The Organian

    บทที่7 ตอนที่38 : ความลับของเมลฟิลด์

    “นายอย่าเป็นอะไรนะอลัน ฉันจะไปพามิทาจิมาเดี๋ยวนี้แหละ!” หนุ่มแว่นกระวนกระวายใจอย่างมากและนำเลือดวิเศษไปให้มิทาจิที่นอนจมกองเลือดอยู่ใกล้ ๆ ดื่มทันที ก่อนที่จะแจกจ่ายไปยังคนที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดจนทุกคนกลับมามีสภาพแข็งแรงเช่นเดิม ยกเว้นเพียงไทรซ์ที่ร่างกายของเขาได้รับผลกระทบจากการใช้อินฟินิตี้ฟอร์สมากเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหว ซึ่งในกรณีนี้เลือดของลีคาเพคนั้นไม่สามารถใช้เยียวยาได้          ทุกคนที่บาดเจ็บหลังจากดื่มเลือดของลี คา เพค เพียงอึกเดียวก็อาการก็หายเป็นปลิดทิ้ง           และเมื่อฟื้นตัวกันดีแล้วทุกคนต่างก็ได้มามุงดูอลันที่ยังคงนอนพะงาบ ๆ อยู่ด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่เจ้าหนุ่มหัวเห็ดยังคงบ่นพึมพำไม่หยุด..          “นี่อาจจะเป็นการสั่งเสียครั้งสุดท้ายของอลันซังก็ได้ค่ะ” มิทาจิยืนมองด้วยความเวทนา          ซึ่งเมื่อชายหัวเห็ดได้ยินเช่นนั้น เขาก็ใช้แขนที่แทบจะไม่มีพลังตะกายไปที่ขาของนินจาสาว ในขณะที่ปากก็ยังคงบ่นงึมงำด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง          “ได้ค่ะ มิทาจิจะเป็นคนรับคำสั่งเสียของอลันซังเองนะคะ” เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นย่อตัวนั่งลงพลางเงี่ยหูเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังจะหมดแรง โดยที่เพื่อน ๆ ยืนน้ำตาคลออยู่รอบ ๆ           “อ๋อ.. ค่ะ..” เดอะชูริเคนพยักหน้างึก ๆ ก่อนจะยืนขึ้นสบตากับทุกคนที่กำลังเศร้า          “ฮึก.. อลันสั่งเสียว่าอะไรหรอ?” เกษมสะอื้นถาม          “อลันซังบอกว่า.. ‘เอาเลือดนั่นมาให้ฉันกินอีกสิวะ! เจ็บจะตายอยู่แล้ว ไอ้ซื่อบื้อเอ๊ย!’ แล้วก็เป็นคำสบถอีกมากมายเลยล่ะค่ะมิทาจิว่ามิทาจิไม่พูดดีกว่า” นินจาสาวถ่ายทอดคำพูดของอลันด้วยหน้าตาอันใสซื่อ               และนั่นก็ทำเอาทุกคนในที่นั้นชะงักการสะอื้นไปชั่วขณะจนทำให้บรรยากาศเงียบสงัดลง ก่อนที่ทั้งหมดจะพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน “อ่าว..”          “ฮ่า ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ ” และเสียงแรกที่ขำขึ้นมานั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นโจเซฟพี่ชายของเขานั่นเอง ก่อนที่ทุกคนในที่นั้นจะค่อย ๆ มีรอยยิ้มตามมาอันเป็นเหมือนการปลดเปลื้องความกังวลเกี่ยวกับเรื่องอาการบาดเจ็บของอลันไปจนหมดสิ้น          จะเว้นก็แต่ไบซ์และโพซิเออร์..               “ไม่เป็นไรนะ เรื่องไทรซ์น่ะ.. เดี๋ยวฉันจะไปเอาต้นออก้ามาให้กินเอง เดี๋ยวเขาก็จะหายเป็นปกติแล้วล่ะ” สตีฟพูดพลางตบไหล่ไบซ์ และลูบหัวโพซิเออร์อย่างแผ่วเบา               “อึ้ก..” เลือดอีกหนึ่งอึกถูกลำเลียงเข้าสู่ร่างกายของอลัน และหลังจากนั้นเพียงไม่ถึงนาทีไอ้หนุ่มที่เคยนอนเป็นผักก็กระโดดโหยงลุกขึ้นในทันที          “แกรู้มั้ยว่ามันเจ็บแค่ไหน!?” อลันกระโจนเข้าไปหาเกษมก่อนจะเขย่าตัวชายผู้มีตาสองสีที่หน้าตาดูเจื่อน ๆ เหมือนยอมรับความผิดแบบกลาย ๆ  จนทำเอาเหล่าเพื่อนขำกันไม่หยุด แต่.. เมื่อผ่านไปแค่ครู่เดียว เขากลับสงบนิ่งและก้มหน้าลง               อลันกลับทำในสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิด.. “แต่ก็ขอบคุณมากนะเว้ยยย ฮืออออ” เขาปล่อยโฮออกมาพร้อมกับโผเข้าไปกอดเกษม จากนั้นก็ไล่กอดกับทุกคนในกลุ่มจนเหลือเพียงแค่ไทรซ์ที่ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่          ด้วยเหตุนั้นชายหัวเห็ดโน้มจึงตัวลงไปข้างหูของบอดี้การ์ดหนุ่ม “อย่าลืมซะล่ะ.. ไว้ไอ้เรื่องบ้า ๆ นี่จบแล้วเราต้องมาซัดกันสักตั้ง” เขากระซิบบอก และในขณะเดียวกันกับตอนที่อลันพูดจบ นิ้วมือของไทรซ์ก็ขยับเล็กน้อยราวกับเป็นการตอบรับ          “ไบซ์.. ฉันต้องขอโทษด้วยนะ ฉันตัดสินใจผิดพลาดเอง ถ้าเชื่อพี่เธอแต่แรกก็คงจะดี ไม่คิดว่าเจ้าลิ้นนั่นมันจะจงรักภักดีกับดันทัวร์ขนาดนั้น ถ้าเจอครั้งหน้าเราคงต้องจัดการเขาเพื่อจบเรื่องนี้” เกษมหันไปพูดกับบอดี้การ์ดสาว          “ไม่เป็นไร.. ถือซะว่าให้นายได้เรียนรู้ ว่าโลกนี้มันไม่ได้มีแต่ด้านเป็นไปตามที่นายหวังหรอกนะ..” ไบซ์พูดพลางเอื้อมมือไปตบไหล่ด้วยความเข้าใจ          ซึ่งหลังจากที่ทุกคนดูเหมือนจะพร้อมลุยกันต่อแล้วเกษมจึงเอ่ยขึ้น “เฮ้!.. แล้วเราจะเอายังไงกับเลือดที่เหลืออยู่ดี?” เขาชูขวดเลือดของลีคาเพคที่ถืออยู่ขึ้น ซึ่งถ้าคะเนจากสายตาแล้วมันก็เหลือประมาณสามในสี่ของขวด          “เรื่องนั้นฉันมีแผนแล้วล่ะ แต่ก่อนอื่นเราต้องไปเอาเจ้าต้นออก้ามาให้ไทรซ์กินก่อนดีกว่า” สตีฟพูดขึ้น          “เอ.. แต่มิทาจิไม่แน่ใจนะคะว่ามันจะมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่าถ้ากินในเวลาติด ๆ กันขนาดนี้” นินจาสาวผู้ดูจะมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรลึกลับชนิดนี้มากที่สุดออกตัวห้ามไว้          “แล้วจะทำยังไงล่ะ? ในตำรานั่นไม่ได้มีบอกเหรอ?” ไบซ์ถามขึ้นอย่างทันควันด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก          “ไม่มีค่ะสรรพคุณของต้นออก้าน่าจะเป็นข้อยกเว้น มีเพียงแค่ตระกูลนาดะเท่านั้นที่รู้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับมัน