ในเวลา่บ่ายแก่ๆ ของวัน รถเก๋งสีขาวขนาดกลางเลี้ยวเข้าไปในโรงจอดรถของบ้านสองชั้นสไตล์ตะวันตกหลังงามลักษณะกลางเก่ากลางใหม่ที่ผันผ่านไปตามกาลเวลาเสียงของเครื่องยนต์ดับลง หญิงสาวเ้าของร่างสูงเพรียวเดินลงมาจากรถคันนั้นด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเธอเดินตรงไปเปิดกระโปรงท้ายรถเพื่อหยิบถุงวัตถุดิบทั้งหลายที่ได้จากการแวะไปห้างก่อนถึงบ้านเนื่องด้วยวันนี้เป็วันพิเศษของเธอ หญิงสาวจึงได้ซื้อของสดมาจำนวนมากมายหลากหลายอย่างจนเต็มไม้เต็มมือ
“วันนี้ลางานเหรอพริม?”แม่หันมาถามเธอขณะที่มือกำลังยุ่งง่วนกับการจัดกระถางดอกไม้หน้าบ้าน สีหน้าของแม่ดูเรียบเฉยไร้ซึ่งอาการดีอกดีใจใดๆเป็เื่ปกติของแม่เธออยู่แล้ว
“ใช่ค่ะพริมซื้ออาหารทะเลมาเยอะเลย เดี๋ยวทำเมนูซีฟู๊ดให้ทานเย็นนี้ พ่อกับแม่คงไม่ได้ออกไปไหนใช่ไหมคะ?”พริมส่งรอยยิ้มกว้างพร้อมกับยกถุงวัตถุดิบในมือให้แม่ดู เธอวางแผนไว้ว่าเมื่อไปถึงห้องครัวก็คงจะต้องเริ่มทำอาหารเลยเพราะเมนูที่เธอคิดไว้นั้นมีเยอะจริงๆ
“ไม่หรอกพอดีเลย แม่อยากถามอะไรสักหน่อย” แม่วางอุปกรณ์ทำสวนทุกอย่างในมือลงก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ถามอะไรคะ?”รอยยิ้มของพริมจืดจางลงเล็กน้อย เธอเอียงคอขมวดคิ้วสงสัยไปกับน้ำเสียงและท่าทีของมารดา
“พริมจะไปเรียนต่อเฉพาะทางอะไรดีลูก?”ดวงตาของแม่จ้องมองมายังเธอเขม็งเพื่อรอคอยคำตอบ
“เอ่อ”คำถามจากมารดาพาให้หญิงสาวนิ่งงันไป พริมเสมองไปทางอื่นไม่กล้าสบตากับคนตรงหน้า คงเป็เพราะเธออ้ำอึ้งอยู่นานไม่ยอมตอบแม่จึงขยายความต่อ
“คุณครูรจนาเล่าให้ฟังว่าลูกชายกำลังจะไปเรียนต่อเป็หมอกระดูกอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าว่างั้น ปีนี้ลูกทำงานใช้ทุนครบแล้วใช่ไหมได้ลองไปติดต่อเื่เรียนเฉพาะทางหรือยัง?” คุณครูรจนาคือเพื่อนสนิทที่อยู่ในแวดวงสังคมของมารดาเธอทุกครั้งที่พริมกลับมาเยี่ยมบ้านก็จะได้ยินแต่แม่เล่าเื่ลูกชายของคุณครูรจนาให้ฟังเสมอในเชิงชื่นชมและเปรียบเทียบแน่นอนว่า นั่นทำให้พริมรู้สึกอึดอัด แต่เธอโตพอที่จะเลือกปล่อยผ่านไปได้ตลอด
“พริม...คือ...ยังไม่มีสาขาที่ชอบเลยค่ะ”เธอเลือกที่จะตอบแบบเลี่ยงๆ ไปก่อน หญิงสาวทราบถึงเจตนาของแม่ดี ท่านอยากให้เธอเจริญเติบโตในหน้าที่การงานเพื่ออนาคตที่มั่นคงและเป็บุคคลที่น่ายกย่องมีหน้ามีตาในสังคม เพราะแม่คอยพร่ำบอกกับเธอเช่นนี้เสมอมาั้แ่เล็กจนโต
“งั้นภายในปีหน้าก็ต้องรีบหาที่เรียนไว้นะลูกเป็หมอเฉพาะทางยังไงก็ดีกว่าอยู่แล้ว” เป็อีกครั้งที่พริมต้องแบกรับความคาดหวังจากบุพการีส่วนหนึ่งเพราะเธอเป็ลูกคนเดียว และพ่อกับแม่ก็เป็ถึงข้าราชการตำแหน่งใหญ่การรักษาหน้าตาของครอบครัวจึงเป็สิ่งที่เธอถูกปลูกฝังในหัวมาโดยตลอด แม้ว่าที่ผ่านมาเบื้องลึกภายในใจของหญิงสาวอยากจะต่อต้านขนาดไหน แต่พริมก็ไม่อาจปฏิเสธความ้าของพ่อและแม่ได้นั่นคงเพราะเธออยากเห็นพวกท่านมีความสุขมากกว่า
“...ค่ะ”พริมตอบแม่เสียงแ่ดูไม่เต็มใจ ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหอบข้าวของพะรุงพะรังตรงเข้าไปยังห้องครัวด้วยความที่ไม่อยากจะสนทนาเื่นี้ต่อ
