ตอนที่4
ยายน้ำเน่า
มือเรียวบางกำลังไล่ฟองสบู่ด้วยสายน้ำจากฝักบัว ที่ไหลลงมากระทบผิวเนื้อของตนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามั้แ่หัวจรดเท้าก่อนปิดก๊อกคว้าผ้าขนหนูมาซับกายพอประมาณแล้วพันผ้ารอบเอวปิดส่วนล่างไว้อย่างิ่เหม่เดินออกจากห้องน้ำตรงไปยังตู้เสื้อผ้าหาชุดนอนรัชยุทธ์ยืนกวาดสายตาอยู่ชั่วครู่ก่อนเลือกเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงตัวโปรดมาสวมอย่างสบายๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูจากด้านนอกทำให้คนกำลังจะล้มตัวลงนอนบนเตียงขมวดเข้าหากัน และรีบสาวเท้าไปที่ประตูห้องทันที เมื่อเห็นร่างของรัฐนนท์และรัชตะน้องชายฝาแฝดยืนยิ้มแห้งๆ และไม่ยอมพูดอะไร เอาแต่สะกิดกันไปมา
“ว่าไงเรา มีอะไรหรือเปล่า” แม้ว่าเขาจะถามด้วยน้ำเสียงปกติ แต่สองแฝดกลับทำหน้าเลิ่กลั่กยืนตัวสั่นราวก่อความผิดอะไรไว้
“เอ่อ…คือ คือ” รัฐนนท์แฝดพี่กระทุ้งศอกไปที่หน้าท้องของรัชตะ เพราะให้น้องชายพูดแทนตัวเอง
“มีอะไรก็ว่ามาสิ” โทนเสียงทุ้มตวัดเข้มขึ้นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองไม่กล้าที่จะพูด เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมสบตาทำให้คนขี้หงุดหงิดจากการอดนอนจึงพูดไปราวกับตะคอก “ยืนอ้ำอึ้งอยู่ได้มีอะไรก็ว่ามา หรือถ้าไม่มีอะไร พี่ขอตัวนะ จะนอน”
“คือว่าสัปดาห์นี้ไม่มีเรียนพิเศษพวกเราจะขอไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆสักสองสามวันครับ”
ไม่ต้องรอให้พี่ชายบอกเป็ครั้งที่สองคราวนี้ทั้งสองแฝดพูดออกไปพร้อมกัน ก่อนจะพากันหลับตาปี๋และจับมือกันไว้แน่นเพราะคิดว่าจะต้องโดนต่อว่าแน่ๆ เสียงหัวใจของทั้งคู่เต้นระทึกเร็วจนเ้าของกลัวว่าจะหลุดจากอกร่างกายแข็งเกร็งเหมือนรูปปั้น เกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้อง
“ก็ไปสิ”
คำอนุญาตง่ายๆทำให้สองหนุ่มรีบลืมตาขึ้นมามองหน้ากันต่างคนต่างตบหน้ากันคนละหนึ่งที เพราะคิดว่าตัวเองฝันไปหากแต่ความเ็ปบริเวณข้างแก้มที่มือขาวซีดกุมอยู่นั้นบอกให้รู้ว่าคือเื่จริง
“จริงๆนะครับ พวกเราไปได้จริงๆนะ” น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจจนเกินหน้าเกินตาทำเอารัชยุทธ์รู้สึกหมั่นไส้ทีเื่เรียนล่ะี้เีนักเ้าพวกนี้