แม้แต่มิทาจิเองก็รู้มาจากรุ่นบรรพบุรุษแค่เพียงว่ามีต้นไม้ชนิดนี้อยู่บนโลกและมันสามารถช่วยพื้นพลังอินฟินิตี้ฟอร์สได้ แต่รายละเอียดอื่น ๆ นั้นไม่รู้เลยค่ะ ส่วนอาการของไทรซ์ซังถ้าตอนนี้อาการยังคงทรง ๆ อยู่ก็คงต้องปล่อยไปแบบนี้ก่อนค่ะ แต่ถ้าอาการทรุดลงไปมากกว่านี้เราถึงจะยอมเสี่ยงให้ไทรซ์ซังกินค่ะ” นินจาสาวอธิบาย          “อืม.. ฉัน.. ชื่อใจเธอนะ ฝากชีวิตพี่ชายของฉันด้วย” อารมณ์ของไบซ์ดูจะสงบลง ก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติแต่สายตานั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความเว้าวอน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับโพซิเออร์ที่ยืนแอบอยู่ด้านหลัง          “งั้นเรามาประชุมวางแผนช่วยเหลือเจ้าพวกลูกสมุนองค์กรออกมากันก่อนเถอะ ถ้าเราทำสำเร็จเรื่องนี้ก็จะจบโดยสมบูรณ์ แล้วเราก็จะได้ข้อมูลจากคนของตระกูลที่มีข้อมูลต้นออก้าเพื่อมาช่วยไทรซ์ด้วย” พลเอกหนุ่มแห่งกองทัพสหรัฐเรียกรวมทุกคนในกลุ่ม..          ส่วนทางด้านของเหล่าเดอะดาร์คอัลฟาเบต ณ อาคารเมลฟิลด์ที่ช่วงชิงมาจากเอ็ดเวิร์ด..           ในช่วงเย็นหลังจากที่ทุกคนกลับมาพร้อมหน้ากันที่โถงกลางแล้ว          “ผิดแผนไปหมด.. พวกมันได้เลือดมาจากกลุ่มของเซียวซินฉีได้ยังไงกัน!? เต็มที่ก็น่าจะได้แค่ใช้พลังอวัยวะพิเศษของยัยล่องหนนั่นหายตัวหนีหัวซุกหัวซุนออกมาแค่นั้นแท้ ๆ ” ดันทัวร์พูดต่อหน้าเหล่าสมุนด้วยอาการหัวเสีย          “แต่ไม่เป็นไร.. เลือดขวดแค่นั้นคงทำอะไรได้ไม่มากนัก น่าจะแค่ยืดเวลาตายของพวกมันไปได้อีกไม่กี่วัน และฉันก็ได้ตำรานี่มาแล้วด้วย..” ชายผู้ร้อนรุ่มอารมณ์เย็นลงเล็กน้อยหลังจากคิดถึงความได้เปรียบของฝ่ายตนเอง          ก่อนที่ความโกรธเกรี้ยวของเขาจะกลับมาอีกครั้ง “แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเจ? ใครรู้บ้าง!” ดันทัวร์เริ่มพูดพลางส่งสายตายไปยังซีรินญ่าและโน้กซึ่งตามแผนแล้วพวกเขาต้องอยู่ที่ปราสาท          โดยใบหน้าของซีรินญ่านั้นนิ่งเรียบ.. เธอส่ายหัวปฏิเสธด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับโน้ก ที่ดูลุกลี้ลุกลนอย่างมากจนผิดสังเกต          นั่นจึงทำให้ดวงตาอันเหี้ยมเกรียมของดิเอ็มเพอร์เรอร์จับจ้องไปยังหนุ่มนักชิมไวน์เพียงคนเดียว “มะ..มันน่าจะยังหมดสติอยู่ครับ..” เดอะซีลมาสเตอร์ก้มหน้าก้มตาพูดเสียงสั่น          “แล้วทำไมมันถึงหมดสติล่ะวะ!!??” แวมไพร์เลือดร้อนตะคอกใส่หน้าโน้ก          “มัน..