เขตตลาดกลางด่านแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างสามนคร
“ห๊า! ท่านชายทันวาทำอย่างนั้นจริงๆรึ”
“ก็จริงน่ะสิ! ท่านประกาศออกลั่น ไม่มีวันแต่งงานกับท่านหญิงมุณาทัย”
“แต่ก็ไม่น่าถึงขนาดต้องโยนธำมรงค์ศักดิ์สิทธิ์ลงทะเลสาบอัมฤทธิ์เลยนี่”
“ท่านอ้างว่าเป็การคืนของศักดิ์สิทธิ์แก่องค์เทพเพราะไม่เต็มใจมอบให้กับหญิงที่ไม่ได้รัก จะเป็การฝืนคำมั่นสัญญาแห่งธำมรงค์เสียเปล่า”
“แล้วอย่างนี้ท่านจะลงเอยกับใครได้เล่าเพราะธำมรงค์ศักดิ์สิทธิ์ต้องมีไว้เคียงคู่บัลลังก์องค์เมืองแห่งศิลานครเท่านั้น”
“ขัดขืนองค์บิดารุนแรงอย่างนี้ มีหวังถูกถอดถอนจากการครองบัลลังก์แน่ๆ”
“แล้วยิ่งกว่านั้นนะ ข้ายังได้ยินมาอีกว่าก่อนที่ท่านชายจะออกจากแท่นพิธี ท่านพูดว่าหากองค์เทพอัมฤทธิ์ประสงค์ให้หญิงนางใดเป็คู่ครองของท่านก็ขอให้บันดาลให้หญิงนางนั้นได้พบธำมรงค์ แล้วเมื่อนั้นท่านจึงจะยอมรับ”ส่งผลให้คนฟังออกท่าตบหน้าขาเสียงดัง
“อุวะ!ให้มันได้อย่างนี้สิ ปฏิเสธการแต่งงานเพราะไม่เต็มใจ แล้วถ้าหากองค์เทพอัมฤทธิ์เลือกมาให้..เกิดยังไม่ถูกใจท่านอีกเล่ามิเท่ากับย้อนรอยเดิมอีกหรือ..คราวนี้จะทำยังไง”
หญิงสาวในชุดเสื้อผ้าเนื้อดีรัดกุมใบหน้านวลได้รูปแม้จะถูกโพกคลุมศีรษะไว้มิดชิด แต่ก็ยังเผยให้เห็นดวงตาคู่สวยส่งประกายโดดเด่นหากแต่สีหน้าใต้ผืนผ้าหนากลับเป็กังวลหลังฟังคำสนทนาจากกลุ่มชาวเมืองศิลานครที่กำลังพูดถึงท่านชายทันวาอย่างไม่ขาดปาก
ส่งผลให้ชายหนุ่มใบหน้าคมชัด ผิวกายสีน้ำผึ้งจาง อายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งอยู่เบื้องหน้าต้องเอ่ยถาม
“อย่าบอกนะว่าไอ้ที่นั่งหน้าบูดอยู่เนี่ยเพราะเป็ห่วงท่านหญิงมุณาทัย” คนฟังละสายตาจากถ้วยน้ำสมุนไพรกลิ่นหอมจางเพื่อเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาสะท้อน
“ก็เาาวเมืองอัครธานีไม่ให้ข้าห่วงท่านหญิง แล้วจะให้ข้าห่วงใคร” คำตอบเรียบเย็นจับใจจนชายหนุ่มต้องยักคิ้วแก้เก้อ
“ไม่น่าเลย..เขารู้กันทั้งนั้นว่าท่านชายทันวามีใจให้ท่านหญิงเ้าจันทร์แค่ไหนกลับถูกองค์บิดาบังคับให้แต่งงานกับท่านหญิงมุณาทัย”
ชายหนุ่มนำความจริงมากล่าวย้ำยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นไปอีกมือบางวางถ้วยน้ำลงกับโต๊ะไม้ดังเคร้ง อีกฝ่ายจึงจำต้องหยุดปากไว้แค่นั้นเพราะรู้ตัวว่าคงพูดมากเกินไป
