ตอนที่ 18 เรียนรู้เื่ราวต่างโลก
หลังจากโทมัสและจิมที่เป็ลูกค้าได้จากไป ร้านอาหารของสองตายายก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง สองตายายได้ใช้เวลานี้ไปกับการปัดกวาดเช็ดถูร้านไปมา เพื่อเฝ้ารอลูกค้าเข้ามากินอาหาร
จวบจนกระทั่งพระอาทิตย์ได้ลาลับแสงไป ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีลูกค้าคนใหม่ ผ่านไปมาเลยแม้แต่คนเดียว!!
“ไลท์เธออยากกินอะไรก็ทำกินเลยเถอะ อีกเดี๋ยวตากับยายจะปิดครัวแล้ว!” คุณตาเกลพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ที่ตลอดทั้งวันพึ่งจะขายอาหารได้เพียง 2 เหรียญทองมณีเท่านั้น
“ปิดครัว?!” ไลท์ที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแย่ตามไปด้วย การเปิดร้านอาหารโดยที่ไม่มีลูกค้าเข้ามากินอาหาร มันถือเป็เื่ที่ทำใจได้ยากมากจริงๆ
ไลท์เองก็รู้สึกกลัวกับเื่นี้ไม่น้อยไปกว่ากัน แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็เชฟในโลกก่อน แต่การทำงานเป็เชฟภายในโรงแรม 5 ดาว กับการเปิดร้านเป็ของตัวเอง ทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันมากมายมหาศาลจริงๆ
การทำงานในโรงแรม 5 ดาว พ่อครัวพวกนี้ไม่ต้องสนใจเื่อื่นเลย นอกจากทำอาหารที่ได้รับมอบหมายออกมาให้ดี พ่อครัวไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีลูกค้า เพราะต่อให้จะมีหรือไม่มี พ่อครัวเหล่านี้ก็จะได้รับเงินเดือนที่มั่นคงในทุกเดือนอยู่ดี
ผิดกับการมาเปิดร้านอาหารเป็ของตัวเอง ที่นอกจากจะต้องทำอาหารให้ดีแล้ว เ้าของร้านจะต้องหาหนทาง ทำยังไงก็ได้ให้มีลูกค้าเข้ามาที่ร้านของตนให้มากขึ้น
เพราะการมีลูกค้า มันเปรียบได้ดั่งเส้นชีวิตที่จะมาช่วยต่อลมหายใจให้กับร้านของพวกเขาได้เลยทีเดียว
ไลท์รู้สึกสงสารสองตายายขึ้นมาจับใจ เขามองไปที่นอกร้าน พลางภาวนาในใจขอให้มีลูกค้าอีกสักคนหรือสองคนที่ผ่านทางมา แต่ก็พบว่า...มีเพียง ความว่างเปล่า!!
“ไม่ต้องมองหาหรอกไลท์ วันนี้ไม่มีลูกค้าผ่านมาแล้ว!!” คุณตาเกลเหมือนจะรับรู้ถึงความคิดของไลท์
ชายชราได้วางไม้กวาดเอาไว้ข้างๆ ตัว ก่อนจะทิ้งตัวลงมานั่งอยู่ข้างๆ ไลท์ “วันนี้ถือว่าโชคดีมากแล้ว ที่มีลูกค้าถึงสองคน...เพราะโดยปกติแล้ว ไม่ค่อยมีลูกค้ามากินอาหารที่นี่กันหรอก”
“ถ้าไม่มีคนแล้วตากับยายเปิดร้านนี้ ทำไม?!” เป็คำถามที่ฟังดูโหดร้าย...แต่ไลท์จำเป็ที่จะต้องถามออกไป เพราะสำหรับตัวเขา การที่ร้านอาหารเปิดโดยที่ไม่มีลูกค้าเช่นนี้ มันไม่ต่างอะไรกับ…เจ๊ง!
“นั้นสิ เปิดไว้ทำไมกันนะ” คุณตาเกล มองร้านของตัวเอง ด้วยแววตาที่โศกเศร้า “คงเป็เพราะตากับยาย อยากที่จะเก็บความทรงจำเก่าๆ ที่เคยมีที่นี่เอาไว้ล่ะมั้ง!”
