ระบบสร้างปรมาจารย์แพทย์แผนจีนขั้นเทพ

    บทที่ 38 แลกเปลี่ยนทักษะขั้นต้นอย่างที่สอง (ถาวร)

    บทที่ 38 แลกเปลี่ยนทักษะขั้นต้นอย่างที่สอง (ถาวร)

    ​

    ​ในขณะที่ฟังเหมียวต้าหลงคุยกับฟางหาน แพทย์ประจำบ้านหลี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกร้อนใจแทนฟางหานไปด้วย ในฐานะหมอ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ โดยปกติแล้วจะมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน นั่นคือการเขียนบทความวิชาการหรือวิทยานิพนธ์เพื่อตอบโต้ ซึ่งความจริงก่อนหน้านี้ที่แพทย์ประจำบ้านหลี่เอ่ยเตือนฟางหาน เขาก็หมายถึงเรื่องนี้นี่แหละ

    ​

    ​ในสายตาของแพทย์ประจำบ้านหลี่ ฟางหานยังเยาว์นัก แม้จะมีพรสวรรค์ด้านวิชาทางการแพทย์ที่ล้ำลึก แต่ในเรื่องการเขียนบทความวิชาการเขาอาจจะไม่เก่งกาจขนาดนั้น ตลอดหลายวันที่ติดตามฟางหานมา แพทย์ประจำบ้านหลี่ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ทุกครั้งหลังการรักษาเสร็จสิ้น หากเขาเอ่ยถาม ฟางหานก็มักจะอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็นเสมอ

    ​

    ​แพทย์ประจำบ้านหลี่จึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะ ‘เกาะขา’ หมอฟางคนนี้ไว้ให้มั่น ตอนนี้อย่าว่าแต่ให้เขาเดินตามหลังนักศึกษาแพทย์ฝึกงานคนนี้จนดูเสียหน้าเลย ต่อให้ใครจะมาขอแลกตำแหน่งกับเขา เขาก็คงจะโกรธจนฟัดกับคนนั้นแน่ ๆ แพทย์ประจำบ้านหลี่รู้ซึ้งดีว่าโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ ในเมื่อหมอฟางเมตตาถ่ายทอดความรู้ให้ เขาก็ต้องรู้จักตอบแทน

    ​

    ​หมอฟางอาจจะไม่เชี่ยวชาญการเขียนบทความวิชาการ แต่เขาน่ะเชี่ยวชาญสุด ๆ วิทยานิพนธ์จบการศึกษาของเขาตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย ถึงขั้นได้รับคำชมจากคณาจารย์เชียวนะ

    ​

    ​ทุกอย่างถูกวางแผนไว้ดิบดี ใครจะไปนึกว่าเมื่อกี้ฟางหานดูฟอรั่มแล้วจะไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย เขาเองก็ไม่กล้าเตือนแรงเกินไป เพราะคนเราย่อมมีหน้ามีตา หากหมอฟางเกิดรู้สึกอายขึ้นมา แผนที่วางไว้ก็คงพังไม่เป็นท่า

    ​

    ​“คราวหน้าจะระวังงั้นเหรอ?” เหมียวต้าหลงไม่รู้จะต่อประโยคอย่างไรดี เจ้าเด็กนี่ในเรื่องการรักษาโรคละก็หัวไวเป็นกรด คิดอ่านได้ทะลุปรุโปร่ง แต่ทำไมเรื่องอื่นถึงได้ดูซื่อบื้อขนาดนี้นะ?

    ​

    ​“ในเมื่อมีคนตั้งข้อสงสัย พวกเราในฐานะหมอจะนิ่งเงียบไม่ปริปากเลยก็ไม่ได้หรอกนะ” เหมียวต้าหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “ไม่คิดจะเขียนอะไรออกมาโต้กลับบ้างเหรอ?”