ขัดคำสั่งผมครับ ผมเลยใช้ลิ้นรัดคอมันจนหมดสติ” ชายชาวอิตาลีก้มหน้ามือกุมต่ำเตรียมใจรับชะตากรรมอันเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขา          “โธ่เว้ย!!! แกคิดว่าแกเป็นใครถึงกล้ามาออกคำสั่งกับลูกน้องของฉัน! แกนี่มันตัวถ่วงจริง ๆ ! ทำเสียเรื่องไปหมดทุกอย่าง ถ้าไม่ติดว่าลิ้นของแกผนึกพลังไอ้เอ็ดเวิร์ดได้ ฉันฆ่าแกทิ้งไปแล้ว ไอ้สวะเอ๊ย! ไสหัวไปซะ!! จะไปไหนก็ไปไปให้พ้น ๆ หน้าฉันเดี๋ยวนี้!!” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ระเบิดโทสะก่อนจะชี้นิ้วไล่ตะเพิดลูกน้องผู้จงรักภักดีของเขา          “ครับ!” แรงค์จีแห่งองค์กรอักขระแห่งความมืดผู้มีใบหน้าสุดเศร้าตอบรับพลางเดินก้มหน้าก้มตาออกไปอย่างรวดเร็ว..          “ส่วนพวกแกที่เหลือจงฟัง พวกที่ยังบาดเจ็บให้พักรออยู่ที่ห้องจนกว่าเฮชจะสามารถใช้พลังได้ แล้วก็ไล่รักษาตามแรงค์.. เจ้าไอพยายามใช้ศอกของเธองอกไอ้สมุนไพรนั้นออกมาให้ได้ ไม่ต้องออกไปเอามันด้วยตัวเองเพราะพวกมันอาจจะดักเล่นงานอยู่ ส่วนไอ้เอ็ดเวิร์ดให้เอามันไปขังไว้ที่เดิม!” ดันทัวร์หันไปสั่งคนที่ตามเขาออกไปไล่ล่าพวกของเกษมในตอนเช้าที่ผ่านมา ก่อนเดินเข้าห้องของเขาไปด้วยความไม่สบอารมณ์          แต่เมื่อถึงห้องแวมไพร์หนุ่มก็อารมณ์เย็นลงเล็กน้อยพลางมองไปยังตำราออแกเนียนที่ถืออยู่ในมือ ก่อนจะเปิดมันขึ้นอ่าน “ชิ.. อย่างน้อยก็ยังพอจะมีเรื่องดี ๆ อยู่บ้าง” ชายผิวซีดนึกในใจ          เขาศึกษามันไปสักพักจนได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก.. “ห้องลับของตึกเมลฟิลด์ อย่างนั้นเหรอ?” ดันทัวร์เพ่งพิจารณาไปยังภาพสามมิติที่พวยพุ่งขึ้นมาจากตำรา ซึ่งภาพนั้นเป็นการจำลองโครงสร้างของตึกรูปทรงมนุษย์ที่เขากำลังอาศัยอยู่ตอนนี้อย่างละอียด “ออกาเน็มของเราต้องอยู่ในนั้นแน่ ๆ ” เขาเอ่ยออกมาเสียงเบา          “คิดไว้แล้วว่ามันต้องมีห้องแบบนี้อยู่ ส่วนสุดท้ายของอาคาร ส่วนสมอง..” ดิเอ็มเพอร์เรอร์เดินไปยังนาฬิกาเรือนเก่าที่ติดอยู่กับผนังห้อง ก่อนจะปรับหน้าปัดนาฬิกาให้เข็มยาวหมุนไปอยู่ตำแหน่งที่เกือบจะถึงเลขหก และเข็มสั้นไปอยู่ในตำแหน่งที่อยู่เกือบกึ่งกลางระหว่างเลขสิบเอ็ดและเลขสิบสอง ถ้าเทียบเป็นเวลาก็คือ 23.29 น. หลังจากนั้นเขาก็กดปุ่มตรงกลางที่เป็นดั่งหมุดปักเพื่อให้เข็มสั้นและเข็มยาวติดอยู่กับหน้าปัดนาฬิกา “กึ่ก..”          เมื่อดันทัวร์ทำตามวิธีที่ในตำราแนะนำเพื่อให้ไปถึงห้องลับเสร็จสิ้น ฉับพลันนาฬิกาเรือนเก่าเรือนนั้นก็ค่อย ๆ กลับกลายร่างของตัวเองจนเป็นประตูไม้รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดความกว้างและยาวเท่ากันที่สองเมตรครึ่ง          แม้เบื้องหน้าจะมืดสนิทจนดูน่ากลัว แต่แวมไพร์หนุ่มก็ไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปด้วยความเด็ดเดี่ยว..          