“ทำไมจะไปไม่ได้ล่ะ พวกแกโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วฉันจะห้ามทำไม แต่กลับมาก็ตั้งใจอ่านหนังสือด้วย จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”รัชยุทธ์ขยี้ศีรษะน้องชายทั้งสองเพราะมันเขี้ยว
“ได้ครับพี่พีท ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปก่อนนะครับ”รัฐนนท์และรัชตะรีบคว้ากระเป๋าเป้ที่แอบไว้ด้านข้างประตูมาสะพายหลังทั้งคู่ยกมือไหว้พี่ชาย ก่อนจะรีบวิ่งไปที่บันไดลงไปขึ้นแท็กซี่อย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
“ไอ้ตัวแสบเอ๊ย” รัชยุทธ์ส่ายหน้าให้กับความเ้าเล่ห์ของสองฝาแฝดถ้าพวกนั้นจะเตรียมตัวพร้อมขนาดนี้ ไม่ต้องมาขออนุญาตเขาก็ได้มั้ง แสบสมฉายาแฝดนรกจริงๆ
มือเรียวบางยกขึ้นปิดปากเมื่อความงุนง่วงเข้าโจมตีศัลยแพทย์หน้าหวานนำพาตัวเองไปที่เตียงกว้างและล้มตัวลงนอน แต่ก่อนที่หัวจะถึงหมอนเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ลมหายใจหนักหน่วงพ่นระบายออกจากริมฝีปากบางหยักนี่ใจคอ์จะไม่ให้เขาพักผ่อนบ้างหรือไง รัชยุทธ์คิดอย่างหงุดหงิด
“ว่าไงวะติณณ์” เขาตอบไปด้วยเสียงห้วนจัดทำให้อีกฝ่ายรู้ทันทีว่าตัวเองโทรมารบกวนการนอนของเพื่อนแน่ๆแต่ดูเหมือนเ้าตัวจะไม่รู้สึกผิดสักนิด กลับกลั้วหัวเราะอย่างชอบใจ
“ไอ้พีท คืนนี้ไปทองหล่อไหม วันนี้วันเกิดไอ้พลัส มันเพิ่งชวนฉันเมื่อกี้ งานนี้ฟรีนะโว้ย” ติณณ์ ศัลยแพทย์ร่วมแผนกของรัชยุทธ์ผู้เป็เพื่อนสนิทที่เขาลงความเห็นว่ากวนประสาทและไร้สาระที่สุด
“ก็ดีว่ะ ไม่ได้ไปนานแล้วเหมือนกัน” คนโหมงานหนักติดต่อกันหลายวันคิดว่าการออกไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้างเป็การพักผ่อนที่ไม่เลว
“แล้วนี่ได้นอนยัง ได้ข่าวว่ารับศึกหนักสามวันติดเลยเหรอวะเมื่อคืนไม่ใช่เวร หัวหน้ายังโทรตามแกไปผ่าตัดด่วน สงสัยปลายปีมีโบนัสสามเท่าแน่ๆนี่ถ้าท่านปฐวีมีลูกสาวนะ ฉันว่าท่านคงยกให้แกแน่ๆเห็นน้องเลขาบอกว่าชมแกกับบอร์ดผู้บริหารไม่ขาดปากเลย สงสัยคงอยากได้แกไปเป็ลูกเขยละมั้งไหนๆท่านก็ไม่มีลูกสาว แกก็คบกับไอ้พลัสเลยแล้วกัน งานนี้ได้เป็ลูกเขยสมใจแน่ๆไม่สิวะ เป็ลูกสะใภ้ต่างหาก”
“ไอ้บ้า มึงเลิกคิดอุตริแบบนี้เลยนะกูไม่ได้ชอบเพศเดียวกัน ถ้าอยู่ใกล้ๆจะเตะปากให้ เออ มีอะไรอีกไหม จะนอนแล้ว”
“เออๆ คืนนี้เจอกันสักสามทุ่มละกัน จะพาคุณเ้าภาพไปทำบุญปล่อยโค…โคโยตี้ แอแฮ่” แค่ขอให้ได้เล่นมุกห้าบาทสิบบาทนายแพทย์ติณณ์ก็เอา
