บทที่ 4 ความตายสีขาว
เสียงหวีดหวิวของลมหนาวที่พัดมานั้นแหลมคมราวกับใบมีดนับพันเล่มที่เชือดเฉือนบาดลึกกรีดกรายแทรกซึมความเ็ปลงไปเกาะกุมหัวใจให้ไร้ความรู้สึก ก่อเกิดเป็ความเยือกเย็นเหลือคณาที่เสื้อขนสัตว์และเกราะทหารอัลต้าสูทสีเงินเก่าแก่ตัวนี้ก็มิอาจต้านทานไว้ได้
ฤดูหนาวแห่งดินแดนโมโนฮันนั้นขึ้นชื่อว่าโหดร้ายทารุนมาก จนได้ฉายยาว่ายมฑูตสีขาวแห่งแดนเหนือเพราะเมื่อถึงยามลมหนาวพัดมาคราใด ก็มิวายมีข่าวคนหนาวตายทุกครั้งไป
ผมจ้องมองไปยังเปลวไฟในกระถางคบเพลิง มันเป็เพียงความอบอุ่นสายเดียวที่ผมสามารถยึดถือเอามาไว้เป็ของตัวเองได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ เพราะตอนนี้ดูเหมือนระบบทำความร้อนของอัลตร้าสูทมือสองจากนายทหารคนเก่าที่ตายไปแล้วจะขัดข้องนิดหน่อย
เห่อ..คิดแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมายาวๆระบายความเครียด เสร็จงานนนี้คงต้องเอาไปให้กรมสรรพวุธตรวจดูอีกครั้ง
เปลวสีส้มสลับกับสีน้ำเงินลุกโชนกระพริบพลิ้วไหวท่ามกลางปุยหิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมาอย่างองอาจทรนง ต่างกับตัวผมที่ยืนตรงกำหอกสีทองที่สามารถยิงแสงเลเซ่อและใช้เป็อาวุธระยะประชิดได้ ไว้ข้างกายนิ่งจนแทบจะไม่ขยับตัว
“…” ทั้งๆ ที่คืนนี้เป็วันเกิดของตัวเอง แต่กลับต้องมายืนยามอยู่เวรรักษาความปลอดภัยให้เธอผู้สูงศักดิ์และงดงามคนนั้นซะได้
ผู้พันนะผู้พัน ทำไมถึงได้โหดร้ายกับลูกน้องทหารน้อยอย่างผมแบบนี้ ถึงจะได้เบี้ยหวัดเป็สองเท่าก็เถอะ แต่อากาศหนาวๆ แบบนี้ขอนอนห่มผ้าอุ่นๆ อยู่ห้องซดน้ำซุปกระดูกหมูร้อนๆ ดูหนังผู้ใหญ่ ประดิษหุ่นยนต์โดรนที่ค้างไว้ให้เสร็จทันก่อนฤดูหนาวนี้น่าจะดีกว่า เพราะหากป่วยเป็หวัดมาค่ารักษาคงมากกว่าเงินที่ได้หลายเท่า และที่สำคัญเวลาที่เสียไปตอนนอนป่วยอยู่บนเตียงก็แทบจะประเมินค่าไม่ได้เลย
แม้ผมจะเป็ทหารยศร้อยตรีแต่มันก็เป็ยศต่ำสุดของสายบังคับบัญชา เพราะถึงจะมีลูกน้องในบังคับบัญชาแต่ก็มีทหารเพียงแค่หนึ่งร้อยนายเท่านั้น แถมจ่าแก่ๆ อีกคนมาพูดกวนตีนให้ปวดประสาทอีกต่างหาก ฮ่าฮาๆๆ
แต่ถึงจะยศแค่นี้ ก็อย่าได้ดูถูกฝีมือผมเชียวนะ เพราะหากไม่แน่จริงคงไม่ได้ถูกรับเลือกมาเฝ้าหน้าห้องของบุคคลสำคัญเช่นนนี้ หึหึหึ ฟังดูอาจจะดูเหมือนพูดปลอบใจตัวเอง แต่ถ้าไม่คิดแบบนี้ก็คงปวดใจตายแน่ เพราะพวกยศร้อยตรีที่ไหนกันมาเฝ้าหน้าตึกเป็ยามแบบนี้กันเล่า
คงเป็เพราะในบรรดาทหารยศร้อยตรีผมมีอายุน้อยที่สุดเพียงแค่สิบเก้าปีเท่านั้นเอง ถือว่าน้อยที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์ของอาณาจักรนี้บันทึกไว้ก็ว่าได้ เพราะเกือบทั้งหมดของพวกร้อยตรีจะมีอายุเริ่มที่ยี่สิบห้าปีเป็อย่างต่ำ แต่ด้วยความเก่งกาจและอัฉริยะของผมทำให้สามารถผ่านการทดสอบด้านต่อสู้และความรู้เื่การรบได้อย่างรวดเร็ว มันเป็ข่าวฮือฮาไปทั่วเมืองหลวงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเงียหายไปเพราะข่าวใต้เตียงดารา