และเมื่อเท้าสัมผัสโดนพื้นด้านใน คบเพลิงที่ติดกับผนังด้านข้างก็เกิดเปลวไฟขึ้นโดยอัตโนมัติ ด้านหน้าของดันทัวร์ในตอนนี้ปรากฏเป็นบันไดไม้วนทอดสูงขึ้นไปยังด้านบน          ดิเอ็มเพอร์เรอร์เดินตามทางของบันไดนั้นไปจนสุดทาง และเมื่อเท้าของเขาเหยียบขึ้นไปที่บันไดขั้นสุดท้าย เปลวไฟที่มีหน้าที่คอยให้แสงสว่างในห้องลับก็ลุกโชนขึ้นทันที!                ภาพที่ผู้ใฝ่หาออกาเน็มของตนเห็นก็คือโถงรูปทรงเดียวกับสมอง ขนาดของมันพอเหมาะไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่กระอักกระอ่วนเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลวดลายตามผนังห้องที่มีรอยริ้ว ๆ ขดกันไปมายึกยือราวกับเป็นรอยหยักของสมอง หรือจะเปลวไฟสลัวที่อยู่ ๆ รอบ อีกทั้งยังมีกลิ่นอับของห้องที่ทำให้รู้ว่าไม่ได้ถูกใช้งานมาเป็นเวลานานมากแล้ว ซึ่งทำให้ห้องลับห้องนี้น่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก..          ดันทัวร์เดินเข้าไปสอดส่องด้านในจนทั่วก่อนที่ดวงตาของเขาจะถูกสะกดให้จับจ้องไปยังสิ่ง ๆ หนึ่ง.. มันคือดาบที่มีด้ามจับสีดำเงาราวกับอัญมณี ที่กันดาบและฐานเป็นสีทองอร่ามสลักด้วยลวดลายอันวิจิตรสวยงาม ใบดาบคมกริบเป็นสีเงินส่องประกาย มีอักษรตัวเขียนภาษาอังกฤษลายเขียนแบบเดียวกับที่สนับมือของไทรซ์สลักไว้ตรงโคนของใบดาบว่า ‘The Excalibur Sword of speech’ มันถูกปักแน่นอยู่บนศิลาธรรมดา ๆ ที่สูงเพียงแค่เอว แต่ทุกคนก็ย่อมรู้ดีว่ามีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถดึงดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ออกมาได้           “นี่น่ะหรอดาบในตำนาน.. ออกาเน็มของเอ็ดเวิร์ด อาร์เธอร์ สปีช เพิ่งจะเคยเห็นของจริงเป็นครั้งแรกนี่แหละ.. สง่างามจริง ๆ ” แวมไพร์หนุ่มยื่นหน้าเข้าไปพินิจยังดาบเล่มสวยที่ความเงางามของใบดาบกำลังสะท้อนหน้าของเขา          หลังจากถูกความงดงามของเดอะเอ๊กซ์คาลิเบอร์ดึงดูดความสนใจอยู่ได้พักใหญ่ แวมไพร์หนุ่มก็นึกขึ้นได้ว่าเขามาที่แห่งนี้เพื่อของอีกสิ่งหนึ่ง และเมื่อคิดได้.. ดันทัวร์จึงดึงตัวเองออกจากดาบวิเศษเล่มนั้นทันทีก่อนจะตามหาออกาเน็มของเขาต่อไป          ชายผิวซีดเดินไปจนสุดห้องโถงก่อนจะเจอหลืบเล็ก ๆ ที่น่าสงสัย ซึ่งเขาก็ไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปสำรวจในซอกนั้น และรอยยิ้มของเขาก็ได้เบิกกว้างขึ้นในทันทีที่ได้เห็นสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า “ในที่สุด.. เราก็กลับมาเจอกันอีกครั้งจนได้” ดันทัวร์พูดพลางมองไปยังผ้าคลุมปกตั้งที่ถูกทอด้วยใยไหมสีโกเมนซึ่งกำลังแขวนอยู่บนตะขอติดผนัง