คุณตาเกลและไลท์ ต่างก็นิ่งเงียบ โดยที่ไม่ได้พูดอะไรกัน...ความทรงจำมันคือสิ่งที่มีค่าสำหรับใครหลายๆ คน บางคนเลือกที่จะเก็บมันไว้เป็เพียงความหลัง แต่ก็มีอีกหลายคนที่ยังคงอยู่กับมันและกอดมันเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ดั่งเช่นสองตายายและร้านอาหารแห่งนี้
ในมุมมองของไลท์ การที่สองตายายเลือกที่จะเก็บร้านในความทรงจำนี้ไว้ ไม่ใช่เื่ผิด...เพราะทั้งสองไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน
ฉะนั้นแล้ว ไลท์ จึงไม่สามารถไปตัดสินว่าใครถูกหรือผิดได้จากมุมมองของเขา เพียงแต่ถ้าวันหนึ่งเมื่อร้านแห่งนี้ มันไม่อาจไปต่อได้แล้วและมันส่งผลกระทบกับชีวิตของสองตายายขึ้นมาจริงๆ เมื่อนั้นค่อยมาดูกันอีกที ว่าสองตายายจะเลือกทางเดินอย่างไร??!!
คุณตาเกลยังคงมองดูร้านของตัวเอง ด้วยสายตาที่แจ่มชื้น พลางบอกเล่าถึงเื่ราวเก่าๆ เพื่อแบ่งปันความทรงจำดีๆ ให้กับไลท์ ชายแปลกหน้าที่พึงพบได้กัน แต่กระนั้นชายชรากลับรู้สึกต้องชะตากับชายที่อยู่ข้างๆ ของตัวเองเป็อย่างมาก
“เมื่อก่อนร้านนี้ เคยคึกคักมากทีเดียว มีนักผจญภัยและชาวบ้านต่างอยู่อาศัยกันที่นี่มากมาย...แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่นักบวชของศาสนจักรแห่งแสงได้แผ่ขยายศาสนาของพวกเขาเข้ามาในดินแดนลูนาเทีย พวกเขาก็ได้ปลูกฝังความคิดที่เป็ปฏิปักษ์กับเหล่าอสูรให้กับพวกชาวบ้าน เมื่อนั้นโศกนาฏกรรมระหว่างมนุษย์และอสูรก็ได้มาถึงจุดแตกหัก” คุณตาเกล ชี้นิ้วที่เหี่ยวย่นไปยังซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็บ้านมาก่อน ให้กับไลท์ได้ดู
แม้โศกนาฏกรรมระหว่างมนุษย์และอสูร จะเลือนหายไปตามกาลเวลามาหลายขวบปีแล้ว แต่ร่องรอยจากไฟาก็ยังคงทิ้งเศษซากแห่งความเ็ปนี้เอาไว้ไม่เลือนหาย
“แล้วเหล่าอสูรในดินแดนแห่งนี้ เป็อย่างไรบ้าง?!” ไลท์เอ่ยถาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซึ่งคุณตาเกลเมื่อได้ยินถึงคำถามก็นิ่งไปชั่วครู่ ในใจนึกใคร่สงสัยถึงมุมมองของไลท์ที่ดูจะแปลกไปจากคนปกติทั่วๆ ไป เพราะตลอดมา หากมีคนใดคนหนึ่งเอ่ยถึง โศกนาฏกรรมระหว่างมนุษย์กับอสูรในครั้งอดีต
คนส่วนใหญ่จะอยากรู้ถึงผลจากชัยชนะที่มนุษย์เป็ฝ่ายมีชัยกันแทบทั้งสิ้น แต่ทว่า...ไลท์กลับเป็คนเดียวที่ถามถึงผลพ่วงที่เกิดจากา
