ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ๔๔. บทที่ ๑๙ บ้านเงินบ้านทองแห่งสุโขทัย (๒)





            ศาลานายด่านในปลูกอยู่ริมถนนพระร่วงฝั่งทิศตะวันตกด้านหลังชิดติดคูแม่โจน ซึ่งเป็นคูน้ำล้อมรอบวัดพระพายหลวงด้านซ้ายของตัวศาลาคือคลองร่องปลาไหลที่ตัดเชื่อมย่านเตาทุเรียง (เตาเผาถ้วยชามสังคโลก)และตลาดปสานสู่ลำน้ำแม่ลำพันตัวศาลาจึงหันหน้าเข้าหาตลาดปสานที่อยู่ฝั่งทิศตะวันออกของถนนพระร่วง

            บริวารผู้นำทางพาแสงพรายเดินเลียบริมฝั่งคูแม่โจนเพราะปลอดคนมากกว่าฝั่งตรงข้ามที่มีผู้คนจอแจขนข้าวของเข้าออกตลาดแต่กระนั้นก็ยังต้องคอยหลบเกวียนที่บรรทุกสินค้าแย่งเส้นทางไปมาตลอด


            “เทียบกับเมืองนครฯ ของท่านแล้วตลาดที่นั่นเป็นอย่างไร” ตัวบริวารเอ่ยถามเมื่อเห็นแสงพรายจับจ้องสนใจในความคึกคักของตลาดปสาน

            “คึกคักกว่ามาก แต่ก็แตกต่างกัน”

            “อ๋อ.. เป็นอย่างไรหรือท่าน”

            “เมืองนครฯ เป็นเมืองท่าความคึกคักจึงอยู่ที่ท่าริมฝั่งทะเลยามมีเรือแล่นเข้าออกเมื่อสินค้าลำเลียงออกไปแล้ว ก็ไปเก็บสะสมพักไว้ในโรงพักสินค้าผู้จะมาซื้อขายก็ต้องไปแต่ละโรงพัก.. คนค้าขายจึงกระจัดกระจายกันไป

            ...แต่ที่นี่คล้ายรวมทั้งหมดมาอยู่แหล่งเดียวและคึกคักตลอดทั้งวัน”


            “นี่ท่านรู้ไหมพ่อข้าเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนตลาดปสานคึกคักมากกว่านี้หลายเท่า.. ทั้งจีนมอญแขกเข้ามาแลกเปลี่ยนค้าขายกันที่นี่แหล่งเดียว”แล้วคนนำทางก็เปลี่ยนเรื่องถามด้วยความใคร่อยากรู้อีกว่า

            “เออ จริงสิ ท่านมาจากเมืองนครฯย่อมผ่านอโยธยา.. การค้าที่นั่นเห็นว่าคึกคักนัก เทียบกันแล้วเป็นอย่างไร”

            “อโยธยาหรือ..” แสงพรายพึมพำก่อนตอบไปตามตรง ซึ่งชาวสุโขทัยคงไม่ยินดีนัก“ท่าเรือสำเภาตรงข้ามวัดพระนางเชิงมีเรือขนถ่ายสินค้าเข้าออกมากมายมากกว่าเมืองนครฯ และเมืองท่าใดๆ ในแหลมสุวรรณภูมิ.. นอกจากแยกสินค้าเข้าสู่โรงพักยังเปิดตลาดซื้อขายทั่วไปหลายแห่งรอบพระนคร..รวมแล้วคึกคักกว่าตลาดปสานในปัจจุบันมากนัก”

             

            เมื่อเดินเกือบพ้นบริเวณตลาดปสานได้ยินเสียงเจ้าพนักงานตีฆ้องร้องป่าวดังขึ้นจากด้านในตลาด ถ้อยความเบื้องต้นฟังไม่ชัดแต่พอจับใจความสำคัญได้ว่า

            “ ...มีพระราชโองการจากท้าวพญา แม้บ้านเมืองจะมีศึกจากเมืองใต้แต่มิอาจว่างเว้นการบำรุงพระพุทธศาสนาทรงมีพระราชประสงค์ให้หล่อพระใหญ่ขึ้นภายในสิ้นปี ทั้งนี้ให้จัดประกวดประขันหาผู้มีฝีมือมาปั้นหล่อองค์พระใหญ่ ถ้าผู้ใดสนใจให้มาสมัครไว้ ภายในสิ้นวันนี้...”