“มึงไปเล่นตรงนู้นนะ ไร้สาระจริงๆแค่นี้นะ กูจะนอน” รัชยุทธ์กดตัดสายทิ้งและวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะข้างๆแล้วมองเ้าอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กอีกครั้ง ก่อนจะระบายลมหายใจเบาๆ แล้วภาวนาว่าขอให้ไม่มีใครโทรมารบกวนอีก
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงคนที่บ่นว่าง่วงกลับขยับตัวไปมาหลายต่อหลายครั้ง ทำทุกวิธีเพื่อพยายามข่มตาให้หลับนับแกะ ลงไปดื่มนมอุ่นๆ ดื่มชาคาโมมายล์ และอีกสารพัดวิธีก็ยังไม่ง่วง
เพราะอะไรกันความรู้สึกหนักอึ้งที่หัวใจจึงกลับมาปะทุอีกครั้ง ดวงตาคมมองเพดาน้าอย่างใจลอยชายหนุ่มผู้ไม่ยุ่งกับความรักนับหลายปี วันๆหายใจเข้าออกมีแต่งาน ทำไมวันนี้ถึงได้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่เหมือนเดิมมันคล้ายกับว่าบางสิ่งที่หายไป กลับมาหาเขาแล้ว
หลังจากเฝ้าวนเวียนคิดอยู่หลายนาทีความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานก็นำพาความง่วงชนะศัลยแพทย์หน้าหวานและพาไปสู่ห้วงนิทราในที่สุด
เช้าวันนี้แพรววนิดอารมณ์ดีเป็พิเศษ เพราะเมื่อวานได้สร้างความหายนะให้กับอลงกตและอลิชาจนพอใจวันนี้แม่สาวแสบเดินทางมาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อเอากุญแจมาคืนบริษัทรถเช่าตามที่นัดเอาไว้เมื่อมาถึงหญิงสาวก็เห็นสองพ่อลูกมหาภัยในชุดทำงานยืนหัวเสียอยู่ข้างๆรถที่เธอเช่าไว้ยิ่งได้เห็นใบหน้าบูดบึ้งของคู่อริ คนขี้แกล้งก็ยิ่งยิ้มเยาะสะใจ
“ฮาย มาย อังเคิล แอนด์ เดอะ เคาท์เสิ้น ฮาว ซิสโก อิ้ง มาทำอะไรตรงนี้คะ” แพรววนิดเดินนวยนาดทักทายบุคคลอันเป็ที่รักยิ่งด้วยจริตจะก้านชวนน่าหมั่นไส้ในสายตาคนมอง
“เธอเป็ใคร แล้วมาทำอะไรที่นี่” นายแพทย์อลงกตกวาดตามมองหญิงสาวแปลกหน้าอย่างไม่เป็มิตรนักพลางคิดอย่างไม่สบอารมณ์ที่ผู้มาใหม่ดูจะมาทักทายผิดเวลาในขณะที่พวกเขากำลังวุ่นวาย เพราะโดนรถยนต์ของใครก็ไม่รู้มาขวางทางรถยนต์ของพวกเขา
“อุ๊บส์นี่คุณลุงจำหลานสาวสุดที่รักไม่ได้เหรอคะเนี่ย เสียใจจัง มองดีๆสิคะ” แม่สาวแสบแสร้งยกมือปิดปากแล้วทำหน้าเสียอกเสียใจประหนึ่งว่าโดนใครเหยียบเท้า
“ยายพริ้นท์!” สองพ่อลูกะโออกไปพร้อมกันทันทีที่จำคนตรงหน้าได้ ทั้งสองตกอยู่ในอาการอ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานชั่วขณะ