    ​

    ​พูดตามตรง หากงานนี้ฟางเฮ่าหยางไม่ได้สั่งมาละก็ เขาก็คร้านจะมายุ่งเหมือนกัน มีที่ไหนระดับแพทย์เฉพาะทางต้องมาเดินตามจี้ก้นนักศึกษาแพทย์ฝึกงานต้อย ๆ แบบนี้ เขาอุตส่าห์ยืนรออยู่ทั้งเที่ยงจนจะบ่ายสองแล้ว แถมคืนนี้เขายังต้องอยู่เวรดึกอีก

    ​

    ​“โต้กลับเหรอครับ?” ดวงตาของฟางหานพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที ทำไมเขาถึงคิดไม่ถึงนะ? หากใช้กระแสที่กำลังร้อนแรงอยู่ในตอนนี้เขียนบทความโต้ตอบกลับไป ยอดผู้เข้าชมไม่พุ่งกระฉูดกว่าเดิมเหรอ? ถึงตอนนั้นแต้มความชอบคงไหลมาเทมาไม่ขาดสายแน่! เมื่อกี้เขาลองเช็กรายละเอียดดู ยอดรวมแต้มความชอบปาไปหกหมื่นกว่าแล้ว ดูทรงแล้ววันนี้มีลุ้นทะลุแสนแต้มได้เลย

    ​

    ​ถ้าเขียนบทความอีกสักฉบับ แล้วไปคอยตอบโต้ในฟอรั่ม... จะไปจ้างหน้าม้าทำไมล่ะ ในเมื่อเขาลงมือเองแล้วได้แต้มความชอบเน้น ๆ แบบนี้ ไม่กล้าหวังว่าทุกคนจะมอบแต้มความชอบให้หรอก แต่ถ้าพันคนมีสักคน ยอดวิวหลักล้านเขาก็ได้เป็นหมื่นแต้มแล้วไม่ใช่เหรอ? อีกอย่าง ตอนนี้เขามีหกหมื่นกว่าแต้ม จะแลกทักษะขั้นต้นด้านการเขียนบทความก็ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก

    ​

    ​ฟางหานไม่ได้ให้ความสำคัญกับทักษะการเขียนบทความมากนัก จึงไม่จำเป็นต้องแลกทักษะขั้นสูง แค่ทักษะขั้นต้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับแพทย์เฉพาะทางทั่วไป แล้วค่อยอาศัยการฝึกฝนพัฒนาไปเองในอนาคต นอกจากนี้เขายังจำได้ว่าระบบจะมีการอัปเกรดระดับ โดยมีเงื่อนไขคือต้องแลกทักษะขั้นต้นถาวรให้ครบห้าอย่าง

    ​

    ​ก่อนหน้านี้แลกทักษะขั้นต้นด้านการเย็บแผลไปแล้ว ถ้าแลกด้านการเขียนบทความอีกก็จะเป็นอย่างที่สอง ขาดอีกแค่สามอย่างเท่านั้น... ส่วนเรื่องจะเก็บแต้มความชอบไว้แลกทักษะขั้นสูงค่อยว่ากันทีหลัง บางทีหลังจากระบบเลื่อนระดับแล้ว อาจจะมีอะไรให้ประหลาดใจมากกว่านี้ก็ได้

    ​

    ​“แต่เรื่องนี้ผมไม่ค่อยสันทัดเท่าไหร่เลยครับ” ฟางหานแสร้งทำเป็นงุนงง ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเขาก็เขียนบทความมาไม่น้อย ซึ่งนั่นคือพื้นฐาน แต่พอมาอยู่ในโรงพยาบาลแล้วมันจะต่างกันยังไง? จะไปตีพิมพ์ที่ไหนเขาก็ยังมืดแปดด้าน

    ​

    ​เหมียวต้าหลงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยเจ้าเด็กนี่ก็ยังไม่โง่จนกู่ไม่กลับ

