แรงขึ้นเป็เท่าตัว!
นี่คือข้อสรุปที่ออสการ์ให้กับตัวเองเกี่ยวกับพลังเวทย์ของสัตว์ร้ายที่เฝ้าถ้ำธาตุไฟอยู่บนชั้นที่ 2
คมดาบเพลิงที่ปล่อยออกมาโดย ‘จิ้งจอกแดงสามหาง’ สามารถทะลุผ่านิัที่ปกป้องอยู่ด้วยเวทย์กายาเหล็กได้ ไม่ใช่ด้วยการตัดเฉือนด้วยความคม แต่เป็การหลอมละลายิัให้ไหม้เกรียมเป็รอยลึก
กายาเหล็กที่น่าภาคภูมิใจกลายสภาพเป็เหมือนเนยเหลว ๆ ก็ไม่ปาน
เด็กหนุ่มไม่ได้เื่มากว่าจะบุกฝ่าถ้ำไหนก่อน เขาแค่เดินเข้ามาในถ้ำนี้เพราะว่ามันเป็ถ้ำที่ว่างและอยู่ใกล้มากที่สุด
ประสบการณ์จากชั้นแรกบอกให้รู้ว่ามันไม่มีการเรียงลำดับ ดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า และิญญาแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็การสุ่ม! อย่างน้อย ๆ ก็ในความรับรู้ของ ‘ผู้เล่น’ ทุกคน จะเจอกับถ้ำธาตุอะไร? ไม่มีใครบอกได้ทั้งนั้น
สภาพภายในถ้ำบนชั้น 2 ไม่ได้แตกต่างจากชั้นล่างมากนัก มันเป็โถงหินที่วางตัวอยู่อย่างสลับซับซ้อน มีเหลี่ยมมุมที่ทำให้แต่ละโถงแยกกันอย่างเป็เอกเทศ ไม่ได้เป็โถงเดียวใหญ่ยาวเหมือนกับถ้ำแห่งธาตุิญญา และไม่ได้มีพื้นเป็บึงอันหมายถึงถ้ำธาตุน้ำ นั่นหมายความว่าถ้าไม่ใช่ธาตุลม ธาตุไฟ ก็จะเป็ธาตุดินที่ออสการ์ไม่อยากเจอเร็วนัก
และโชคดีที่มันเป็ถ้ำธาตุไฟ!
ศัตรูหลักในถ้ำนี้เป็จิ้งจอกอีกครั้ง แต่แม้จะมี 3 หางเท่ากัน ขนของมันก็ไม่ได้เป็สีขาวเหมือนกับจิ้งจอกในถ้ำสายฟ้า ร่างกายอันใหญ่โตพอ ๆ กับหมาพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดนั้นมีสีแดงราวกับเปลวไฟ ถ้าจมูกกับหูของมันไม่แหลม และไม่มีหาง 3 เส้น
ออสการ์คงตั้งชื่อว่า ‘หมาป่าแดง’ ไปแล้ว แต่ชื่อ ‘หมาป่าแดงสามหาง!?’ มันไม่ได้เลยจริง ๆ
การโจมตีหลักที่เด็กหนุ่มต้องเผชิญคือการพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว เขี้ยวอันแหลมคม กงเล็บที่ปกคลุมเคลือบเอาไว้ด้วยเปลวไฟอันร้อนแรง และคมดาบเพลิงที่ปล่อยออกมาจากหางในระยะประชิด
ม่านวารีถูกกระตุ้นใช้แทนกายาเหล็ก ปีกแห่งสายลมส่งเสริมการเคลื่อนไหวด้วยท่องไพรแปดทิศอย่างเต็มที่ และเมื่อเป็ฝ่ายตั้งรับ! ออสการ์ยังไม่ต้องฝืนใช้ทักษะดาบ ‘วายุอสรพิษ’ แบบเต็มกำลัง
แค่ ‘ดาบลมกรด’ ก็เพียงพอแล้ว
ม่านวารีป้องกันคมดาบเพลิงได้อย่างสมบูรณ์ ออสการ์แค่ต้องระวังไม่ให้ถูกกัดหรือตะปบเข้าอย่างจัง และคอยใช้ดาบลมกรดจัดการกับพวกมันไปทีละตัว
ไม่ง่ายดาย แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นจนเกินไป แม้จะมีดาบั์คอยถ่วงน้ำหนักอยู่บนแผ่นหลัง แต่ความเร็วที่ทำได้ยังคงสูงกว่าฝูงจิ้งจอกแดงสามหางพวกนั้นอยู่อีกขั้น ไม่มีปัญหาในการเคลื่อนที่หลบหลีกอะไรทั้งสิ้น
และนั่นเป็เหตุการณ์ใน่ 2-3 โถงแรก ก่อนที่สถานการณ์จะค่อย ๆ เริ่มเปลี่ยนไป
4 หาง 5 หาง และ 6 หาง! ในโถงถ้ำที่ 10 ออสการ์ต้องเผชิญหน้ากับฝูง ‘จิ้งจอกแดงหกหาง’
หางมากขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น เวทย์แรงขึ้น และที่สำคัญที่สุด ตายยากขึ้น!