            ข้อความตอนหลังก็ไม่ชัดเจนเพราะเจ้าพนักงานเดินวนกลับเข้าไปในตลาด ส่วนตนก็เดินหลีกไกลออกไปทุกที จึงอดถามต่อบริวารของนายกองในไม่ได้


            “มีประกาศให้กระทำเรื่องอันใดหรือ”

            “อ๋อ.. ที่ร้องป่าวประกาศนั่นหรือก็หาคนมาปั้นหล่อองค์พระใหญ่.. เป็นพระราชดำริขององค์พ่อขุนตั้งแต่พระองค์ทรงขึ้นครองเมืองก็มีศึกรบพัวพันอยู่กับอโยธยามาตลอดแทบทุกปีฟังมาว่าโปรดให้สร้างพระใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นบุญเมืองนี่ก็ประกาศหาผู้มีฝีมือมาแข่งขัน คัดเลือกเป็นผู้ปั้นและหล่อองค์พระประกาศมาหลายวันแล้วเห็นว่าไม่มีผู้ใดมาสมัครเลย”

            แสงพรายเพียงรับฟัง ไม่มีถ้อยคำตอบรับอือออแต่อย่างใดจนเจ้าตัวคนเล่าต้องเอ่ยปากเล่าต่อ

            “เฮ้อ คนธรรมดาที่ไหนใครจะไปกล้าอาสา คงมีเพียงสามสำนักใหญ่เท่านั้นละ.. สำนักบ้านเงินบ้านทองรึ ท่านปู่หลวงก็ชรามากเห็นว่าไม่อยากอาสา ส่วนอีกสองสำนักก็อึกอัก จะข้ามหน้าข้ามตาท่านปู่หลวงก็ไม่งาม..สุดท้ายยังไม่มีใครอาสาตนเข้าแข่งขันเลย”


            ทั้งสองพากันเดินไปจนสุดหัวมุมคูแม่โจนถ้าเดินตรงต่อไปอีกไม่กี่วาคงล่วงเข้าประตูเมืองทิศเหนือของกรุงสุโขทัยแต่บริวารนายด่านในกลับพาเลี้ยวขวาไปบนถนนเส้นเล็กที่ตัดแยกจากถนนพระร่วง เลียบคูแม่โจนที่ล้อมบริเวณด้านทิศใต้ของวัดพระพายหลวงแสงพรายรู้สึกว่าเกือบจะเดินเป็นแนวขนานกับกำแพงเมืองด้านทิศเหนือไปไม่ไกลนักก็เริ่มเห็นบ้านไม้น้อยใหญ่หลายหลังปลูกอยู่ด้านหน้ากำแพงเมืองสักพักจึงพบเห็นรั้วไม้ยาวล้อมรอบอาณาบริเวณกว้างใหญ่ มองลอดภายในเห็นเตาเผาปล่องไฟ เพิงไม้เรือนไม้รายรอบ และตัวบ้านยกเรือนสูงหลังใหญ่อยู่ตรงกลางประตูรั้วยกโครงเสา กั้นชายคา มีป้ายกำกับ “สำนักบ้านเงินบ้านทอง”


            บริวารนายกองในร้องเรียกให้คนมารับที่ปากประตูรั้วซึ่งเปิดกว้างอยู่สักครู่จึงมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินคล่องแคล่วออกมา

            “ข้ามาจากกองด่านในท่านนายกองให้พาชายคนนี้มาพบท่านปู่หลวง”

            หญิงสาวอายุราว ๑๗ ปีผิวสีน้ำผึ้งใส ใบหน้าสะสวย ตาคมโต ผงกศีระษะเป็นเชิงรับทราบ พร้อมกล่าวคำต้อนรับ

            “ขอบใจท่านและพ่อนายของท่านด้วยที่เป็นธุระเชิญเข้ามากันก่อนเถอะ.. มานั่งกินน้ำกินท่ากันก่อน”

            “โอย.. ไม่ต้องยุ่งยากหรอกข้าต้องรีบกลับไปสางธุระให้พ่อนายอีก ยังไงข้าพาพ่อหนุ่มมาให้แล้วข้าขอตัวกลับล่ะ”

            หญิงสาวกล่าวยื้อยุดอีกสองสามครั้งให้ผู้มาถึงเรือนเข้าไปนั่งพักด้านใน ไปพบปู่หลวงเจ้าบ้านก่อน..แต่คล้ายเจ้าตัวคง“เกรง” และ “เกร็ง” ที่จะพบเจอปู่หลวงผู้มากบารมี เพราะตนเป็นเพียงบ่าว

            “ฝากกราบเท้าท่านปู่หลวงให้ข้าด้วยข้าไปละ”

            นั่นคือคำสุดท้ายที่เจ้าตัวบ่าวบริวารกล่าวไว้กับแสงพราย

             

