ข่าวการสังหารผู้นำตระกูลต้วนและตระกูลเฉินเยี่ยงผักปลาด้วยเงื้อมมือของเฟิงเหยียน สร้างความสั่นะเืไปทั่วราชสำนัก เหล่าอำมาตย์และขุนนางน้อยใหญ่ต่างรู้กันดีว่า ตระกูลต้วนและตระกูลเฉินล้วนเป็มือไม้ของตระกูลเต่าดำ การลงมือไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ ใช่การประกาศาหรือไม่? หากข่าวนี้ไปถึงหูของท่าน“หลงเทียนห่าว” มิทราบท่านผู้นั้นจะออกหน้าอย่างไร?…
ณ ป่าเขาแห่งหนึ่ง อยู่ไกลจากเมืองฉินตั้วได้สองร้อยลี้
ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกประหนึ่งแดนสุขาวดี กลับมีสถาปัตยกรรมทมิฬตั้งตระหง่านขัดกับความงามของธรรมชาติ "วังเสวียนสุ่ย" ราชวังสีดำขลับดุจเหล็กกล้าที่ไม่มีวันพังทลาย คือฐานบัญชาการของตระกูลเต่าดำ ธุรกิจการควบคุมสินค้า ตรวจตรานอกด่าน กำจัดเหล่าชนเผ่าและโจรต่างๆมักเป็หน้าที่ของตระกูลเต่าดำเสมอ
ม้าเร็วสองตัวควบตะบึงฝ่าพายุฝนที่โหมกระหน่ำ มาถึงหน้าประตูวังเสวียนสุ่ย ผู้ที่มาคือ ต้วนก่ายบุตรชายคนโตของตระกูลต้วน และคนสนิทของมัน ทั้งคู่มาด้วยความเร่งรีบ ตัวพวกเขาเปียกชุ่ม ทั้งสองคนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูวังสีดำสนิท
ฝนที่ตกหนักจนแทบมองไม่เห็นทาง การเดินทางเปลี่ยนม้าไปมาโดยไม่หยุดพัก กว่าจะมาถึงที่แห่งนี้ ทำเอาตัวมันแทบแหลกสลาย เมื่อเงยหน้าขึ้นมองบนกำแพงสูง เขาพบกับพลธนูในชุดดำที่ง้างคันศรเล็งตรงมาอย่างพร้อมเพรียง แม้ในใจจะยังโศกเศร้า แต่ต้วนก่ายยังอดชื่นชมในวินัยอันเข้มงวดของทหารเต่าดำไม่ได้
ต้วนก่ายรวบรวมลมปราณในช่องท้อง ก่อนจะแผดเสียงะโฝ่าแข่งกับเสียงฝน “ข้าต้วนก่าย! บุตรชายแห่งตระกูลต้วน ข้ามีเหตุด่วน ขอเข้าพบท่านเสวียนเจิน!” เสียงลมปราณมันทะลวงผ่านเสียงฝนทะลุเข้าไปในกำแพง
สักครู่ประตูบานใหญ่สีดำสนิทพลันเปิดออกอย่างช้าๆ ขันทีผู้หนึ่งก้าวออกมาต้อนรับด้วยกิริยาเรียบเฉย ภายในเขตวังปรากฏทหารชุดดำถูกวางไว้ตามจุดต่างๆ ท่าร่างมั่นคงดุจรูปสลักท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด ประหนึ่งว่าหยาดพิรุณที่สาดซัดหามีผลต่อพวกมัน
ต้วนก่ายและคนสนิทเข้ามาภายในวัง ขันทีพาพวกเขามาที่ห้องๆหนึ่ง ห้องนี้นับว่าอบอุ่นนัก กลิ่นหอมจากชาร้อนที่วางอยู่บนโต๊ะ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย คนสนิทของต้วนก่ายถึงกับทรุดตัวลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย
ต้วนก่ายแม้อยากพักผ่อนเพียงใด แต่ต้องกัดฟันฝืน ไฟแค้นมันมิอาจดับลงด้วยชาถ้วยเดียว
“ข้าขอขอบคุณน้ำใจเป็อย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ข้าพเ้ามีเื่เร่งด่วนนัก มิอาจพักผ่อนได้”
ขันทีผู้นั้นส่งยิ้มบางๆ แล้วกล่าวเสียงนุ่ม “การต้อนรับคุณชายต้วนถือเป็สิ่งที่ควรทำ หาใช่น้ำใจอันใดไม่ ตอนนี้ตัวท่านเปียกชุ่ม หากท่านเร่งรีบ ขอเพียงเปลี่ยนชุดที่ข้าน้อยเตรียมไว้ เราจึงจะพาไปพบท่านเสวียนเจิน” ขันทีกล่าวพร้อมกับก้มคารวะ
แม้คำพูดของขันทีผู้นี้จะนอบน้อม กิริยาจะสำรวมเพียงใด แต่ต้วนก่ายแปลความหมายคำพูดของขันทีผู้นั้นได้
‘หากข้าจะเข้าพบประมุขของมันด้วยสารรูปนี้ ก็ไม่ต้องเข้าพบ!’