ท่ามกลางบรรยากาศระหว่างมื้ออาหารยามเย็นบนโต๊ะเต็มไปด้วยเมนูอาหารทะเลหลากหลายชนิดสีสันน่ารับประทานพร้อมยังส่งกลิ่นหอมอบอวลชวนน้ำลายสอพ่อและแม่ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารตรงหน้าเงียบๆ ไม่ได้สนทนาอะไรกันมากนักซึ่งเป็เื่ปกติสำหรับครอบครัวของเธอ
พริมตักอาหารเข้าปากอย่างอ้อยอิ่งดวงตาของหญิงสาวเหม่อมองไปยังจานข้าวตรงหน้าอย่างไร้จุดหมายมือจับด้ามช้อนส้อมไว้แน่น สาเหตุที่เธอลางานเพื่อกลับบ้านวันนี้เพราะว่า เธอมีเื่หนึ่งที่อยากจะบอกพ่อกับแม่เป็เื่สำคัญที่สุดในชีวิตหลังจากได้ทบทวนและเตรียมตัวกับตัวเองมานาน พอมาถึงวันที่ต้องพูดจริงๆกลับดูไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้
แต่เสียอย่างไรแล้วสุดท้ายพ่อกับแม่ก็ต้องรู้อยู่ดี เธอมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่า พวกท่านจะเข้าใจและยังคงสนับสนุนเธอเมื่อได้ข้อสรุปกับตัวเองดังนั้น พริมสูดหายใจเข้าลึกเรียกความกล้าออกมาก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงแ่
“พ่อคะแม่คะ คือว่า...พริมยื่นใบลาออกแล้วนะ” สิ้นคำพูดของเธอ สองคนตรงหน้าหยุดชะงักทันใดพ่อเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอนิ่งพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าของท่านเต็มไปด้วยคำถามส่วนแม่ก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก
“จะออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนเหรอ?”พ่อถามขึ้นหลังจากพยักหน้าให้เธอเบาๆ ก่อนจะกลับไปรับประทานอาหารตรงหน้าต่อ
แต่ทว่าพ่อต้องเงยหน้าขวับขึ้นมาอีกครั้งเมื่อบุตรสาวเอ่ยประโยคถัดมา
“พริม...ไม่อยากเป็หมอแล้ว”เธอเอ่ยเสียงสั่น ความรู้สึกอึดอัดที่ถูกสั่งสมมานานทำให้หญิงสาวไม่ลังเลที่จะพูดประโยคนี้ออกมา
“อะไรนะ?!” แม่ถามเสียงแข็งคิ้วของแม่ขมวดแน่น คงจะกำลังคิดว่า ตนเองได้ยินผิดไป
“แล้วแกจะออกไปทำอะไร?!” จบคำพูดของแม่ได้ไม่นานพ่อก็ตะคอกถามต่อทันทีสีหน้าของบิดาบึ้งตึงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“พริมอยากเป็เชฟทำอาหาร”เธอตอบเสียงแ่ หลังจากได้เห็นปฏิกิริยาที่ผิดคาดจากบุพการีแล้วหัวใจของเธอพลันหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม ดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำร้อนผ่าว ริมฝีปากบางเริ่มสั่นระริก
“เพ้อเจ้ออะไรของแก! เป็เชฟแล้วมันดีกว่าหมอตรงไหน?!” เป็แม่ที่ขึ้นเสียงถามบ้างบรรยากาศระหว่างมื้ออาหารที่เคยเงียบสงบเยือกเย็น บัดนี้เต็มไปด้วยไฟโกรธาแผดเผา
“แต่หนูเหนื่อยมากมันไม่ไหวแล้ว” น้ำเสียงของพริมสั่นเครือ เธอเงยหน้ามองบุพการีผ่านม่านน้ำตา อยากให้พ่อและแม่เข้าใจความทุกข์ของเธอบ้างการเป็หมอในโรงพยาบาลรัฐนั้นต้องเสียสละทั้งแรงกายและแรงใจอย่างหนัก เป็เื่จริงที่เธอรู้สึกอิ่มเอมใจและมีความสุขเสมอเมื่อได้เห็นคนไข้ของเธอหลุดพ้นจากความทุกข์และความเจ็บป่วยทว่าเมื่อหันกลับมามองตนเองแล้วก็ต้องรู้สึกผิดต่อคนไข้ทุกครั้ง เมื่อได้รับรู้ว่าเธอนั้นกำลังจะกลายเป็โรคซึมเศร้าเสียสุขภาพจิต ถ้าหากยังคงฝืนธรรมชาติของความเป็มนุษย์ทุกวันเช่นนี้เธอจะดูแลคนอื่นได้อย่างไร? ในเมื่อยังดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอด้วยซ้ำ