            แสงพรายเดินตามหญิงสาวขึ้นไปบนเรือนหลังใหญ่ตัวบันไดออกแบบให้อยู่ด้านข้างเรือน เมื่อขึ้นไปแล้วจึงเข้าใจที่แท้เป็นเรือนไม้หลังใหญ่สองหลังมาต่อชานเชื่อมกัน กลายเป็นโถงกว้างกลางเรือนหรือที่เรียกกันว่า “ชานกว้าง” มีหลังคาคร่อมปกคลุมแต่ไม่ตีฝาเรือนมีเพียงราวระเบียงโปร่งและประตูโครงไม้เตี้ยกั้นขวางชานพักบันไดบนส่วนอีกฝั่งตรงข้ามบันไดเห็นเป็นชานเปิดโล่งรับแดดรับลม เข้าใจว่าเป็น “นอกชาน”ต่อเชื่อมไปยังหอห้องต่างๆ ด้านนอก

            เรือนหลังที่อยู่ด้านในจากทิศรั้วหน้าบ้านมักเป็นเรือนหลังแรกของบ้านก่อนจะมีเรือนหลังหน้ามาปลูกแล้วเชื่อมต่อชานกว้างจึงมักเรียกกันว่า“หอกลาง” และมักเป็นที่พำนักของเจ้าเรือน บัดนี้ปรากฏร่างผู้เฒ่าในชุดขาวสีหน้าอิ่มเอิบ ผมเผ้าขาวเป็นเงินยวงนั่งอยู่บนพื้นชานเรือนของหอกลางซึ่งยกสูงกว่าพื้นโถงชานกว้างราว ๑ ศอกชานเรือนหอกลางมีพื้นที่กว้างกว่า ๑ วาอีกคนเป็นชายวัยกลางคนนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นชานกว้าง ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมหน้าผากแคบ คิ้วยาว ท่าทางดูขึงขัง

            หญิงสาวย่อเข่า เข้าไปนั่งพับเพียบด้านข้างชายกลางคน

            แสงพรายรู้อยู่ในทีจึงคลานเข่าเข้าไปก้มกราบท่านผู้เฒ่าที่นั่งอยู่บนชานเรือนหอกลาง

            “จำเริญๆ เถอะพ่อหนุ่ม..ไหนลองว่ามาซิ มายังไง ไปยังไง” ท่านผู้เฒ่ากล่าวต้อนรับด้วยเมตตา

            ”ท่านคือ ปู่หลวงแสงคำ ใช่ไหมขอรับ”แสงพรายยังคงพนมมือกล่าววาจา

            “ข้านี่แหละ ไม่ผิดตัว” ท่านกล่าวรับด้วยอารมณ์ดีพลางชี้มือไปยังชายกลางคนกล่าวแนะนำว่า “นั่นพ่อพิธาน เป็นครูช่างใหญ่ของที่นี่พ่อพิธานร่ำเรียนและอยู่ช่วยข้ามาร่วมยี่สิบกว่าปีแล้ว.. ส่วนนั่น ที่ไปรับเจ้าก็ลูกสาวเขา ชื่อพิไร”

            แสงพรายยกมือไหว้พ่อครูพิธานและรอรับไหว้จากพิไร แต่หญิงสาวทำเฉยเสีย จนบิดานางต้องสะกิดเตือน ปากพึมพำตำหนินางจึงยกมือขึ้นไหว้แสงพราย


            เมื่อรู้จักเจ้าบ้านแล้วแสงพรายจึงกล่าวแนะนำตน

            “ข้าพเจ้าชื่อแสงพรายมารดาเกิดแต่บุตรของนายช่างที่ติดตามท่านตาแสงใหญ่ พี่ชายของท่านปู่หลวงจากเมืองเชียงแสนไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราชต่อมามารดาข้าพเจ้าแต่งงานอยู่กินกับบิดาที่เป็นคนพื้นเมืองนครฯ แล้วเลิกรากันไปตัวข้าพเจ้าเติบโตมากับมารดาและตาที่เป็นช่างจึงได้สืบสายวิชาช่างและรับราชการอยู่ในกองช่างหลวงเมืองนครฯบัดนี้ทั้งตาและมารดาข้าพเจ้าสิ้นแล้ว ไม่เหลือญาติพี่น้องอื่นใดที่นั่นจึงคิดกลับมาติดตามหาญาติพี่น้องที่เมืองเหนือ..ท่านตาแสงใหญ่เมตตาจึงแนะนำให้ข้าพเจ้ามาอาศัยอยู่กับท่านไปก่อนแล้วค่อยคิดอ่านตามหาญาติพี่น้องต่อไป”

            กล่าวจบล้วงหนังสือฝากฝังจากตาแสงใหญ่ ยื่นให้กับมือปู่หลวง

            หัวหน้าสำนักบ้านเงินบ้านทองรับหนังสือมาอ่านข้อความในจดหมายกระชับสั้น.. แต่เห็นลายมือของพี่ชาย จำได้แม่นอยู่อดทอดถอนหายใจด้วยอาลัยคิดถึงไม่ได้ กล่าวถามขึ้น