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จสิ้น ต้วนก่ายทิ้งคนสนิทไว้ที่ห้องรับแขก ส่วนตนเองกับขันที รุดมาถึงห้องพระโรงของเต่าดำ ภายในห้องโถงใหญ่บรรยากาศมืดสลัว มีสว่างรำไรจากตะเกียงน้อยดวง ตามพื้นและผนังห้องถูกตกแต่งไปด้วยสารพัดอาวุธ วางเรียงรายอย่างไม่มีระเบียบมากมายนับไม่ถ้วน มันถูกแขวนไว้บ้าง วางอยู่ตามพื้นบ้าง บางอันเงางามบางอันหักงอ อาวุธทุกชิ้นล้วนมีขนาดใหญ่กว่าปกติหลายส่วน ให้ความรู้สึกกดดันแก่ผู้มาเยือนยิ่งนัก
กลางห้องโถงมีด้วยเสวียนเจินประมุขของตระกูลเต่าดำนั่งรอ! แม้มันยังนั่งอยู่ความสูงของมันก็ยังมากกว่าต้วนก่ายนัก ประมุขผู้นี้ตัวมันสูงใหญ่เกือบหนึ่งจั้ง หัวล้านเตียน แต่หนวดเครายาวถึงหน้าอก หน้าตาคล้ายคนอายุสี่สิบต้นๆ แต่ไม่มีใครเดาอายุของมันได้ ั้แ่สามสิบปีก่อน ที่เสวียนเจินเข้าร่วมายุทธภพ หน้ามันก็เป็อย่างนี้ จนมาถึงตอนนี้หน้าตามันหาเปลี่ยนแปลงตามอายุไม่ ตัวเขาถือว่าร่างอ้วนท้วนอุ้ยอ้ายแต่เต็มไปด้วยกำลังวังชา คล้ายทำลายขุนเขาได้ด้วยกำปั้นเดียว ไม่รู้ว่ามันหาเสื้อที่มีขนาดตัวเท่ามันไม่ได้หรืออย่างไร ทุกครั้งที่ได้พบเสวียนเจินเขามักไม่เคยใส่เสื้อ เพิ่มความน่าเกรงขามอีกหลายส่วน
“เดี๋ยวนี้ต้วนคังมันยิ่งใหญ่ถึงขนาด มีเื่ใดจะคุยกับข้า ก็ส่งบุตรชายมันมาแล้วรึ?” เสวียนเจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิ เมื่อต้วนก่ายได้ยินชื่อของบิดาตนเองไฟความแค้นก็ปะทุขึ้น ถึงกับกัดกรามตนจนเส้นเืปูดโปน
“ผู้น้อยตั้งใจมาพบท่านประมุขด้วยเื่นี้ บิดาข้าต้วนคังและท่านอาเฉินฟงสิ้นแล้ว ด้วยน้ำมือของเฟิงเหยียน มันปะากลางท้องพระโรงต่อหน้าผู้คนมากมาย” หลังพูดจบ มันจุกอกจนแทบกระอัก
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนที่ความกดดันมหาศาลจะแผ่ออกจากร่างของั์ปักหลั่นผู้นั้น แม้แต่ขันทีก็หน้าถอดสี รีบถอยร่นออกไป
“เฟิงเหยียน!!!!!”
เสียงคำรามของเสวียนเจิน ราวกับเสียงสัตว์ป่า เปลวไฟทั่วห้องสั่นไหวอย่างรุนแรง!
ต้วนก่ายท้องไส้ปั่นป่วน แก้วหูแทบฉีกขาด มันต้องผนึกลมปราณทั้งหมดเพื่อต้านทาน
“เฟิงเหยียน!!! "ไอ้หงส์แดงสามหาว! มันกล้าลงมือกับคนของข้าเชียวหรือ!"
ยังพูดไม่ทันจบดี มือเดียวทุบลงโต๊ะแหลกละเอียด พื้นถึงกับยุบไปส่วนหนึ่ง ต้วนก่ายที่ได้เห็นตกตะลึงจนลำคอแห้งผาก
“มุกซี” เ้าไปจัดเตรียมกองทัพ! หากมันอยากได้า ข้าจะมอบาให้มัน!”