“มีอสูรจำนวนมากได้ล้มตายไปในโศกนาฏกรรมครั้งนั้น แต่ก็มีพวกมันบางส่วน บางเผ่าพันธุ์ที่หนีรอดไปได้ ก่อนจะรวมตัวกันถอยร่นพากันหนีไปอาศัยอยู่ที่ดินแดนทางใต้ของดินแดนลูนาเทีย
พร้อมกับตัดขาดเส้นทางพรมแดนและสังหารมนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่ย่างเท้าเข้าไปใกล้ จนได้รับการขนานนามว่าเป็...ดินแดนแห่งความตาย!!” นอกเหนือจากการแบ่งแยกดินแดนกันระหว่าง มนุษย์และอสูร
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการตัดขาดพรมแดนระหว่างอสูรกับมนุษย์ ทางด้านชายชราก็ได้บอกเล่าถึง ชีวิตความเป็อยู่ของเหล่าอสูรที่เหลือรอดจากการกวาดล้างให้กับไลท์ได้รับฟังอีกด้วย
“ชีวิตของอสูรพวกนี้ช่างน่าสงสารยิ่งนัก พวกมันหากยังอยากที่จะมีชีวิตรอดก็ต้องทำสัญญาเป็ทาสรับใช้ให้กับมนุษย์ ซึ่งถ้าไม่ทำเช่นนั้น พวกมันก็จะถูกเหล่านักผจญภัยที่มีอยู่เต็มไปหมด ออกไล่ล่าเพื่อ่ชิงดวงิญญาของพวกมัน โดยดวงิญญาของเหล่าอสูรสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็เหรียญทองมณีได้กับทางศาสนจักรแห่งแสง?!”
เมื่อเล่าถึงเื่ราวโศกนาฏกรรมจนจบ ชายชราก็พลันถอนหายใจออกมาแรงๆ เพื่อบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ดูจะหดหู่ใจเมื่อนึกถึงเื่ที่เคยเกิดขึ้น
“แล้วเหล่าอสูรที่ตกเป็ทาสให้แก่มนุษย์ พวกมันมีชีวิตเช่นไร พวกมันถูกทรมานหรือไม่?!” อีกครั้งแล้วที่คำถามของไลท์ นั้นผิดแผกไปจากคนอื่นๆ
คุณตาเกล รับรู้มาั้แ่แรกแล้วว่าไลท์ น่าจะไม่ใช่คนของอาณาจักรลูนาเทียและน่าจะเป็คนนอกรีตที่อยู่นอกเหนือดินแดน The Gloria
แต่ถึงจะเป็คนนอกรีตที่ไม่รู้เื่ราวอันใด แต่ไฉนเลยที่คนนอกรีตเช่นไลท์ ถึงได้มองเื่นี้ในมุมที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ได้อย่างที่ไม่เคยมีใครเคยคิดถึงมาก่อน
“ก็มีที่ถูกทรมานอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ พวกมันเริ่มที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเป็ทาสกันได้บ้างแล้ว จะมีก็แค่ส่วนน้อยถึงน้อยมากๆ ที่ถูกเลี้ยงดูเหมือนสัตว์เลี้ยง!” คุณตาเกลได้ตอบไปตามความจริงที่ตนเองนั้นเคยพบเห็น
ซึ่งถ้าหากขาของไลท์ได้หายกลับมาเป็ปกติแล้ว อีกไม่นานเขาก็คงจะได้พบเห็นเื่พวกนี้ด้วยตัวของเขาเอง
การที่รู้เื่นี้เอาไว้เสียั้แ่เนิ่นๆ ดูจะเป็การดี มากกว่าการไม่รู้อะไรเลย ไม่เช่นนั้นแล้ว...หากในวันข้างหน้าไลท์อาจถูกคนมองออกว่าเขาเป็คนนอกรีต เช่นนั้นตนเองคงจะรู้สึกผิดอย่างแน่นอน!!