    ​

    ​“เอาแบบนี้แล้วกัน นายกลับไปร่างบทความมา แล้วพรุ่งนี้เอามาส่งให้ฉัน เดี๋ยวฉันจะช่วยเกลาสำนวนให้เอง ส่วนเรื่องตีพิมพ์ฉันจะจัดการให้ สำหรับในฟอรั่ม... ถ้านายพอมีเวลาก็สมัครบัญชีทิ้งไว้แล้วไปเขียนอะไรบ้าง” พูดมาถึงตรงนี้หมอเหมียวก็ยิ้มพลางตบไหล่ฟางหาน “ไม่ต้องรู้สึกอายหรอกนะ บางครั้งการ ‘ปะทะ’ ก็ช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้หมอได้มากเลยทีเดียว”

    ​

    ​เรื่องนี้ฟางหานย่อมรู้ดี มันก็เหมือนการสร้างกระแสของพวกดาราที่คอยโหนกระแสนั่นแหละ อีกอย่าง ในวงการแพทย์ หากลองสังเกตดูจะพบว่า นอกจากโรงพยาบาลเอกชนแล้ว พวกโรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลระดับตติยภูมิชั้นนำมักจะไม่ค่อยลงโฆษณาทางทีวีกัน เมื่อโรงพยาบาลไม่ทำ หมอเองก็ยิ่งไม่ทำเข้าไปใหญ่

    ​

    ​หากไม่ประกาศศักดาให้โลกรู้ ต่อให้วิชาทางการแพทย์จะสูงส่งเพียงใดแต่อาศัยเพียงการบอกต่อของผู้ป่วย มันก็มีข้อจำกัด ดังนั้นวิธีที่หมอจะสร้างชื่อเสียงได้ดีที่สุดคือการตีพิมพ์บทความวิชาการ การปะทะคารม หรือไม่ก็การรับเชิญจากสื่อการแพทย์ไปออกรายการนั่นเอง หากอยากเป็นปรมาจารย์แพทย์ที่แท้จริง นอกจากรักษาโรคแล้วยังต้องเขียนบทความและออกหนังสือด้วย การรักษาโรคมันบอกแค่ว่าวิชาทางการแพทย์นายเก่ง แต่การเขียนบทความและออกหนังสือนั่นคือ ‘บารมี’ และ ‘อิทธิพล’

    ​

    ​ตัวอย่างเช่นกัวเหวินยวน เคสการรักษาและแนวคิดทางการแพทย์ของท่าน ถึงขั้นถูกบรรจุในตำราเรียนของมหาวิทยาลัยการแพทย์ มีนักศึกษาแพทย์แผนจีนคนไหนบ้างที่ไม่รู้จักชื่อกัวเหวินยวน?

    ​

    ​“ตกลงครับ พรุ่งนี้เช้าผมจะเอามาส่งให้” ฟางหานรีบรับคำ

    ​

    ​เมื่อเหมียวต้าหลงทำภารกิจสำเร็จก็ไม่รอช้า รีบเดินกลับเข้าแผนกไปทันที ทันทีที่หมอเหมียวลับสายตา แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็รีบถลันเข้ามาหาฟางหานพลางเอ่ยด้วยท่าทีกระตือรือร้น “หมอฟาง ตอนเขียนบทความถ้ามีอะไรติดขัดถามผมได้ตลอดเลยนะ พวกคุณพักหอรวมห้องละสี่คน คงจะเขียนงานลำบากน่าดู แถมไม่มีคอมพิวเตอร์ด้วย ผมเช่าห้องอยู่แถวนี้ ถึงจะเป็นห้องเช่ารูหนูแต่ก็เงียบสงบและมีคอมพิวเตอร์พร้อม หรือว่าคืนนี้คุณจะไปที่ห้องผมดี?”