ผู้คนต่างยกย่องสรรเสริรญและพยายามจะให้ลูกๆ ของพวกเขาเอาผมเป็แบบอย่าง แต่ในวงการทหารการทำแบบนี้ถือว่าข้ามหัวข้ามหางกันมากไม่สิต้องเรียงว่าเหยียบหางพวกมันถึงจะถูก
ทหารรุ่นพี่พวกมันไม่มีใครยอมรับผมเลยสักคนขนาดจะไปเบิกชุดเกราะประจำตำแหน่งมันยังเอาเกราะมือสองใช้แล้วมาให้ผมเลยคิดดูสิ และเมื่อผมเข้ารับตำแหน่งในวันแรกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็คือให้มายืนยามอยู่ห้องของเธอนี่แหละ คิดไปคิดมาแล้วก็แค้นใจทำไมระบบราชการห่วยๆ ต้องมาปิดกั้นคนเก่งๆ ไม่ให้เจริญในหน้าที่การงานแบบนี้ด้วยนะ
ท่ามกลางกระแสความคิดที่ฟุ้งซ่านออกไปไกลของผมที่หมุนวนอยู่ในหัว ก็พลันมีเสียงใสๆ ของสาวงามอายุราวยี่สิบปีดังแว่วออกมาจากประตูกระจกเลื่อนทางเข้าทรงสี่เหลี่ยมสลักรูปหงส์สวยงามสีน้ำตาลตามแบบของราชวงค์จีนโบราณ
เส้นผมดำเงางามของเธอนั้นถูกม้วนมัดขึ้นเป็ทรงรองรับกับใบหน้ารูปเรียวได้อย่างลงตัว มันเป็ความงดงามที่สมบูรณ์แบบของหญิงในชุดฮั่นฟูสไตล์จีนที่หนุ่มเกือบทั้งโลกหมายปอง และผมเองก็เป็หนึ่งในนั้น
“ผู้กอง นี้ซุปร้อนๆ จะได้หายหนาว..เห็นยืนตัวสั่นเฝ้าอยู่มาั้แ่่หัวค่ำแล้ว คงจะหนาวแย่”
“คะๆ..ครับ...ขอบคุณองค์หญิงมาก” ผมหนาวจนแทบจะเปล่งเสียงออกไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็พยายามสุดขีดที่จะกล่าวขอบคุณเธอสักหน่อย เพราะเธอคือนางฟ้า..นางฟ้าตัวเป็ๆ ที่มีรอยยิ้มอันงดงาม แม้จะไม่งามเท่าหลิวเฟยที่เป็ดาราหนังจีนในโปรแกรมฝันของผมก็เถอะ
เธอยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบชามใหญ่สีขาวที่มีน้ำซุปกระดูกหมูชิ้นหนาอยู่ในนั้นมาให้ผมเองกับมือ ทั้งๆ ที่ด้วยตำแหน่งของเธอเองสามารถสั่งสาวใช้สองคนที่อยู่ในนั้นเอามาให้ก็ได้ แต่ก็อย่างว่า นางฟ้าผู้นี้นอกจากจะสวยแล้วเธอยังมีจิตใจงดงามอีกด้วย
“สุขสันต์วันเกิดนะ.ผู้กอง.^^..”
“..” ห๊ะ! ...เธอกล่าวประโยคที่ผมไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ยินออกมา พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่สุดแสนหวานมาฉุดกระชากเอาหัวใจของผมไปอยู่กับเธอในทันที ผมได้แต่ยื่นนิ่งอั้มอึ้งใหวั่นไหวจนแทบพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้งๆ พร้อมกับทำท่าเกาหัวเบนหน้าหันไปทางอื่นแก้เขินอย่างโง่เขลา
อุส่าห์จะได้มีโอกาสคุยกับนางฟ้าประจำวังหลวงซะแล้วเชียว แต่ก็ได้แต่ยืนนิ่งและปล่อยให้รอยยิ้มนั้นหายกลับเข้าไปในห้องโดยที่ไม่ได้พูดอะไรกับนางเลยสักคำ
“…” บ้าเอ้ย หัวใจจะวายตายอยู่แล้ว แต่ก็นะ..วันเกิดครบรอบสิบเก้าปีนี้ ช่างวิเศษเสียเหลือเกิน เพราะผมคงจะเก็บรอยยิ้มนี้ไปนอนฝันหวานได้อีกหลายคืนเลยเชียวละ
ว่าแต่..นางผู้สูงศักดิ์แสนงดงามผู้นี้รู้วันเกิดของทหารน้อยผู้ต๊อกต๋อยอย่างเราได้ยังไงกันเนี้ย..เอ..สงสัยคงเป็ฟู่ๆ สาวรับใช้ของนางที่มาจากหมู่บ้านเดียวกับผมแน่เลย ที่เป็คนบอกนาง