“ข้ากลัวความขัดแย้งระหว่างสองท่านชายเหลือเกินกษณะ”
'ท่านชายมิณเยศ' ทายาทแห่งอัครธานี พี่ชายของท่านหญิงมุณาทัย ผู้มีใจรักใคร่ในตัวท่านหญิงเ้าจันทร์แห่งพนารัฐเช่นเดียวกับทายาททันวาแห่งศิลานครหญิงสาวรู้อารมณ์ของท่านชายมิณเยศเป็อย่างดี ทั้งใจร้อน และมีความฮึกเหิมเกินใครเทียมยิ่ง้าในสิ่งใดแล้ว 'ต้องได้' ความสัมพันธ์อันดีที่มีมาเนิ่นนานระหว่างสามนครจะต้องมาจบลงในคราวนี้กระมัง
ไม่อยากให้เป็อย่างนั้น
"เ้าอย่ากลัวไปเลยดาวองค์เทพอัมฤทธิ์ท่านไม่มีวันยอมให้เป็อย่างนั้นหรอก"
"ขอให้เป็อย่างเ้าว่าเถอะ"
หญิงสาวตระหนักถึงปัญหาใหญ่ที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้น‘าหัวใจ’ ของสองทายาทแห่งนครที่ไม่หวั่นเกรงต่อคำทำนายตามจารึกโบราณแม้นางจะเป็คนรุ่นหลังที่ไม่ได้รับฟังคำทำทายนั้นด้วยตนเองแต่การเล่าขานจากคนรุ่นก่อนอย่างไม่มีวันจบสิ้น ดั่งเป็มรดกทางวาจาให้คนรุ่นต่อไปได้รับรู้คำทำนายที่ปรากฏขึ้นเมื่อสามสิบปีก่อนในวันพิธีบูชาองค์เทพอัมฤทธิ์ บนจารึกโบราณเล่มโตที่มวลมนุษย์ไม่อาจเปิดอ่านเองได้สถิตเหนือหินผาใหญ่กลางผืนน้ำ ที่ว่า...
จงเฝ้ามองรัตติกาลกระจ่างฟ้าในคืนเดือนเพ็ญหญิงงามจากจันทราสวาทได้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางนวลแสงแห่ง์
ให้พินิจพิศมองดวงหน้างามนั้นไว้เถิด
สตรีสูงศักดิ์ผู้งดงามดั่งทิวาสร้างแลกระจ่างดั่งยามราตรีสรร นางผู้นั้นจะสั่นคลอนบัลลังก์องค์ราชัน
ดุจวายสัญมอดด้วยจิตมลาย
จวบจนกาลเวลาล่วงผ่านนานนับสิบปี ในคืนหนึ่งที่พระจันทร์เต็มดวงทอแสงนวลสว่างตานางเมืองแห่งพนารัฐได้ให้กำเนิดท่านหญิงน้อยผู้สูงศักดิ์อันมีลักขณาต้องตามคำทำนายเป็ที่ประจักษ์ชัดไปทั่วว่า ‘ท่านหญิงเ้าจันทร์’ คือสตรีตามคำทำนายนั้น
องค์เมืองอติระแห่งศิลานคร บิดาผู้หวั่นเกรงต่อความล่มสลายทั้งปวงจึงรีบยัดเยียดบุตรชายให้แต่งงานกับท่านหญิงมุณาทัยต่างจากองค์เมืองดานุแห่งอัครธานี บิดาผู้เมินเฉยต่อสรรพสิ่งรอบกายอย่างสิ้นเชิงนับั้แ่นางเมืองเสียชีวิตจากไป
เหตุใดทายาททันวาจะไม่ขัดขืนคำสั่งของผู้เป็บิดาเล่า..ก็มันเท่ากับเป็การเปิดทางให้กับอีกทายาท