ไม่เพียงแค่หนังจะหนาและเหนียวกว่า พวกมันยังมีความต้านทานเวทย์ไฟในระดับหนึ่งด้วย
เพลิงสีชาดแทบจำไม่มีประโยชน์อะไรอีก เด็กหนุ่มต้องหันมาพึ่งพาเพลิงฟ้าครามอย่างเดียวเท่านั้น
และนั่นหมายถึงการเปลืองพลังเวทย์มากขึ้นเกือบเท่าตัว!
…
“ให้ตายสิ! ใช้เวทย์ธาตุไฟ แต่ดันเร็วพอ ๆ พวกใช้เวทย์ธาตุลมหรือธาตุสายฟ้า แถมหนังยังเหนียวเคี้ยวยากเหมือนธาตุดินอีก อย่างนี้มันโกงกันชัด ๆ”
ออสการ์นั่งบ่นพึมพำอยู่ในโถงที่ 9 อย่างหงุดหงิด เขาต่อสู้มา 8 ชั่วโมงรวดกว่าจะเคลียร์โถงถ้ำที่ 10 ได้สำเร็จ และตัดสินใจถอยกลับมาพักผ่อนเอาแรงและวางแผนใหม่ก่อน
การต่อสู้แบบนี้มันเปลืองพลังเวทย์มากเกินไป ไม่เหมาะสมกับนักเวทย์สายเติมอย่างเขาแม้แต่นิดเดียว
“ถึงว่าทำไมตายกันเยอะนัก! ที่แท้ก็โกงแบบนี้นี่เอง”
อัตราการเสียชีวิตในถ้ำบนชั้นที่ 2 คือประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ผ่านขึ้นมาได้ 10 คน จะเหลือรอดไปฝ่าด่านในชั้นที่ 3 แค่เพียง 4 คนเท่านั้น และส่วนใหญ่จะหายไปในถ้ำแรก ๆ เสียด้วย
“ยังไงก็ต้องเคลือบดาบเอาไว้! ไม่อย่างนั้นกันคมดาบเพลิงไม่อยู่ แต่… เพลิงฟ้าครามมันเปลืองมานามาก เรายังต้องคงสภาพม่านวารีเอาไว้ตลอดเวลาอีก ปล่อยเป็แบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่!”
เด็กหนุ่มแปลกใจกับกลไกการใช้เวทมนตร์ของที่นี่อยู่ไม่น้อย เขาสามารถใช้เวทมนตร์ทุกสายได้พร้อมกันอย่างไม่ติดขัด ซึ่งมันเป็เื่ที่ขัดกับสามัญสำนึกเป็อย่างมาก ตัวถูกล้อมรอบด้วยน้ำ ดาบถูกเคลือบด้วยไฟ และเคลื่อนไหวโดยการมีพลังลมช่วยเสริม
มันแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยในโลกแห่งความเป็จริง เอ่อ… หมายถึงว่าโลกที่มีเวทมนตร์จริง ๆ น่ะ!
“ถ้าใช้เพลิงสีชาดเคลือบดาบเอาไว้!? สถานการณ์ก็จะกลับไปคล้ายกับตอนที่เจอสายธาตุดิน ต้องเสียเวลาทำให้พวกมันาเ็ทีละนิด รวม ๆ แล้วน่าจะเปลืองมานาไม่ต่างกันเท่าไร…
ดาบั์!? เลิกคิด! ไม่มีทางฟันถูกตัวพวกมันแน่”
เสียงพึมพำยังดังต่อออกมาไม่หยุด ออสการ์ในตอนนี้นั่งพิงโขดหินหลับตาอยู่เพื่อเป็การพักผ่อน แต่ดูเหมือนว่าสมองมันจะอดคิดหาวิธีเอาชนะไม่ได้เลย
“ดาบวายุอสรพิษ!? เพลิงฟ้าคราม!? อืม… เอาน่า ไม่ลองไม่รู้!!”