“น่ารักที่สุด ขอบคุณนะคะที่จำกันได้” เ้าของชื่อเล่นหยีตา ยิ้มแก้มปริ พร้อมกับส่งจูบให้หนึ่งที
“สักครู่นะคะขออนุญาตคืนกุญแจรถให้บริษัทที่เช่ามาก่อน เดี๋ยวเขาจะรอนาน พี่คะ ขอบคุณมากๆนะคะรถของบริษัทคุณพี่เนี่ย ดีงามพระรามแปดมากๆ เบาะนุ่ม เครื่องยนต์แรง ที่สำคัญรถจอดสนิท ไม่ต้องกลัวคนมาเข็นรถหายไป ประทับใจที่สุดก็ตรงนี้ไว้จะใช้บริการอีกนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ” แม่สาวแสบยกมือไหว้พร้อมกับถอนสายบัวให้อีกหนึ่งที ทำเอาพนักงานรถเช่าที่ยืนดูสถานการณ์อยู่นานถึงกับขำก๊ากเพราะไม่คาดคิดว่าจะเจอลูกค้าแปลกๆแบบนี้
“นี่เธอเช่ารถคันนี้เหรอ กลับมาก็ก่อเื่เลยนะ” นางพยาบาลสาวมองตามรถยนต์ที่เพิ่งขับออกไปก่อนจะพุ่งเข้าไปบีบต้นแขนของญาติผู้น้องเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ
“ก็ไม่มีป้ายห้ามแขวนไว้นี่คะ ใครจะไปหยั่งรู้เป็เขต‘หมาห้าม’ เอ้ย หวงห้าม อีกอย่างตอนขับมาที่จอดก็เต็มหมด แล้วจะให้พริ้นท์ไปจอดตรงไหนล่ะคะ” คนช่างยอกย้อนผลักญาติผู้พี่ออกมือเล็กยกขึ้นปัดบริเวณที่อีกฝ่ายจับราวกับปัดเสนียด “หรือจะให้จอดบนหัวคุณพี่ดี”
“จะมากไปแล้วนะพริ้นท์ ฉันแก่กว่าเธอนะ ทำไมพูดจาราวกับคนไม่มีการศึกษาอุตส่าห์ไปเรียนถึงเมืองนอก แต่ยังทำนิสัยเสียแบบนี้ที่นั่นไม่ได้ขัดเกลานิสัยบ้างหรือไง” อลิชาต่อว่าญาติผู้น้องที่หายหน้าไปหลายปีแต่พอกลับมาก็ก่อเื่ทันที
“หูย คุณพี่ด่าถึงเครื่องมากค่ะจริงๆสันดานดีๆก็มีนะคะ แต่คุณแม่เคยสอนว่าให้เอาไว้ใช้กับคนดีๆแล้วคุณพี่เป็คนดีหรือเปล่าคะ”
แพรววนิดเย้าถามพร้อมทำสายตาและปากยียวนชวนให้อีกฝ่ายหัวร้อนเล่น ก่อนจะทำสีหน้าเรียบและเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อยและโน้มตัวเข้าหาอลิชา ก่อนพูดว่า
“แต่ว่าอย่างเธอน่ะ เป็คนยังเป็ไม่ได้เลย แล้วจะมาเรียกร้องให้คนอื่นทำดีด้วยเหรอไหนลองนึกเื่ดีๆที่เคยทำไว้กับฉันบ้างสิ ถ้านึกออกฉันจะยุติาด้วยแต่คงนึกไม่ออกใช่ไหมล่ะ เพราะเธอไม่เคยทำไงเื่ดีๆน่ะ จำเอาไว้นะน้ำมนต์ต่อจากวันนี้ไป ฉันจะแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากเธอคืนบ้าง อะไรที่เป็ของรักก็ล่ามโซ่ไว้ให้ดีล่ะ”
แพรววนิดโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูอลิชา เพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคนก่อนเคลื่อนร่างกายมาประจันหน้ากับอีกฝ่ายอีกครั้งสายตาจริงจังที่ฉายให้อลิชาได้เห็นบอกให้นางพยาบาลสาวทราบทันทีว่าลูกพี่ลูกน้องไม่ได้พูดเล่นแต่จะทำอย่างที่พูดจริงๆ
อลิชาเองก็ส่งสายตาตอบโต้กลับไปดุจเดียวกันเพื่อบอกให้แพรววนิดรู้ว่าเธอจะไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียวเช่นกัน
นานนับหลายนาทีที่สองลูกพี่ลูกน้องเล่นเกมจ้องตากันในที่สุดนางพยาบาลสาวก็ต้องยอมแพ้ ด้วยการเมินสายตาไปทางอื่นก่อนจะหันมาเชิดหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยท่าทางเหยียดๆว่า
“เพราะนิสัยแย่ๆเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแบบนี้สินะถึงได้โดนผู้ชายเขี่ยทิ้งอีกแล้ว อุตส่าห์ลงทุนหนีตามเขาไปถึงเมืองนอกก็โดนทิ้งอีก โถๆๆ คุณน้องน่าสงสารจังเลยนะคะ เกิดมาก็ไม่มีใครรักสักคน” อลิชาเหยียดยิ้มมุมปาก มองแพรววนิดด้วยสายตาสมเพช เมื่อแววตาเศร้าที่อีกฝ่ายฉายมาให้เห็นแม้จะเป็เพียงแค่ไม่กี่วินาทีแต่อลิชาก็ััได้ว่าคำพูดของตัวเองเมื่อสักครู่คงสร้างความะเืใจให้แพรววนิดไม่น้อย
“ขอโทษฉันกับคุณพ่อซะ แล้วฉันจะไม่เอาเื่นี้ไปบอกอาปฐวี” คนที่โดนแกล้งสั่งอีกครั้ง
“ถ้าไม่ขอโทษ แล้วมีปัญหาอะไรไหมคะคุณพี่” นอกจากไม่ขอโทษแล้วแพรววนิดยังส่งจูบลาให้สองพ่อลูกได้หัวร้อนเล่นร่างเล็กสะบัดหน้าหันหลังให้โดยที่อีกคนยังไม่ยอมจบง่ายๆอลิชารีบคว้าหัวไหล่ของญาติผู้น้องมาคุยให้รู้เื่
“พริ้นท์ เรายังคุยกันไม่รู้เื่ อย่ามาสะบัดตูดเดินหนีแบบนี้นะ โอเคเธอจะไม่ขอโทษฉันก็ได้ แต่อย่างไร เธอต้องขอโทษพ่อของฉัน เธอทำเกินไปนะ” เล็บสั้นๆจิกลงไปที่ผิวบอบบาง แม้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้เ้าตัวรู้สึกเจ็บแต่บอกถึงอารมณ์กรุ่นโกรธของผู้กระทำ
“ดูปากแพรววนิดนะคะ ไม่-มี-ทาง” นอกจากจะไม่สลดแล้ว คนอายุน้อยกว่ายังคงทำลอยหน้าลอยตาเสียอีก
“ยายพริ้นท์! ยายเด็กนิสัยเสีย” มือข้างหนึ่งที่ผ่านการช่วยคนไข้มามากมายยกขึ้นเมื่อเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ อลิชากัดฟันเข่นเขี้ยววันนี้เห็นทีจะต้องสั่งสอนให้ยายตัวดีสำนึกบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ข่มขู่กันฝ่ายเดียว