คำว่าไม่มีเวลา เป็คำกล่าวที่ไม่เกินจริงสำหรับสายอาชีพนี้ วันจันทร์ถึงศุกร์ต้องออกตรวจผู้ป่วยในั้แ่เช้าแล้วรีบวิ่งไปตรวจผู้ป่วยนอกที่มีคนไข้จำนวนมหาศาลรอคอยอยู่หลังเลิกงานตอนเย็นก็ต้องไปอยู่เวรต่อจนถึงเช้าของวันถัดไปสัปดาห์หนึ่งต้องอยู่เวรแทบจะวันเว้นวัน วันไหนโชคดีก็จะได้มีเวลานอนสัก 3-4ชั่วโมงแต่ถ้าวันไหนโชคไม่เข้าข้างจะได้นอนเพียงครึ่งชั่วโมงหรือไม่ก็ไม่ได้นอนเลย
ที่เลวร้ายไปยิ่งกว่านั้นคือ หลังออกเวรตอนเช้ากลับไม่ได้มีการหยุดพักแต่อย่างใดอาชีพหมอยังต้องทำงานต่อ ตรวจผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอกทั้งวันเหมือนเดิม จะได้พักจริงๆก็คือตอนเย็น ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในแต่ละเดือนจะได้หยุดเพียงเสาร์-อาทิตย์เดียวเท่านั้นการได้พักผ่อนคือสิ่งที่หมอในโรงพยาบาลรัฐทุกคนโหยหา พริมทนฝืนมาตลอดจนได้ 3 ปี สุขภาพกายและจิตใจของเธอถูกกัดกินจนอ่อนแอลงเรื่อยๆแล้วความอดทนก็ได้มาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อไม่อาจฝืนตนเองได้อีกต่อไป
“แล้วทำไมคนอื่นยังอยู่ได้ล่ะ! หมอตั้งหลายคนก็ยังทำงานได้ ไม่เห็นเขาจะมีปัญหาอะไร!” คำพูดของแม่ทำให้หัวใจของหญิงสาวถูกบีบคั้นจนเ็ปไปหมดพริมอยู่ในแวดวงนี้มาหลายปี ทำไมเธอจะไม่รู้ หมอส่วนหนึ่งยังทำงานต่อได้เพราะเขารักและสนุกในอาชีพนี้แต่ก็มีอีกส่วนใหญ่ที่ทนฝืนอยู่ต่อด้วยเหตุผลที่ว่า...ออกไปก็ไม่รู้จะเป็อะไรนอกจากหมอหรือไม่ก็ถูกกักขังภายใต้สิ่งที่เรียกว่า ภาระค่าใช้จ่าย หรือหน้าตาในสังคม
กลุ่มคนเหล่านี้ยังอยู่ได้เพราะพวกเขามีวิธีการป้องกันตนเองไม่ว่าจะเป็ การเห็นแก่ตัวต่อเพื่อนร่วมงาน การนำความเครียดไปลงกับคนที่มีอำนาจน้อยกว่าการรักษาคนไข้แบบส่งๆ ไม่สนใจความทุกข์ของผู้อื่นเพื่อตนเองจะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นซึ่งกลไกการป้องกันตนเองเหล่านี้ เป็สิ่งที่พริมไม่อาจทำลงได้ ทางออกเดียวที่เธอมีคือการเดินออกไปจากเส้นทางอาชีพนี้เท่านั้น
“หนูไม่ได้เห็นแก่ตัวเหมือนคนพวกนั้น!” พริมตอบออกไปด้วยความเหลืออด สภาพแวดล้อมที่เธอทำงานอยู่เต็มไปด้วยคนเหล่านี้จริงๆเธอต้องแบกรับและคอยตามแก้ปัญหาที่พวกเขาทำไว้ตลอด จนตอนนี้เธอไม่เหลือแรงอีกต่อไปแล้ว
เพียะ!
“ออกไปให้พ้น!” ฝ่ามือของพ่อฟาดเข้ามาที่แก้มของเธอเต็มแรงจนหญิงสาวล้มลงไปกับพื้น ดวงตาของพริมเบิกกว้างเธออ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ร่างกายของเธอสั่นเทาขึ้นมา ความเจ็บแสบที่แก้มไม่อาจสู้ความเ็ปของหัวใจอันแตกสลาย
วันนี้พริมได้รู้ซึ้งแล้วว่า...ครอบครัวไม่ใช่ที่พึ่งสำหรับเธออีกต่อไป
++++++++++++++++++++++++
มาแล้วจ้าทุกคน! ยินดีต้อนรับเข้าสู่นิยายฟีลกู๊ดของเรา (แต่เปิดเื่มาคือ?!) หวังว่าจะสนุกกันนะคะ ฝากติดตามกันไว้ด้วยน้า
แล้วก็แจ้งข่าวอีกรอบเราจะลงนิยายเดือนละเื่นะคะ ขึ้นเื่ใหม่ทุกๆ วันจันทร์แรกของเดือน อาจจะเจอกันไม่บ่อยเหมือนเดิม แต่ไม่ทิ้งกันแน่นอนจ้าเลิฟๆ