ใครจะยอม! ศักดิ์ศรีที่อวดขันความเป็หนึ่งกันมานานจะไม่มีวันยอมให้จบลงโดยง่าย
ความคิดของหญิงสาวหยุดลงเมื่อเ้าหน้าที่ด่านตัวผอมแห้งคนหนึ่งเดินตรงเข้ามายื่นทองคำแท่งขนาดพอมือให้กษณะซึ่งได้มาจากการนำสมุนไพรแปรรูปเป็สินค้าแลกเปลี่ยน นางเอ่ยทักทายคนมาใหม่อย่างคุ้นเคย
"ฬาไม เ้าต้องกินให้มากกว่านี้อีกสักนิดนะอาจจะช่วยเพิ่มเนื้อหนังได้บ้าง" คนถูกทักทำหน้าตื่นเล็กน้อยขณะยกมือแห้งหยาบลูบไล้ไปทั่วใบหน้าและลำแขนของตนหญิงสาวอมยิ้มบางก่อนก้มไปหยิบถุงผ้าสีน้ำตาลขนาดเขื่องมือยื่นให้
"สมุนไพรนี้ละลายน้ำร้อนกินทุกเช้าเย็นนะบำรุงร่างกาย" คนมาใหม่ทำทีลังเลจนหญิงสาวนึกอ่อนใจ รีบออกปากไปว่ายกให้ พร้อมแกล้งขึงตาใส่แกมบังคับ..ได้ผลเกินคาดเชียวล่ะเพราะอีกฝ่ายรีบรับมาถือไว้แทบไม่ทัน
“ขอบคุณนายหญิงน้อย”
“ไม่เป็ไรจ้ะ”
แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา 'ดาว'จะถูก 'แม่สะบันงา' คอยแต่จะให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ทำให้หญิงสาวไม่ได้ออกไปพบปะผู้คนภายนอกเท่าไหร่นักแต่สำหรับ 'ฬาไม' คือคนที่แม่บันรู้จักดีเขาสอนบุตรทั้งสองของนางให้หาปลาและว่ายน้ำเป็
"เ้านี่ชอบแกล้งแหย่อยู่เรื่อยคนแก่ปานนั้นเดี๋ยวได้หัวใจวายตายกันพอดี" กษณะเน้นเสียงดุ แต่กลับได้รอยยิ้มแฉล้มมาแทน
"แหม! ก็เคยบอกตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าไม่ต้องเกรงใจ คนกันเองทั้งนั้น ทำอย่างกับว่าข้าเป็ลูกหลานคนใหญ่คนโตคนอื่นได้มองว่าเป็ตัวประหลาดปะไรเล่า"
“เ้านี่คิดมากจริง” กษณะติง
คราวนี้คนฟังได้ปั้นหน้ามุ่ยหงิกใส่ทันตาเห็นคงเพราะ ‘มองกันต่างมุม’ สำหรับหญิงสาวเื่จะให้ใครมาพินอบพิเทาตนเป็พิเศษนั้นเห็นจะเป็เื่ใหญ่ผิดกับอีกฝ่ายที่ไม่เห็นเป็ประเด็นสำคัญ
กษณะลอบถอนหายใจแ่เบาก่อนรีบชิงตัดบทขืนปล่อยให้นางได้อ้าปากพูดต่อมีหวังได้ฟังแต่คำบ่นอีกยาว
"เอาล่ะ! กลับบ้านกันได้แล้ว เดี๋ยวแม่เ้าเป็ห่วง"
“ก็ดีเหมือนกัน”
เ้าของดวงตากลมเหลือบมองยังทิศทางของบ้านซึ่งปลูกสร้างอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมามากนักเพราะอยู่ติดกับเชิงเขาแนวใหญ่ซึ่งทอดตัวเสมือนเป็กำแพงกั้น่ตอนบนระหว่างศิลานครกับอัครธานีแต่ถึงอย่างไรนั่นก็เป็บ้านอันแสนสุขสำหรับนาง