            “เนื้อความในจดหมายก็เป็นอย่างที่เจ้าว่า..แต่เขียนจำกัดคำนัก ไม่บอกว่าตัวเองเป็นทุกข์สุขประการใดเลย”


            แสงพรายกล่าวด้วยเสียงสะท้อนใจ

            “ท่านตาแสงใหญ่ชราภาพมากนักจะเดินจะเหินก็ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนแต่ก่อน บางครั้งก็มีโรคไอขึ้นหลายเพลาเจ็บป่วยครั้งหนึ่งก็ต้องรักษาอยู่นานกว่าจะทุเลา..ดีที่องค์กษัตริย์แห่งเมืองนครฯ ทรงพระเมตตาแม้ชราแล้วก็ยังคงให้กินตำแหน่งนายกองใหญ่ช่างหลวง ท่านตาจะขอลาออกก็ไม่ทรงอนุญาตเพียงตั้งรองขึ้นสองคนให้ช่วยดูแลการงานทั้งปวงแทน..ท่านมักเอ่ยถึงปู่หลวงที่อยู่สุโขทัยคงปรารถนาให้ข้ามาคอยปรนนิบัติรับใช้ท่านบ้าง”

            “เฮ้อ จากกันหนหนึ่งก็ล่วงยี่สิบปีแล้ว.. เวลาของคนเรา นี่มันช่างผ่านไปรวดเร็วนัก”

            ปู่หลวงกล่าววาจาพลางทอดถอนใจด้วยความอ่อนแรงแสงพรายเริ่มรับรู้ได้ถึงความชราภาพและความเหนื่อยล้าที่กัดกินช่างเอกแห่งกรุงสุโขทัย

            บางครั้ง อดีตที่คนเราหวนคำนึงหาก็นำมาซึ่งจิตใจอันรันทดหดหู่...


            “เอาเถอะ.. เจ้าก็พักอยู่ที่นี่แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาคุยกัน.. พิไร เจ้าจัดแจงหาห้องหับให้แสงพรายด้วยจะให้นอนที่เรือนพักช่างกับใครตรงไหน เจ้าช่วยดูด้วยแล้วพรุ่งนี้ข้าค่อยเรียกทุกคนมารู้จักพ่อหนุ่มนี่อีกที” ท่านกล่าวสั่งด้วยอาการเหนื่อยอ่อน


            แสงพรายกราบขอบคุณปู่หลวงแล้วตามพิไรลงเรือนไปนางคล้ายเป็นแม่เรือนของสำนักบ้านเงินบ้านทองจริงๆ เดินไปมาตรงไหนก็มีคนเข้ามาทักทายบ้างก็เข้ามารายงานเรื่องราว หรือไม่ก็ขอคำแนะนำปรึกษา.. เท่าที่แสงพรายสังเกตดูมีผู้คนอยู่ในสำนักไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน

            เมื่อเดินไปที่เรือนเล็กด้านหลังใกล้เตาเผาเล็กแห่งหนึ่ง นางจึงหยุดลง ชี้มือขึ้นไปบนเรือน

            “นี่คือเรือนพักของท่านพ่อปู่บอกไว้ตั้งแต่นายกองในมาเยือนที่เรือนแล้ว ให้จัดที่พักสงบๆ ให้ท่านเรือนนี้มีคนพักเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ จะกลับมาก็อีกสองสามวัน..ท่านพักอยู่เรือนนี้ น่าจะสะดวกและสงบดี”

            กล่าวแล้วนางก็ผละจากไปตลอดทางที่เดินตามนางมา แม้คนที่มาเจรจาปราศรัยกับนางจะปรายตาเป็นเชิงใคร่รู้จักในตัวแสงพรายแต่ไม่มีสักครั้งที่นางจะเอ่ยปากแนะนำให้รู้จักเลย คล้ายแสงพรายไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น..กระทั่งชื่อคนที่ร่วมเรือนพักเป็นใคร ไปไหน นางก็คร้านจะบอกแก่แสงพราย


            ถ้าเป็นคนอื่นอาจรู้สึกกังวลและขุ่นใจบ้าง..แต่กับแสงพราย คล้ายเจ้าตัวเองก็ไม่ปรารถนาจะรู้จักใคร.. ในเมืองใหม่ บ้านใหม่ผู้คนใหม่ แต่จิตใจของชายหนุ่ม คล้ายยังฝังจมอยู่ในอดีต ณ ดินแดนไกลโพ้นที่ตนจากมา

             

            --------------------------------------------------



    คล้ายกับเรื่องราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย ที่คุณอ่าน