“นั่นพวกคุณจะทำอะไร” ชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำ มีใบหน้าคมคาย คิ้วเข้มหนา ผมสีน้ำตาลอ่อนผิวพรรณขาวสะอาด ก้าวเดินเข้ามาด้วยจังหวะมั่นคงก่อนจะหยุดลงตรงหน้าคนทั้งสามเขาคือพบกรัณย์ วรจักรเกรียงไกร ศัลยแพทย์ด้านสมองและระบบประสาทพ่วงด้วยตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล และลูกชายคนโตของปฐวี
“พี่พลัส” นางพยาบาลสาวพูดเสียงสั่นหัวใจกระตุกเมื่อเห็นสายตาดุๆมองมาอย่างไม่พอใจแน่นอนอยู่แล้วว่าญาติผู้พี่ไม่ชอบหน้าเธอและพ่อสักเท่าไหร่ดูจากการไหว้อลงกตแบบขอไปทีตอนที่เขาเดินเข้ามา
“ผมถามว่าพวกคุณกำลังจะทำอะไร” ดวงตาคมกริบมองร่างในชุดพยาบาลที่กำลังตัวสั่นเทาเพราะเสียงเอ็ดตะโรที่ไม่เบานัก เขาเกลียดทุกคนในครอบครัวของหล่อนสุดหัวใจหากไม่ติดว่าเป็ญาติพี่น้องกันล่ะก็ คงจะโดนจัดการไปแล้วไม่ได้มาเชิดหน้าชูคอแบบนี้หรอก
“เอ่อ…คือ น้ำมนต์กำลังคุยกับยายพริ้นท์ค่ะ” คนถูกดุยืนตัวลีบตอบเสียงตะกุกตะกักไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย
“พริ้นท์เหรอ พริ้นท์ไหน” พบกรัณย์ถามด้วยความแปลกใจก่อนจะหันไปมองผู้หญิงรูปร่างบอบบาง หน้าตาสวย ผิวขาวอมชมพูนิดๆ “น้องหนู…” ท่านรองผู้อำนวยการคลี่ยิ้มกว้างเมื่อพิจารณาใบหน้าสาวน้อยตรงหน้าที่มีส่วนคล้ายกับมารดา ไม่ผิดแน่เป็น้องสาวของเขาจริงๆ
“เซอร์ไพส์!” แพรววนิดอ้าแขนกว้าง พร้อมรับอ้อมกอดพี่ชายเต็มที่พบกรัณย์หัวเราะกับท่าทีของน้องสาวและยกมือปาดน้ำตาก่อนโผเข้ากอดคนที่เขาคิดถึงสุดหัวใจ
“ทำไมไม่ติดต่อมาบ้าง รู้ไหม พี่เป็ห่วงและคิดถึงหนูแค่ไหนพี่ไปหาเราที่มหาวิทยาลัยตั้งหลายครั้ง แต่เราก็ไม่ยอมออกมาพบพี่ ย้ายหออีกต่างหากเป็นินจาหรือไงหึ หายตัวเก่งจริงๆ” ยิ่งพูดน้ำตาลูกผู้ชายก็ยิ่งไหลคนเป็พี่ชายกอดน้องสาวแน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปอีกครั้ง
“ก็กลับมาแล้วนี่ไง อุตส่าห์ยกเลิกทริปแทสมาเนียเลยนะกลัวจะมาไม่ทันฉลองวันเกิดคนแถวนี้” แพรววนิดหยิบผ้าเล็กในกระเป๋ามาเช็ดคราบน้ำตาให้พี่ชายอย่างอ่อนโยน
คือว่าพี่พลัสคะ…” เสียงของคนที่้าจะรายงานพฤติกรรมความแสบของน้องเล็กในตระกูลเงียบหายไปเมื่อสองศรีพี่น้องผู้เป็ญาติกลับเดินโอบกันไปที่รถของพบกรัณย์อลิชามองด้วยความขุ่นเคือง คราวนี้เธอจะปล่อยไปก่อน หากเป็คราวหน้าล่ะก็ เธอไม่ปล่อยให้มารังแกกันง่ายๆแน่