    ​

    ​ฟางหานนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง การเขียนงานที่หอพักมันไม่สะดวกจริง ๆ นั่นแหละ โดยเฉพาะการที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ สมัยนี้งานเขียนต้องพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น จะให้มานั่งเขียนมือเป็นหมื่นคำคงไม่ไหว หรือจะเขียนที่ห้องเวร? ถ้าคืนนี้มีผู้ป่วยมาก็คงเสียสมาธิอีก เขาจึงพยักหน้าตอบตกลง

    ​

    ​“ได้ครับ”

    ​

    ​แพทย์ประจำบ้านหลี่ยิ้มกริ่มอย่างพอใจ การที่ฟางหานยอมไปที่ห้องเขานั่นแปลว่าเขาจะมีโอกาสคอยชี้แนะได้ตลอดเวลา หรือถ้าหมอฟางขี้เกียจพิมพ์ เขาก็ยินดีจะพิมพ์ให้แทนเลยด้วยซ้ำ

    ​

    ​“พวกประจบสอพลอ” อู๋เหล่ยเบ้ปากพลางนึกในใจว่า ‘ศักดิ์ศรีของแพทย์ประจำบ้านหายไปไหนหมดแล้วเนี่ย?’

    ​

    ​หลินกวางเลี่ยงยืนเงียบไม่พูดอะไร มีแค่อู๋เหล่ยที่สนิทกับฟางหานถึงกล้าพูดแบบนั้น ความจริงเขาก็อยากจะประจบเหมือนกันแต่มันไม่มีจังหวะ เรื่องการเขียนบทความเขาก็คิดว่าตัวเองทำได้ดีไม่แพ้ใคร แต่ถ้าจะให้แข่งกับแพทย์ประจำบ้านหลี่น่ะเหรอ? เขาเริ่มไม่ค่อยมั่นใจแล้ว พูดตามตรง คนที่สามารถสอบเข้าทำงานในโรงพยาบาลเจียงจงได้ จะมีใครที่เป็นคนโง่บ้าง? ทุกคนล้วนเป็นระดับหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยกันทั้งนั้น

    ​

    ​“หมอฟางอยากกินอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมลงไปซื้อมาให้ คืนนี้คงต้องอยู่ยาว เดี๋ยวผมซื้อขนมติดไม้ติดมือมาให้ด้วยดีไหม?” แพทย์ประจำบ้านหลี่เอ่ยถามความเห็นฟางหาน ราวกับฟางหานไม่ใช่แค่นักศึกษาแพทย์ฝึกงาน แต่เป็นถึงระดับแพทย์เฉพาะทาง

    ​

    ​“สั่งเดลิเวอรีเอาเถอะครับ ส่วนขนมไม่ต้องหรอก ผมเขียนเสร็จก็จะกลับแล้ว” ฟางหานตอบอย่างเกรงใจ

    ​

    ​แพทย์ประจำบ้านหลี่หัวเราะหึ ๆ “หมอฟางเตรียมตัวทำศึกข้ามคืนได้เลยครับ บทความวิชาการมันไม่ได้เขียนง่ายขนาดนั้น ถ้าจะเขียนให้หมอเหมียวพอใจต้องพิถีพิถันหน่อย เกิดโดนตีกลับมาให้เขียนใหม่จะยุ่งยากเปล่า ๆ”

    ​

    ​ฟางหานคิดตามแล้วก็เห็นด้วย “งั้นซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสองถ้วยแล้วกันครับ”

    ​

    ​“ได้ครับ งั้นคุณร่างโครงสร้างในหัวไปก่อนนะ เดี๋ยวผมลงไปดูหน่อย สั่งเดลิเวอรีมาส่งบางทีรสชาติมันก็จืดชืดไปหมดแล้ว ข้างล่างมีร้านอาหารรสชาติดีอยู่ เดี๋ยวผมไปห่อมาให้ครับ” พูดจบ แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็รีบเดินออกไปทันที

    ​

    ​หลังจากแพทย์ประจำบ้านหลี่จากไป ฟางหานก็ไม่ได้วอกแวกมองนั่นมองนี่ เขาเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เตรียมพร้อมเข้าสู่หน้าเอกสารเพื่อเขียนบทความ

    ​

    ​'แลกเปลี่ยนทักษะการเขียนบทความวิชาการขั้นต้น (ถาวร)!'