เมื่อคิดหาวิธีได้ เด็กหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาจะไปลองดูว่ามันได้ผลหรือไม่?
พักผ่อน!? ไม่เป็ไร เดี๋ยวค่อยกินยาแก้หิวเอา
…
โถงถ้ำที่ 11 มีจิ้งจอกแดงหกหางอยู่ 5 ตัว
ยังโชคดีที่ไม่ได้โกงกันมากเกินไป ถ้ามีเป็ 10 ตัวเหมือนอย่างจิ้งจอกแดงสามหางในโถงถ้ำแรก ๆ
ออสการ์คงกลายเป็ศพที่ไหม้เกรียมไปแล้ว
แค่ 5 ตัวก็มีหางรวมกันทั้งหมด 30 หาง นั่นหมายถึงคมดาบเพลิงที่พุ่งเข้าใส่อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด
ความถี่ของเวทย์ไม่ได้ต่างจากตอนเผชิญหน้ากับจิ้งจอกแดงสามหางมากนัก ถ้านับจำนวนรวม หางของพวกมันใกล้เคียงกัน
แต่ความรุนแรงมันต่างกันราวกับเอาปืนเอ็ม 16 ไปเทียบกับปืนกลต่อสู้อากาศยานก็ไม่ปาน!
และปากที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวนั่น มันสามารถขบหัวของออสการ์ให้แหลกในการงับครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ
ดาบยาวที่เคลือบด้วยเพลิงสีชาดถูกกวัดแกว่งไปรอบตัวเพื่อป้องกันคมดาบเพลิงอย่างแ่า ความรวดเร็วของกระบวนท่าทำให้ดูเหมือนว่ารอบตัวของออสการ์มีม่านบาเรียสีแดงปกคลุมอยู่
มีประกายแสงสีฟ้าครามแลบออกมาจากม่านบาเรียเพื่อจู่โจมอยู่เป็ระยะ นี่เป็วิธีประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่เด็กหนุ่มคิดขึ้นมาได้สด ๆ ร้อน ๆ
และดูเหมือนว่ามันจะได้ผล!
การแทงสามารถสร้างความเสียหายผ่านหนังหนา ๆ ของพวกมันได้มากกว่าการฟัน และเพลิงฟ้าครามเอาชนะความต้านทานเวทย์ได้อย่างหมดจด แค่ตัวละไม่กี่แผล เ้าหมาจิ้งจอกแดงหกหางก็เคลื่อนไหวได้ช้าลง และนั่นหมายถึงว่าชัยชนะจะอยู่ข้างเขาเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
ป้องกันด้วยกระบวนท่าของดาบลมกรดเคลือบด้วยเพลิงสีชาด โจมตีด้วยกระบวนท่าของหอกอสรพิษเคลือบด้วยเพลิงฟ้าคราม
มันมีอะไรจะลงตัวมากไปกว่านี้อีก!?
‘อัจฉริยะ! เราไม่ใช่แค่นักเวทย์ผู้เก่งกาจธรมดา แต่เป็นักเวทย์ผู้เก่งระดับอัจฉริยะเลย’
นี่คือสิ่งที่ออสการ์คิดอยู่ในใจ ในเมื่อเขาต้องปรับเปลี่ยนกระบวนท่าจากฟาดฟันเป็ทิ่มแทงอยู่แล้ว ทำไมไม่ใช่จังหวะนั้นเปลี่ยนการกระตุ้นใช้เวทย์ไปด้วยเลยล่ะ?
ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวแบบนี้ มีแค่อัจฉริยะเท่านั้นที่ทำได้
เด็กหนุ่มใช้เวลาแค่ 10 นาทีเท่านั้นในการจัดการกับจิ้งจองแดงหกหางทั้ง 5 ตัวในโถงถ้ำนี้
มันเร็วขึ้นกว่าเดิมเกือบ 5 เท่า เื่การประหยัดพลังเวทย์ไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องเสียเม็ดยาเติมมานาเลยแม้แต่เม็ดเดียว!
“หึ! ขอโทษทีที่หาว่าโกง ที่จริงมันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นเลย…”
ออสการ์พึมพำออกมาระหว่างที่ทรุดตัวลงนั่งพักผ่อนอีกครั้ง คราวนี้เขาหลับตาได้อย่างสงบสุขมากขึ้น…