“หิวไหมน้องหนู ออกไปกินอะไรกันไหม” พบกรัณย์ถามน้องสาวด้วยเสียงอ่อนโยนมือใหญ่คว้าศีรษะอีกฝ่ายเข้ามาหาพร้อมจูบประทับที่หน้าผากเล็กด้วยความมันเขี้ยวทำเอาแม่ตัวแสบหลบริมฝีปากอุ่นๆเป็พัลวัน เพราะรู้สึกจั๊กจี้จากไรหนวดที่กำลังทิ่มแทงเนื้อบอบบางอยู่นี่
“หิวมากกก เอ้อเย็นนี้นัดสาวไปฉลองวันเกิดที่ไหนหรือเปล่า”
“พี่ยังไม่มีแฟน”
“หืม จริงเหรอ ไม่มีคนมาชอบ หรือพี่ไม่ได้ชอบใครบ้างเลยเหรอ” แพรววนิดเอียงคอถาม และทำตาแป๋วอย่างใคร่รู้เล่นเอาคนเป็พี่ชายทำสีหน้าไม่ถูก เพราะกำลังคิดว่าจะตอบออกไปอย่างไรดี
“เฮ้ย ไม่มีหรอก จะมีทำไมให้เป็ภาระ” พบกรัณย์บอกออกไปอย่างเพื่อกลบเกลื่อนความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในใจก่อนที่ดวงตาของเขาจะโตขึ้น เมื่อได้ยินคำถามถัดมา
“อ้าว ไม่ใช่ว่ายังชอบซายน์อยู่เหรอคะ” คราวนี้แพรววนิดถามแล้วยื่นหน้าไปใกล้ๆเพื่อจับผิดก่อนหลุดหัวเราะเมื่อเห็นพี่ชายไม่ยอมสบตา
‘เห็นได้ชัดว่าพี่ชายของเรายังชอบซายน์อยู่ ปากแข็งจริงๆพี่ชายเรานี่ถ้าอ้อนไม่บอกว่าพี่พลัสเลิกจีบยายซายน์ เพราะเื่เรากับเฮียซัน เราก็ไม่รู้เลยนะ’
“เอ่อ...พี่” เมื่อความลับที่ซ่อนเอาไว้ถูกจับได้ท่านรองผู้อำนวยการถึงกับไปไม่เป็ ก่อนที่จะรวบรวมสติได้ แล้วตัดสินใจถามคำถามที่ค้างคาและลำบากใจมากที่สุดออกไป“พริ้นท์จะโกรธพี่ไหม ที่พี่ยังชอบน้องสาวของเฮียซันแฟนเก่าเราอยู่”
“พริ้นท์น่ะไม่ว่าหรอก เพราะแยกแยะได้ ดีซะอีก ถ้าได้ซายน์เป็พี่สะใภ้จะได้ไม่ต้องกังวลว่านิสัยจะเข้ากันได้ไหม แต่พี่ต้องสัญญากับ พริ้นท์ก่อนนะว่าคราวนี้พี่จะจริงจังไม่หายหน้าไปเหมือนเมื่อก่อนอ้อนเล่าให้ฟังว่าซายน์โมโหมากที่พี่บอกว่าจะไปหาที่อังกฤษแล้วก็ไม่มา แต่กลับไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นมีข่าวเต็มหน้าหนังสือพิมพ์เลย่นั้น ถึงจะเข้าใจว่าพี่โกรธเฮียซันแต่ก็ไม่คิดว่าจะพาลเธอด้วย แล้วก็คิดไปแล้วว่าพี่แค่มาจีบเล่นๆ ก็เลยจะไม่ให้โอกาสอีกงานนี้คงจะยากหน่อยนะพี่พลัส”
แพรววนิดตบบ่าพี่ชายอย่างเห็นใจ เพราะไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานกี่ปีกว่าเพื่อนของเธอจะใจอ่อน เผลอๆตอนนี้ศรัณย์รัตน์อาจจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับคนอื่นไปแล้วก็ได้ก็เล่นหายหน้าไปสามปี ใครรอก็บ้าแล้ว แล้วไหนจะฉายาคาสโนว่าหุ้มเพชรที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะทำตัวเองล้วนๆ เรียกว่าถ้าจะให้ลิตส์รายชื่อผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาคงจะยาวกว่าสะพานพระรามต่างๆรวมกันซะอีก
