เธอคิดพลางออกจากบ้านไม้ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า หางตาก็เหลือกไปเห็นเด็ก ๆ สามคนกำลังเล่นลูกไฟสีส้มสว่างอยู่ริมลำธารกันอย่างสนุกสนาน ลูกไฟขนาดกำปั้นลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ส่องแสงสว่างไสวตัดกับสีเขียวของพืชน้ำที่อยู่รอบข้าง
ภาพที่เห็นทำให้เธอต้องหยุดชะงัก ราวกับกำลังจะใช้เวทธาตุไฟในการตกปลาอยู่แน่ ๆ เธอวิเคราะห์ด้วยประสบการณ์เดิม แต่จะตกได้เหรอนั่น ไฟขนาดนั้นคงทำให้น้ำเดือดพล่าน ปลาน่าจะหนีไปหมดก่อน
ถึงแม้จะเป็การกระทำที่ดูไร้เดียงสาและไร้สาระ แต่เสียงหัวเราะของเหล่าเด็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความรื่นเริงและไร้เดียงสา อดที่จะทำให้นารุคามิหุบยิ้มไม่ได้
‘คนที่นี่ใช้เวทมนตร์กันเป็เื่ธรรมดาสินะ’
การใช้เวทมนตร์เป็กิจกรรมยามว่างของเด็ก ๆ ย่อมหมายความว่าพลังเหนือธรรมชาติเป็เื่ปกติและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวัฒนธรรมของหมู่บ้านแห่งนี้
นารุคามิคิดในใจแล้วหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน ว่าแล้วนารุคามิก็กระชับอ้อมแขนที่อุ้มคิราเอลน้อยไว้แน่นราวกับกลัวว่าทารกในอ้อมแขนจะหายไป ก่อนจะยกนิ้วชี้ข้างซ้ายขึ้น ทันใดนั้นพายุสายลมอ่อน ๆ ก็ก่อตัวขึ้นที่ปลายนิ้วของเธอพลางโยนออกไปใจกลางบ้าน
แม้จะเป็พายุแต่มันไม่ได้น่ากลัวเหมือนพายุทอร์นาโดในโลกอื่น แต่กลับเป็ลมหมุนอ่อน ๆ และทำงานได้ร่อนเร็วกว่าเครื่องดูดฝุ่นไฮเทคหลายเท่าตัว
ฝุ่นที่เคยหนาเตอะบนพื้นไม้ ใยแมงมุมขนาดมหึมาที่มุมห้อง ทุกอย่างถูกดูดเข้าไปในศูนย์กลางของพายุหมุนอย่างรวดเร็ว มันกลายเป็ก้อนฝุ่นสีเทาขนาดใหญ่ที่ลอยหมุนอยู่ตรงกลางห้องอย่างน่ารักน่าชัง แต่มันไม่มีแรงมากพอที่จะดูดทารกน้อยหรือนารุคามิเข้าไป
ไม่ถึงหนึ่งนาทีห้องโถงก็สะอาดเอี่ยม ไร้ฝุ่นหรือใยแมงมุม ทุกซอกทุกมุมถูกเ้าพายุจิ๋วดูดออกไปเรียบร้อย
"เก่งมาก พายุจิ๋ว"
นารุคามิยิ้มอ่อน ๆ แล้วบังคับให้ตาพายุฝุ่นนั่นพัดผ่านช่องหน้าต่างที่หลุดออกไปอย่างช้า ๆ แล้วพุ่งสู่ท้องนภาด้วยความไวแสง หลังจากนั้น เธอก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะร่ายเวทธาตุน้ำเพื่อชำระล้างคราบสกปรกและกลิ่นเหม็นเน่าที่อบอวลอยู่ทั่วบ้านหลังนี้
วงแหวนเวทปรากฎอยู่เหนือนิ้วชี้ของเธอก่อนที่กระแสน้ำสีใสจะไหลรินออกมาแล้วค่อย ๆ รวมตัวกันเป็งูน้ำสีใสสามตัวไม่ใหญ่มากแต่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับมีชีวิต
งูทั้งสามพุ่งตรงเข้าหาพื้น ผนัง และเพดาน ขยับไปมาจนฝุ่นผงและคราบดำถูกชะล้างออกหมดสิ้น ในพริบตาเดียว บ้านทั้งหลังก็กลับมาสะอาดราวกับใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง
นารุคามิพยักหน้าเบา ๆ พลางพึมพำ
“เวทมนตร์นี่มันดีจริง ๆ แฮะ แต่ถ้าใช้พลังจิตแทนเวทมนตร์ก็อาจจะช่วยได้มากก็จริง แต่ไม่ค่อยได้ใช้พลังจิตเลยนะ ไว้วันหลังจะลองใช้ดูก็แล้วกัน”
กลิ่นเหม็นอับค่อย ๆ จางลงหลังจากที่ห้องถูกชำระด้วยเวทธาตุน้ำและเวทธาตุลม แต่บ้านไม่ได้มีแค่ห้องโถงเดียว นารุคามิจึงทำแบบเดียวกันนั้นในห้องครัวและห้องนอนเล็ก
เวลาผ่านไปไม่นานการทำความสะอาดก็เสร็จสิ้นราวกับได้บ้านใหม่ แต่พวกไม้ก็ยังผุอยู่เหมือนเดิม บางทีอาจจะต้องรื้อแผ่นไม้ใหม่ไม่ก็ใช้เวทมนตร์คืนสภาพ
นารุคามิถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะโล่งจนแทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย แต่ก็กลายเป็ที่พักพิงที่ใช้การได้แล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดคงเป็การจัดการกับเฟอร์นิเจอร์
“ต้องหาเครื่องนอนสินะ แต่ไม่มีเครื่องนอนดี ๆ เลย ไว้วันหลังค่อยไปซื้อแถวนี้ไม่ก็ทำเองก็แล้วกันนะ”
ในหมู่บ้านใกล้ชายแดนนี้คงไม่มีร้านขายเครื่องนอนหรูหราเหมือนในเมืองหลวงหรอก สิ่งที่ต้องทำคือการประดิษฐ์เอง แต่นารุคามิค่อนข้างี้เีและไม่อยากให้บ้านรกจึงคิดจะใช้เวทมนตร์ลอยตัวนอนทั้ง ๆ แบบนั้น
แต่มันง่ายไปเหมือนเทพจอมี้เี แถมถ้าใครมานอนในบ้านหรือมาเยี่ยมบ้านคงจะรู้สึกแปลกแน่ ๆ
“การออกแบบบ้านนี่มันยากจังวุ้ย ! ฉันไม่ใช่สถาปนิกด้วยสิเื่ยุ่งยากแบบนี้…”
และแล้วนารุคามิก็ใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับการคิดการจัดรูปแบบบ้านให้ดูสวยงาม ในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพวาดแผนผัง การจัดวางเฟอร์นิเจอร์เสมือนจริง และวิธีการซ่อมแซมผนังที่ผุพังอย่างมีประสิทธิภาพ
เธอวางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงตำแหน่งที่ควรวางเตียง โต๊ะทำงาน และมุมสำหรับคิราเอลน้อย ราวกับกำลังออกแบบห้องในยานอวกาศที่ทันสมัย แต่สุดท้ายเธอก็หยุดคิดก่อนจะถอนหายใจด้วยความี้เี
เธออุ้มทารกน้อยและค่อย ๆ วางลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ที่อยู่มุมห้อง โต๊ะนั้นถูกทำความสะอาดจนหมดจด และมีการปูผ้าหนานุ่มไว้เพื่อรองรับร่างเล็ก ๆ แม้ว่าเธอจะใช้เวทมนตร์ทำความสะอาดบ้านด้วยการร่ายมนตร์ทำความสะอาดที่รวดเร็วและมีเสียงดังกว่าการทำความสะอาดปกติหลายเท่า แต่ทารกน้อยกลับไม่ใจนร้องไห้เลยแม้แต่น้อย
คิราเอลยังคงหลับปุ๋ยอย่างน่ารักน่าชังราวกับเสียงเวทมนตร์นั้นเป็เพียงเสียงกล่อมเด็ก ใบหูหมาป่าสีขาวนุ่มฟู กระดิกไปมาเบา ๆ เป็ปฏิกิริยาเล็ก ๆ ที่น่ารักที่บ่งบอกว่าเ้าตัวเล็กกำลังสบายตัว ปฏิกิริยานี้อดที่จะทำให้นารุคามิยิ้มไม่ได้