ขันทีที่ได้ยินประมุขสั่งการ ใบหน้ากลายเป็ซีดเผือก มุกซีรู้นิสัยของนายเหนือหัวมัน มักทำการใดโดยไม่คิดหน้าหลัง มุกซีแม้อยากขอให้ประมุขทบทวนคำสั่ง แต่มันหามีใจกล้าเช่นนั้นไม่ มันจึงจำใจออกไปถ่ายทอดคำสั่ง ให้เตรียมกองทัพ คืนนี้เราจะเข้าเมืองฉินตั้ว!! เมื่อคำสั่งถูกสั่งออกไป ปรากฏหกขันทีดำเข้ามาทัดท้วง ขอให้เสวียนเจินใจเย็นลงก่อน แต่กลับถูกตวาดลั่นจนต้องเงียบปาก
ขันทีน้องเล็กผู้ไม่รู้ความ พยายามรวบรวมความกล้า “นายท่านทรงลืมกฎของสี่เสาหลักแล้วหรือไร? หากเราเดินหมากเช่นนี้ ตระกูลที่เหลือย่อมถล่ม..” ยังไม่ทันสิ้นประโยค มือใหญ่โตของเสวียนเจินฟาดเข้ากับร่างของขันทีผู้เคราะห์ร้าย ปลิวกระแทกอัดเข้ากับกำแพง ตัวแหลกสลายกลายเป็เพียงชิ้นเนื้อเลอะเลือน
ต้วนก่ายไม่คิดว่าเต่าดำจะอุกอาจถึงเพียงนี้ มนุษย์เราสามารถสำเร็จวิชาได้ถึงขั้นนี้หรือ!?
เหล่าบริวารกลืนน้ำลายกันอึกใหญ่ ต่างหัวซุกหัวซุนออกมารับคำสั่งอย่างลนลาน แต่ในเหล่าบริวารที่กระเสือกกระสนเข้ามา มีแม่นางคนหนึ่งหน้าตาหมดจดชวนสะกดสายตาผู้พบเห็น นางเดินมาอย่างแช่มช้า ขัดกับสถานการณ์
ต้วนก่ายมองปราดเดียวก็รู้นั่นคือแม่นาง“หลิงเยว่” คนสนิทอันดับหนึ่งของเสวียนเจิน ผู้ที่เป็มันสมองของตระกูล ต้วนก่ายจำได้ว่าท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า ่าแย่งชิงบัลลังก์ เต่าดำไต่เต้ามาจากดิน มันสร้างความปั่นป่วนให้ยุทธภพเป็การใหญ่ แต่ไม่เป็คนใหญ่คนโตเสียที ชายร่างั์นี้เหมือนอสูรคลั่งที่ทำลายทุกอย่าง จนมาได้เจอกับหลิงเยว่เด็กสาวกำพร้าจากา เต่าดำจึงเป็สี่ตระกูลใหญ่ดั่งทุกวันนี้..
หลิงเยว่ได้เอ่ยขึ้น “ท่านพี่ ผู้น้องเข้าใจความโกรธเกี้ยวของท่าน แต่ท่านอย่าได้ลืมเลือนชื่อของ หลงเทียนห่าว”
ชื่อนี่มีค่าเพียงพอให้เสวียนเจินสงบลงบ้าง หลงเทียนห่าว ผู้อยู่จุดสูงสุด ประมุขแห่งัฟ้า!
“หลิงเยว่ งั้นเ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ยังไงมันเป็ผู้ล้ำเส้นก่อน ถ้าเต่าดำไม่แก้แค้น จะมีเต่าดำในยุทธภพไปทำไม” น้ำเสียงแม้ยังมีความโกรธเกี้ยวอยู่หลายส่วน แต่ก็สงบลงบ้าง
หลิงเยว่ตอบกลับอย่างนุ่มนวล “ผู้น้องเข้าใจท่านพี่ แต่ตอนนี้ เป็รอบของเฟิงเหยียนปกครองแผ่นดินอยู่ เขาสามารถบัญชากองทัพนับหมื่นแสน หากเราบุ่มบ่าม มีแต่จะเข้าทางเฒ่าเ้าเล่ห์นั่น“
คำพูดของนางหาได้ทำให้เต่าดำสงบลงไม่ แต่เหมือนเป็การเติมเชื้อเพลิงลงกองไฟให้ยิ่งลุกโชน เสวียนเจินลุกยืน ยิ่งยืนยิ่งเหมือนปรากฏั์ษาผุดขึ้นมากลางห้อง “เตรียมกองกำลังให้พร้อม ข้าจะเข้าเมือง ส่วนเ้า! หลิงเยว่จงนำขบวนเ้าไปรายงานให้หลงเทียนห่าวรับทราบซะ ว่าเหตุใดข้าต้องลงมือ!”
