังอี้ยังดี ทว่าในสายตาที่ฮั่วหย่วนมองเซียวอี้ซูนั้นกลับมีความแค้นเคืองปรากฏขึ้นรางๆ แวบหนึ่งอย่างไม่อาจตรวจพบได้
เจียงอวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อยนี่ก็คือความแข็งแกร่งของระดับธรณีมงคล เพียงคำพูดสั้นๆก็สามารถะเืนักพรตสองคนจนต้องเซถอย!
เซียวอี้ซูไม่สนใจทั้งสองคนอีกต่อไปหันกลับมาจ้องมองเจียงอวิ๋นอย่างลึกซึ้งก่อนจะเก็บสายตากลับมาแล้วเอ่ยพูดเสียงดังฟังชัด“ตอนนี้ข้าจักมอบเวลาให้พวกเ้าอีกสิบลมหายใจสุดท้าย หลังผ่านสิบลมหายใจแล้วจะเริ่มการทดสอบ!”
เวลาสิบลมหายใจนั้นเห็นได้ชัดว่ามอบให้เหล่าเผ่าอสูรทั้งหลายได้ออกไปจากที่นี่ซึ่งก็มีเงาร่างหกเจ็ดสายพุ่งทะยานออกจากกลุ่มคนด้วยความเร็วสูงล้ำ แน่นอนว่าพวกเขาคือเผ่าอสูร
เจียงอวิ๋นไม่ได้มองเงาคนที่หลบหนีออกไปเขาหันไปพยักหน้าให้ถังอี้ที่ช่วยพูดให้ตนเมื่อครู่นี้ ถือเป็การแสดงความขอบคุณ
หลังผ่านไปสิบลมหายใจเซียวอี้ซูถึงได้กล่าวขึ้นเสียงดังกังวาน “เอาละตอนนี้ผู้ที่คิดอยากกราบไหว้เข้าร่วมนิกาย จงตามพวกเราเข้าไปผู้ไม่เกี่ยวข้องจงรออยู่ด้านนอก!”
ในฝูงชนนั้นมีผู้คนไม่น้อยที่มาเพื่อส่งลูกหลานของตนเท่านั้นซึ่งคนเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่นิกายแสวงมรรค
คนส่วนใหญ่พากันหลั่งไหลเข้าสู่ประตูของนิกายแสวงมรรคสิ่งที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าฝูงชนนั้นเป็ลานที่มีขนาดกว้างขวางมากผืนหนึ่งสามารถจุคนได้นับหมื่น บนพื้นมีลวดลายเป็เส้นสายที่ทั้งหนาและใหญ่ ตรงมุมของลานกว้างทั้งสี่มุมมีรูปปั้นสัตว์ที่สูงนับสิบจ้างตั้งตระหง่านมุมละหนึ่งตัว
ไม่รู้ว่ารูปปั้นสัตว์ทั้งสี่ตัวนี้เป็สัตว์ร้ายอะไรแม้รูปร่างภายนอกจะแตกต่างกัน ทว่ามันล้วนดุร้ายและน่าสะพรึงกลัวสมจริงราวกับมีชีวิต ชวนให้รู้สึกประหนึ่งว่าพวกมันพร้อมจะมีชีวิตขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
ด้านนอกของลานกว้างมีผู้คนอีกหลายพันมารวมตัวกันดูจากการแต่งกายของพวกเขาแล้วก็ดูออกได้ไม่ยากเป็เหล่าลูกศิษย์ของนิกายแสวงมรรคนั่นเอง
ด้วยความที่เป็การเปิดรับศิษย์ในรอบสามปีเหล่าลูกศิษย์ของนิกายแสวงมรรคย่อมต้องอยากมาชมด้วยอยู่แล้ว
เจียงอวิ๋นใช้โอกาสนี้ประเมินดูรอบๆแม้ว่าจะมีคนไม่น้อยที่ไม่ได้เข้ามาด้วย แต่จำนวนคนที่มายืนอยู่ในลานกว้างตอนนี้อย่างต่ำก็มากกว่าสองพันคนแล้ว
เวลานี้เองเสียงของเซียวอี้ซูได้ดังขึ้น “ด่านที่หนึ่งเริ่มการทดสอบ ศิษย์น้องเซี่ยงเสวียนรบกวนด้วย”