    ​

    ​[โฮสต์ต้องการแลกเปลี่ยนทักษะการเขียนบทความวิชาการขั้นต้น (ถาวร) โดยใช้แต้มความชอบ 5,000 แต้ม ยืนยันหรือไม่?]

    ​

    ​'ยืนยัน!'

    ​

    ​สิ้นเสียงยืนยันของฟางหาน ข้อมูลมากมายก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขาในทันที ก่อนหน้านี้ฟางหานเคยเขียนบทความตอนอยู่มหาวิทยาลัยมาบ้าง หากพูดกันตามตรง บทความวิชาการมันก็คล้าย ๆ กับการเขียนเรียงความแปดส่วนในสมัยสอบจอหงวนนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ต้องเน้นเรื่องการสัมผัสอักษรให้เป๊ะเท่า แค่โครงสร้างเหมือน ๆ กัน

    ​

    ​เริ่มจากการตั้งชื่อหัวข้อว่าต้องการจะอภิปรายเรื่องอะไร การเปิดประเด็น การยกตัวอย่างประกอบ หรือแม้แต่การอ้างอิงวาทะเด็ด ๆ ของผู้เชี่ยวชาญมาสนับสนุนแนวคิดของตัวเองจากทุกแง่มุม

    ​

    ​ครั้งนี้ฟางหานเจาะจงใช้กรณีศึกษาของผู้ป่วยในวันนี้เป็นหลัก เขาเริ่มจากการพิสูจน์อาการของผู้ป่วยจากหลายแง่มุม จากนั้นจึงอธิบายวิธีการรักษาว่าแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร โดยใช้การยกตัวอย่างและวิเคราะห์เชิงลึกตามหลักการแพทย์เพื่อยืนยันความถูกต้องของวิธีที่เขาเลือกใช้...

    ​

    ​ในขณะเดียวกัน เขาก็เขียนโต้แย้งข้อสงสัยของคนบางกลุ่มที่บอกว่าแพทย์แผนจีนไม่ให้เกียรติผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้รากหญ้า เปลือกไม้ หรือมูลสัตว์ ฟางหานได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับฝั่งแพทย์ตะวันตกที่ก็มีการใช้มูลสัตว์หรือปัสสาวะในการรักษาเช่นกัน เช่น การรักษาภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้ผิดปกติ ที่แพทย์ตะวันตกมักใช้วิธีนำสารสกัดจากอุจจาระของคนที่มีสุขภาพดีมาทำการสวนทวารเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย วิธีการรักษาแบบนี้จะเรียกว่าเป็นการไม่เคารพผู้ป่วยด้วยหรือเปล่าล่ะ...

    ​

    ​เมื่อแพทย์ประจำบ้านหลี่หิ้วอาหารขึ้นมา ก็พบว่าฟางหานร่างโครงสร้างลงในกระดาษเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเริ่มพิมพ์เนื้อหาหลักไปได้หลายร้อยคำแล้วด้วย

    ​

    ​“หมอฟาง พักกินข้าวก่อนเถอะ กินเสร็จค่อยเขียนต่อ” แพทย์ประจำบ้านหลี่จัดแจงวางถ้วยชามพลางเรียกฟางหาน พร้อมกับหยิบใบชาชั้นดีที่เขาปกติไม่กล้าชงกินเองมาชงให้ฟางหานหนึ่งแก้ว ใบชานี้ปกติเขามักจะพกไปที่โรงพยาบาลเพื่อชงให้พวกแพทย์เฉพาะทางหรือรองหัวหน้าแผนกดื่มเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องระบบสร้างปรมาจารย์แพทย์แผนจีนขั้นเทพ ที่คุณอ่าน