ลักษณะของเนื้อผ้าดูเงางามและนิ่มลื่นชวนให้หลงใหล ใครเห็นเป็นต้องอยากลองสัมผัสมันดูสักครั้ง ตรงรอบคอปกมีอักษรตัวเขียนภาษาอังกฤษลายมือแบบเดิมถูกปักด้วยเส้นไหมสีทองด้วยคำว่า ‘Tepes’ อันเป็นชื่อสกุลของดันทัวร์           ดิเอ็มเพอร์เรอร์คว้ามันมาในทันทีแต่กลับยังไม่สวมใส่ แวมไพร์หนุ่มพาดผ้าคลุมนั้นไหวที่ท่อนแขนก่อนจะเดินกลับลงไปยังห้องส่วนปาก          หัวหน้าองค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบตมองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีพระอาทิตย์สีส้มเข้มดวงโตกำลังอัสดง..  “มันจะโชคดีอะไรอย่างนี้ คืนนี้เป็นคืนจันทร์สีเลือดซะด้วย.. ถ้าใช้ออกาเน็มในคืนนี้พลังของมันจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ” เขาคิดในใจก่อนจะเดินออกไปป่าวประกาศสารสำคัญให้กับเหล่าลูกน้องของเขาได้รับทราบ          “หลังจากตอนนี้ไป พวกแกห้ามรบกวนฉันเป็นอันขาด และในคืนนี้ตอนเที่ยงคืนตรง ฉันมีของขวัญจะมอบให้กับพวกแกทุกคน ตอนนี้พวกแกก็เฝ้าเวรยามให้มันดี ๆ ล่ะ เผื่อพวกมันจะบ้าลักลอบเข้ามา” ดันทัวร์เรียกประชุมองค์กรอีกครั้ง ก่อนจะประกาศกร้าวต่อหน้าลูกสมุนทุกคนพลางเดินกลับเข้ายังห้องส่วนปาก           “รอก่อนเถอะ.. หลังจากเสร็จพิธีกรรมนี้ไอ้เลือดวิเศษที่พวกแกได้มามันก็จะไม่สามารถใช้ทำอะไรพวกเด็ก ๆ ของฉันได้อีกแล้ว!” ดิเอ็มเพอร์เรอร์แสยะยิ้มอย่างมั่นใจ          และเมื่อถึงห้อง.. เขาก็ได้กางตำราออกอีกครั้งเพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมที่มีเงื่อนไขพิเศษในการใช้ ซึ่งพิธีกรรมนี้สามารถใช้ได้เฉพาะออกาเน็มของตระกูลเทเปสในคืนที่มีพระจันทร์สีเลือดเท่านั้น          แวมไพร์หนุ่มเปิดผ้าม่านตรงหน้าต่างห้องออกเพื่อรอรับแสงจันทร์ ก่อนที่จะเดินกลับมาตรงกลางห้องแล้วใช้ฟันเขี้ยวอันแหลมคมกรีดแขนตัวเองจนเลือดไหลหยดลงเต็มพื้น           เขาใช้เลือดสด ๆ ของตนเองวาดรูปวงแหวนเวทย์ขึ้น ก่อนจะนำผ้าคลุมซึ่งเป็นออกาเน็มไปวางไว้ตรงกลางวงเวทย์  เช่นกันกับตัวเขาที่เปลื้องผ้าหมดจนเปลือยเปล่าเพื่ออาบแสงจันทร์.. ทุกอย่างที่ดันทัวร์ทำตรงตามที่ตำราบอกแบบไม่มีผิดเพี้ยน

                    และเมื่อแสงจันทร์สีเลือดส่องกระทบบนผิวกายอันซีดเซียวพิธีกรรมนั้นก็เริ่มแสดงผล สีบนร่างของเขาค่อย ๆ เริ่มเปลี่ยนไปอย่างพิลึกมันเริ่มจากการเป็นสีชมพูอ่อน ก่อนที่จะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นสีแดงเข้มและสะท้อนแสงวิบวับเปล่งประกายราวกับทับทิมที่เป็นอัญมณีสีเลือด..พิธีกรรมอันน่าสะพรึงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อรอให้ครบตามเวลาที่ในตำรากำหนด..