หญิงสูงวัยผู้แลดูมีสง่าราศีจับตาในชุดผ้าคลุมไหล่ลายถักสวยงามสีน้ำตาลไหม้เฝ้าชะเง้อชำเลืองมองทางประตูหน้าบ้านอยู่เป็นานสองนาน พลันเบิกตายินดีเมื่อเห็นคนหนุ่มสาวคุ้นตากำลังพากันเดินเข้ามา
"ทำไมพวกเ้าไปกันนานนักข้าเป็ห่วงรู้ไหม" แม่บันที่ปรี่เข้ามารวบไหล่บางของหญิงสาวไว้แน่น ก่อนจะหันขวับมาทางชายหนุ่ม
"เปล่านะแม่ ข้าไม่ได้เถลไถลสักหน่อย"กษณะรีบแก้ตัว พลางบ่ายมือยิกๆ ขณะเหล่มองเ้าคนดีเป็นัยๆ อย่างฟ้องว่าใครกันแน่ตัวการ
"ข้าขอโทษจ้ะแม่ข้ามัวแต่ชวนกษณะฟังพวกชาวเมืองเขาคุยกัน" ดาวชี้แจงด้วยน้ำเสียงออดอ้อนไม่เพียงเท่านั้นยังตวัดแขนสวมกอด 'แม่สะบันงา' ซึ่งยังคงคิ้วขมวดมุ่นอย่างงอนง้อตามประสาเด็ก
"เอาล่ะๆ งั้นก็เข้าไปข้างในกันได้แล้ว"
แม่บันรีบคว้าข้อมือคนหนุ่มสาวอย่างไม่รู้ว่าเอาเรี้ยวแรงมาจากไหนจนคนถูกจูงถึงกับเดินลิ่วๆ ไปรวดเร็วสินั่น
"บุหงารีบหาน้ำท่าให้ลูกข้ากินเร็ว เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ" คนสูงวัยร้องบอกเด็กสาวแรกรุ่นที่รับใช้ใกล้ชิดกันมานานนางเฝ้าเพียรพยายามอบรมสั่งสอนให้เ้าบุหงามีความเป็กุลสตรีที่เรียบร้อยงดงามสมวัย แต่หาได้เป็อย่างที่ตั้งใจไม่
โครม!!! ตุ๊บ
"ว๊าย! ตายแล้ว" แม่บันถึงกับร้องลั่นเมื่อเห็นบุหงาหกล้มไม่เป็ท่าถลามากองอยู่แทบเท้าตนจนคนหนุ่มสาวแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว
"บุหงา! ทำอะไรของเ้า" คนซุ่มซ่ามพอตั้งหลักได้จากการช่วยเหลือของกษณะและดาวก็ยิ้มเจื่อนๆเช่นเคย
"ข้ากำลังต้มน้ำสมุนไพรให้แม่นายหญิงอยู่น่ะสิอุ๊ยตายล่ะ! ป่านนี้เดือดคลั่กแล้ว" พอนึกได้ก็ออกอาการตกตื่นวิ่งโร่กลับเข้าโรงครัวไปอีกคราวนี้คนที่กลั้นหัวเราะเอาไว้จึงพากันะเิออกมาไม่ยั้ง
แม่บันส่ายหน้า ระอาใจกับแม่คนนี้เสียจริง
"อย่างนั้นข้าไปหาน้ำกินเองดีกว่าจ้ะกษณะเ้ารอนี่ล่ะเดี๋ยวข้ายกมาให้ จะได้ไปดูบุหงาด้วย ป่านนี้คงโช้งเช้งอยู่ในโรงครัวแย่แล้ว"ดาวอาสาก่อนจะแยกเดินออกไป
เมื่อคล้อยหลังร่างเล็กบาง แม่บันถึงกับน้ำตารื้นคลอเบ้า..มันเหมือนอดีตพัดหวนมาอีกครั้ง
ยิ่งนับวันเ้าก็ยิ่งเหมือน..เหมือนเหลือเกิน ทั้งลักษณะท่าทางการเจรจา อีกทั้งรอยยิ้มหวานๆ นั่นด้วย