“พี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้ซายน์ผิดหวังอีก ั้แ่รู้ตัวว่าชอบซายน์สายตาพี่ก็ไม่เคยมองใคร ที่ทำไปตอนนั้น ก็เพราะแค่้าตัดใจจากเธอพี่ขอถามอีกครั้ง พริ้นท์อนุญาตให้พี่จีบซายน์ได้ใช่ไหม” พบกรัณย์ถามด้วยน้ำเสียงจริงจังเขาก็ไม่รู้หมือนกันว่าถ้าแพรววนิดบอกว่าไม่อนุญาต จะทำอย่างไรต่อไป จะทนทรมานแบบนี้ต่อไปได้หรือเปล่า
คนถูกถามยิ้มและลูบไหล่คนถามอย่างอ่อนโยน
“จะมาถามพริ้นท์ทำไม เื่ความรักเป็เื่ตัว พี่อยากทำอะไรก็ทำเถอะ”และเพื่อให้พี่ชายสบายใจขึ้น แพรววนิดจึงยกฝ่ามือของเขามากุมพร้อมส่งยิ้มหวานให้กำลังใจและเป็หลักฐานยืนยันว่าเธอไม่ขัดข้องเื่ที่เขาจะจีบศรัณย์รัตน์หรือซายน์ เพื่อนสนิทของเธอ
“ขอบใจมากนะน้องหนูที่เข้าใจพี่ วันนี้เราไปกินข้าวและฉลองวันเกิดด้วยกันนะ”
พบกรัณย์ดึงน้องสาวเข้าไปกอด ต่อไปนี้เขาจะได้ไม่รู้สึกผิดที่เผลอใจไปรักน้องสาวของอดีตคนรักของแพรววนิด เหตุการณ์ในอดีตทำให้เขาต้องตัดใจจากศรัณย์รันต์ ทั้งที่กำลังเริ่มจีบเธออยู่แล้วแท้ๆแต่พอเกิดเื่ก็ทำให้ต้องจำใจหายหน้าจากผู้หญิงที่เขารักเพราะคิดไปเองว่ามันคงเป็ไปไม่ได้ เ้าตัวแสบคงจะไม่ยอมหรอกอีกครั้งเขาก็เกลียดพี่ชายของเธอมากด้วย
แต่ที่แน่ๆ เขารู้แล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของแพรววนิดและศรัณย์รัตน์มันแน่นแฟ้นเกินกว่าเื่เลวร้ายนั่นจะทำลายได้ลง
‘รอพี่ก่อนนะซายน์ พี่กำลังจะไปหา’
“เอ้อ พี่ลืมไปเลยว่าคืนนี้นัดรุ่นพี่ไว้ที่ผับ” รองผู้อำนวยการอุทานออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขานัดกลุ่มหมอรุ่นพี่ไว้ที่ไหน
“ถ้าเป็แบบนั้น คืนนี้พี่พลัสไปฉลองกับพวกพี่ๆเขาเถอะ เดี๋ยวเราค่อยไปกันพรุ่งนี้ก็ได้”
“ไม่ล่ะ พี่อยากไปกินข้าวกับน้องหนู ส่วนเื่ของฉลองวันเกิดคืนนี้พี่จะโอนเงินไปให้พวกเขาแทน”
“แต่ว่าพริ้นท์ว่าพี่พลัสไปกับพวกพี่ๆเขาดีกว่าค่ะ”
“ไม่มีแต่ค่ะ ตัวเพิ่งกลับมา จะให้พี่เห็นคนอื่นสำคัญกว่าได้ยังไง” พบกรัณย์บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังวันนี้ควรเป็วันที่อยู่กันพร้อมหน้าระหว่างสองพี่น้องจะไม่มีใครเข้ามาแทรกแม้แต่คนเดียว