แต่เอ๊ะ ยัยนั้นจำวันเกิดของเราได้ด้วยเหรอ..หืม!..ปีที่แล้วไม่เห็นมีของขวัญมาให้กันเลยนะ แบบนี้กลับหมู่บ้านเมื่อไหร่เดี๋ยวจะแกล้งให้เข็ดเลยคอยดู หึหึหึ
ผมวางหอกพิงไว้กับกระถางคบเพลิง ก่อนจะใช้มือที่ว่างจากการถืออาวุธมาโอบรับเอาความอบอุ่นจากถ้วยน้ำซุปที่อยู่ในมือ และไม่รอช้าจับมันขึ้นมายกซดทันทีเพราะหากปล่อยไว้นานเดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย
“ซู๊ด..จั๊บๆๆ.” ฮืม..อร่อยเป็บ้า อร่อยที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้ได้เคยกินซุปมาเลย มันคงเป็ซุปที่ใช้วัตถุดิบพิเศษทำขึ้นมาเพื่อคนชั้นสูงในวังแน่ๆ โห..เราเองก็มีวาสนาเหมือนันนะเนี้ย..ช่างเป็ของขวัญวันเกิดที่ล้ำค่าเสียจริงๆ
“อ่าห์..” ผมเอนหน้าขึ้นฟ้าและพ่นไอร้อนออกมาจากปากด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจอยู่ดีๆ ร่างกายที่แข็งจนแทบจะตายด้านก็กลับมากระปรี่กระเปร่าและสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกคงเป็เพราะสมุนไพรที่ต้มใส่กับน้ำซุปกระมัง หรืออาจเป็เพราะตอนนี้ร่างของทหารตัวน้อยอย่างผมรู้สึกอุ่นทั้งกาย อุ่นทั้งใจ และกำลังมีความสุขอยู่ก็ได้อิอิ..
“.. ” แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ดีๆ ก็รู้สึกแสบท้องขึ้นมาละ..
“อะ..ซี๊ด..โอ๊ย..” ผมทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นแทบจะทันที มือสองข้างกุมท้องไว้แน่น มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังกัดกินเนื้อกระเพาะของผมอยู่ สร้างความเ็ปและแสบร้อนในท้องของผมเป็อย่างมาก
“เฮือก..! ฟรู๊ด..” เืสีแดงของผมพุ่งกระจายออกจากปากรดราดลงไปใสพื้นหิมะสีขาวจนดูเหมือนกับน้ำแข็งใส่ที่ถูกราดด้วยน้ำหวานข้นสีแดง
“…” ซุปถ้วยนั้น..ยาพิษ..มันต้องมียาพิษอยู่แน่ๆ..
นี่นางวางยาข้าทำไมกัน..ไม่สิ..นางต่างหากที่ถูกคนชั่วปองร้ายและใส่ยาพิษมาในถ้วยซุปนั่น..
หึ..คงเป็เพราะความเมตตาของนางสินะที่ทำให้นางรอดตาย และเป็เวรกรรมของผมที่ต้องมารับเคราะห์แทน แต่ก็ช่างมันเถอะ..ตอนนี้ถึงยังไงผมก็พร้อมยอมตายแทนเธอคนนี้อยู่แล้ว ดีแล้วละหากคนที่จะต้องจากโลกนี้ไปเป็ผม # มึงจะพระเอกไปไหนเนื้ยจะตายอยู่แล้วนะเฟ้ย
“อร๊าก.เฮือก...ช่วยด้วย..ช่วยผมด้วย” ผมพยายามส่งเสียงร้องและใช้แรงที่เหลืออันน้อยนิดทุบประตูดัง ปึ๊ง..
“ว๊าย..ตายแล้ว..เ้าเป็อะไรนะ..ท่านหญิงท่านหญิงแย่แล้วค่ะแย่แล้ว..”เป็เสียงของฟู่ๆ เองที่ร้องโหวกเหวกโวยวาย ตอนนี้สีหน้าของนางซีดขาวราวกระดาษก็มิปาน
“หะ..แย่แล้ว..พวกเ้ารีบไปตามหมอหลวงมาเร็ว..”
อ่าห์ในที่สุด นางฟ้าของผมก็มาจนได้ มือของนางที่ััหัวผมอยู่ตอนนี้ช่างนุ่มเหลือเกิน ไหนจะเป็กลิ่นหอมของเนื้อตัวนางอีก # จะตายอยู่แล้วยังหื่นได้อีก
โอ๊ย..แต่ว่าแสบท้องชมัด..เฮือก..
อยู่ดีๆ ภาพนางฟ้าที่ก้มหน้ามามองอยู่ก็ดับวูบไป..กลับกลายเป็ความมืดและความว่างเปล่า มันคือ่เวลาวินาทีสุดท้านของผมบนร่างนี้ ... ก่อนจะฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้งในที่ๆ เต็มไปด้วยความมืดมิด...