คุณตาเกลบอกเล่าสิ่งต่างๆ ให้กับชายหนุ่ม โดยตัวไลท์เองก็ฟังอย่างเพลิดเพลิน จวบจนกระทั่งพระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้า
แต่ก่อนที่การสนทนาระหว่างชายชรากับไลท์ จะยุติลง คุณตาเกลก็ได้พูดทิ้งท้าย เพื่อเน้นย้ำถึงเื่สำคัญให้กับไลท์ได้รับทราบเสียก่อน
“พ่อหนุ่มหากมีเื่สงสัยอะไรอีก ก็ให้มาถามฉันกับยายเฮลีย์ได้เลย สิ่งสำคัญพยายามอย่าแพร่งพรายเื่ที่เ้าเป็คนนอกรีตออกไปให้กับคนนอกได้รับรู้...เข้าใจใช่ไหม!!” คุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์ ต่างก็เน้นย้ำถึงเื่นี้ให้กับไลท์
ไลท์พยักหน้าเพื่อตกปากรับคำดั่งเช่นที่เคยให้สัญญากับคุณยายเฮลีย์เอาไว้ก่อนหน้านี้ เขาตระหนักได้ถึงการเป็คนแปลกหน้าในโลกนี้เป็อย่างดีแล้วว่ามันอันตรายมากขนาดไหน
ถึงอย่างนั้นในเมื่อเขาได้ทะลุมิติมาในโลกแฟนตาซีนี้แล้ว เห็นทีเขาจะต้องเอาตัวรอดจากสิ่งที่มี เพื่อใช้ชีวิตอยู่โลกใบนี้ให้ได้!!
“คุณตาครับ...ให้ผมอยู่ทำอาหารที่ร้านนี้อีกสักพักจะได้ไหมครับ!!” ไลท์แม้จะรู้สึกเกรงใจที่สองตายาย เคยช่วยชีวิตของเขาเอาไว้
แต่ถ้าหากให้เขา ออกไปเผชิญโลกแห่งนี้ตามลำพัง โดยที่ไม่รู้เื่รู้ราวให้ดี มันก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย เขาไม่มีวิชาการต่อสู้เหมือนกับพระเอกในนวนิยายเื่อื่นๆ ที่ทะลุมิติแล้วจะได้รับพลังเท่ๆ ที่สามารถตบตีกับใครก็ได้
กลับกันเขาได้รับเพียงแค่ระบบร้านอาหารที่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันทำงานยังไง?! ฉะนั้นแล้วการอาศัยอยู่ที่ร้านอาหารแห่งนี้ เพื่อเรียนรู้โลกใบนี้อีกสักหน่อย ดูจะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ลังเลที่จะขอทำงานอยู่ที่ร้านอาหารแห่งนี้กับคุณตาและคุณยายต่อไป!!
“จริงเหรอ! เธออยากทำงานที่ร้านอาหารของฉันจริงๆ เหรอ??!!” คุณตาเกลตาเบิกโพลงด้วยความประหลาดใจ
จากทักษะและการชำนาญในการทำอาหารที่ไลท์แสดงให้เห็น เพียงเท่านี้ชายชราก็รู้แล้วว่า ไลท์นั้นเก่งกาจมากแค่ไหน
การที่พ่อครัวที่มีฝีมือการทำอาหารล้ำเลิศเช่นนี้ ต้องมาตกอับ ทำอาหารอยู่ที่ร้านที่มีลูกค้า เพียงสัปดาห์ละ 2-3 คน มันไม่ต่างอะไรกับเพชรที่ต้องจมอยู่ในโคลนตม...เช่นนั้นแล้วมันดีแล้วจริงๆ เหรอที่จะปิดกั้นพร์ของตัวเองเอาไว้ที่นี่
ชายชรารู้สึกลังเล...แต่ในตอนนั้นเอง “ร้านอาหารสามเวลาของเรา ยินดีที่มีเธออยู่ด้วยกันนะ!!”
เป็เสียงของคุณยายเฮลีย์ที่พูดขึ้นมา หญิงชรายืนฟังการสนทนาของทั้งคู่อยู่นานแล้ว แต่เพราะไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะของทั้งสองคน จึงได้วางตัวเองอยู่วงนอกและเมื่อได้โอกาสสอดคำ
หญิงชราก็ถือโอกาสนี้ ประกาศให้รู้กันไปเลย ‘ว่าร้านอาหารแห่งนี้’ ใครกันแน่ที่ใหญ่ที่สุด!!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ยังมีอีกตอนลงตอน 2 ทุ่มนะครับ