เหตุการณ์ยิ่งนานยิ่งบานปลาย หลิงเยว่พยายามเค้นสมองนึกท่ามกลางความวุ่นวาย
เื่นี้อย่างไรก็ต้องมีเงื่อนงำ เหตุใดเฟิงเหยียนถึงกล้าลงมืออุกอาจเช่นนี้ มันไม่เกรงใจหลงเทียนห่าวแล้วหรือ? หลงเทียนห่าวป่านนี้ได้รับรายงานหรือยัง? ตัวนางจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร? ถ้าจะให้รอข่าวคราวท่าทีของหลงเทียนห่าวก่อน ดูท่าเสวียนเจินคงมิยอมเป็แน่!
ต้วนก่ายที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด มันไม่ทราบต้องทำอย่างไรดี เขาเพียงมารายงานเื่ราว หวังให้เสวียนเจินช่วยหาวิธีแก้แค้น แต่นึกไม่ถึงว่าจะเดินทางไปแก้แค้นเลยเช่นนี้ นี่จะทำให้ตระกูลต้วนพินาศไปด้วยหรือไม่ ต้วนก่ายมิกล้าพูดกับเสวียนเจินโดยตรง ภาพของขันทีที่กลายเป็เศษเนื้อยังติดตา ต้วนก่ายรวบรวมความกล้า หันไปพูดกับแม่นางหลิง
“ท่านหลิงเยว่ หากเราท่านนำทัพขบวนไป พวกโจรน้อยใหญ่เห็นกองทัพเต่าดำออกจากที่มั่น พวกโจรจะใช้โอกาสนี้กำเริบเสิบสานหรือไม่”
เมื่อหลิงเยว่ได้ยินคำว่า“โจรป่า”ดั่งคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงเอ่ยขึ้น“เมื่อมีผู้ใดหยามตระกูลเราท่านพี่ย่อมต้องแก้แค้น เราปล่อยให้เหล่าบริวารจัดเตรียมขบวนไป ส่วนท่านพี่โปรดสนทนากับผู้น้องเพียงลำพัง” เสียงใสเย็นของนางดุจน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนไฟบรรลัยกัลป์
เสวียนเจินเมื่อได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้น เขารู้ได้เลยว่า หลิงเยว่สาวน้อยมหัศจรรย์ผู้นี้คงมีหนทางแล้ว แต่ละครั้งที่นางสงบเช่นนี้มักพาตระกูลไปสู่ทางเลือกที่ดีเสมอ เสวียนเจินตวาดไล่ผู้คนออกจากห้องโถง ไม่เว้นแม้แต่ต้วนก่าย ห้องที่เคยวุ่นวายกลับมาสงบอีกครั้ง “หลิงเยว่หากมีคำพูดใดจงรีบเอ่ยมา”เสวียนเจินเริ่มกลับมามีสติดังเดิม
“ท่านพี่ ท่านจงจัดทัพเข้าเมืองไป แต่ขอให้ท่านพี่ไปในวาระเยี่ยมเยียนตระกูลต้วนและตระกูลเฉินที่สูญเสีย ถ้าท่านไปเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจหักห้ามท่านได้ ส่วนตัวผู้น้องจะไปติดต่อ“ฉีซิ่น“เพื่อเริ่มแผนการ….”
คำว่า ‘ฉีซิ่น’ ราวกับก้อนหินลงในสระ เงาสั่นไหวกว้างออก เสวียนเจินแม้ไม่สะทกสะท้าน แต่ท่าทีของมันเข้มข้นขึ้น ถึงกับกระแอมเบาๆ ก่อนดึงหลิงเยว่มานั่งอยู่บนตักโดยไม่มีการขัดขืน
“เ้าถึงกับเอ่ยชื่อฉีซิ่น คนอย่างมันมองไปทั่วหล้าจะหาผู้ใดควบคุมมันได้ ถ้าพวกเราคือสี่ตระกูลหลัก ฉีซิ่นคงเป็ตระกูลโจรที่ห้ากระมัง”
หลิงเยว่ได้ฟังก็หัวเราะคิกคัก “ข้าชอบเวลาท่านพี่รู้จักครุ่นคิด ฮิฮิ” หลิงเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงซุกซน เอาเป็ว่าท่านพี่ลองฟังแผนการข้าแล้วลองตัดสินใจ
นางพูดพร้อมปีนป่ายขึ้นไปบนตัวเสวียนเจินด้วยสายตาลึกล้ำ เสวียนเจินโบกมือวูบเดียวเปลวไฟในห้องพลันดับสิ้น….