สะบันงากระพริบตาถี่ไล่ความรู้สึกบางอย่างเมื่อครั้งอดีตที่ยังคอยกัดกินหัวใจนางอยู่ทุกวี่วันก่อนหันมาถามบุตรชาย
"มีเื่อะไรน่าฟังนักหนา" กษณะเลิกคิ้วตีสีหน้าเหมือนไม่เข้าใจคำถาม
"เื่อะไรล่ะแม่"
"ก็ที่กลับกันมาช้า พวกเ้ามัวไปฟังอะไรกันอยู่"
"อ่อ! เื่คุณชายทายาทศิลานครน่ะ ท่านปฏิเสธการแต่งงานกับท่านหญิงมุณาทัย"เขาตอบพลางจัดวางสัมภาระใบย่อมลงข้างที่นั่งอย่างเบามือไม่ทันได้สังเกตเห็นประกายแววตาประหลาดของมารดาเมื่อครู่ที่ได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับ'ท่านหญิงแห่งอัครธานี'
"ต่อไปนี้ข้าห้ามเ้าพาน้องไปเขตตลาดกลางอีกนะ"คนฟังหันขวับ
"อะไรกันแม่! เ้าดาวอายุพอควรแล้ว จะห้ามไปเสียทุกเื่อย่างแต่ก่อนมันก็สุดวิสัยนะแม่ก็รู้นางออกฉลาดหลักแหลมแค่ไหน ช่างจดจำสิ่งต่างๆ รอบตัวได้เก่งกว่าข้าเสียอีก"
“นั่นล่ะข้าห้ามก็คือห้าม”
“ข้าว่าแม่ไปห้ามเ้าตัวเองจะดีกว่าถึงข้าไม่พาไปนางก็ไปเองได้” คนฟังนิ่งงันเพราะตระหนักดีในข้อนี้
“ข้าให้เ้าดูแลน้องให้ดียังคงเป็อย่างนั้นนะกษณะ” และไม่ลืมจะย้ำถึงหน้าที่ที่เฝ้าพร่ำบอกบุตรชายอยู่ตลอดเวลาชายหนุ่มเข้าใจเป็อย่างดี เขาไม่เพียงทำตามคำสั่งที่มารดาคอยย้ำเท่านั้นแต่ทำด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วย 'ความรักที่มีต่อน้องสาว'โดยแท้
"มาแล้วๆ นี่น้ำสมุนไพรของแม่บันอ่ะ! แล้วนี่น้ำเย็นของเ้า" ดาวจัดแจงส่งเครื่องดื่มให้กับคู่สนทนาอย่างเอาใจ
“คุยอะไรกันน่ะ แว่วๆ เสียงไปถึงโรงครัวแน่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอก แม่แค่ถามว่าพวกเ้ามัวอยู่ฟังเื่อะไรกันที่เขตตลาดกลาง” แม่บันตอบเสียงเรียบพลางเหลือบมองหาใครอีกคน
"แล้วบุหงาทำไมเงียบไปล่ะ หรือว่าเ้าใช้ให้ไปทำอย่างอื่น"เมื่อไม่ได้รับคำตอบใด แลเห็นเพียงอาการนิ่งอึ้งก็เริ่มเอะใจ
"คงไม่ใช่ซุ่มซ่ามทำของตกหล่นอีกล่ะอ่อ!กษณะเ้าช่วยไปย้ายตะกร้าไข่ไก่ในโรงครัวให้แม่ใหม่ทีไป๊ วางไว้ใกล้มือใกล้เท้าเดี๋ยวเสร็จนางบุหงาอีก"ดาวถึงกับสะอึก พลางหันมาทางกษณะที่ทำท่าจะลุกไป
"เ้าไม่ต้องไปหรอก"
"อ้าว! ทำไมล่ะ"
"ก็..มันสายไปแล้วล่ะ”
สิ้นเสียงแ่ของดาวก็ได้ยินเสียงแม่บันเอ็ดตะโรใส่บุหงาดังลั่นไปทั่วบ้านเ้าบุหงาตัวดีก็เหมือนไหวตนรู้ทันอันตรายที่เข้ามาใกล้ รีบวิ่งหนีเอาตัวรอดอุตลุด