เสียงเครื่องยนต์ของรถซีดานสีเข้มดังอย่างสม่ำเสมอจ่าก้องบังคับพวงมาลัยอย่างมั่นคง เคลื่อนผ่านการจราจรที่หนาแน่นขึ้นใน่สายของวันจันทร์กลางกรุงเทพฯรชานนท์นั่งเงียบอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ สายตาทอดมองถนนเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายความคิดวนเวียนอยู่กับแผนการที่เพิ่งได้รับมอบหมายมาสดๆ ร้อนๆขณะที่ผู้กองหินซึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง เอนกายพิงพนักพิงทบทวนกลยุทธ์ในใจเป็ครั้งสุดท้าย
"นนท์จำแผนที่เราคุยกันได้นะ" ผู้กองหินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบเป็คนแรก“พี่นัด สส.พอเจตต์ ไว้ั้แ่ก่อนที่เราจะบุกเมื่อวานแล้ว กันไม่ให้พวกมันสงสัยว่าเรารู้เื่ของพวกมันแค่ไหน”เขาหยุดเล็กน้อย "เราจะเข้าไปในฐานะตำรวจที่เดือดร้อนมาขอพึ่งบารมีท่าน ไม่ใช่ในฐานะคนทำคดีเราจะขอให้ท่านช่วยตั้งกรรมการสอบสวนเื่ที่เราถูกย้ายมานี่อย่างไม่เป็ธรรมอ้างว่าสงสัยจะไปขัดขาผู้มีอิทธิพลเข้าให้"
"ครับพี่"รชานนท์ขานรับสั้นๆ
"แล้วพี่จะหาจังหวะเหมาะๆแกล้งหลุดข้อมูลเื่คดีค้ามนุษย์ที่เราตามอยู่ ว่ามันไปเกี่ยวพันกับเครือข่ายของสจ.กำพล ซึ่งเป็ที่รู้กันว่าเป็คู่แข่งของท่าน สส. ดูซิว่าเขาจะมีปฏิกิริยายังไง"ผู้กองหินอธิบายน้ำเสียงสุขุม "เอ็งต้องใจเย็นเล่นตามบทบาทไป อย่าให้อารมณ์ส่วนตัวพาเตลิดเด็ดขาด"
"ครับ"รชานนท์รับคำอีกครั้ง พยายามกดความรู้สึกพลุ่งพล่านที่ตีรวนอยู่ในอก
"เห็นข่าวเมื่อเช้ารึยัง?"ผู้กองหินถาม พลางเปิดแท็บเล็ตในมือดูข่าว "ศพมาเฟียใหญ่ที่ถูกทุบตายในโกดังร้างนั่น..."
รชานนท์พยักหน้า "ได้ยินจากทีวีหน้าห้องทำงานเมื่อเช้าครับพี่"
“พี่ว่ามันแปลกๆนะ รายแรกก็เสี่ยทิว โกงหุ้นเป็พันล้าน เพิ่งออกจากคุกไม่กี่วันก็ไปเป็ศพในโกดังร้าง ลูกน้องหายหมด มาคราวนี้ก็มาเฟียอีกราย รูปแบบเดียวกันหาเบาะแสไม่ได้เหมือนกัน... ดีนะที่เกิดนอกเขตเรา ไม่งั้นวุ่นวายกว่านี้แน่"ผู้กองหินถอนหายใจเบาๆ "่นี้มีแต่เื่ไม่ชอบมาพากลจริงๆเรายิ่งต้องระวังตัวเป็สองเท่า"
ไม่นานนักรถซีดานก็เลี้ยวเข้าสู่บริเวณอาคารสำนักงานส่วนตัวที่โอ่อ่าหรูหราของ สส.พอเจตต์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญ จ่าก้องนำรถไปจอดในจุดที่ประสานงานไว้ผู้กองหินและรชานนท์ลงจากรถ จัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย สูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารด้วยท่าทีนอบน้อม
หลังจากผ่านขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยและรออยู่ไม่นานพวกเขาก็ถูกเชิญขึ้นไปยังห้องทำงานชั้นบนสุดที่ตกแต่งอย่างภูมิฐาน สส.พอเจตต์ชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลราคาแพงยืนรอต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างเป็กันเองตามแบบฉบับนักการเมืองผู้เจนเวที
"เชิญครับท่านสารวัตร!แหม เมื่อวานนี้โชว์ฝีมือสนั่นเมืองเลยนะครับ" สส.พอเจตต์เอ่ยทักทายผู้กองหินด้วยตำแหน่งในปัจจุบันของผู้กองพร้อมผายมือไปยังชุดโซฟารับรอง "วันนี้อุตส่าห์มาหาผมถึงที่นี่มีเื่ด่วนอะไรหรือเปล่าครับ"
"ต้องขอประทานโทษท่านสส. ด้วยครับที่มารบกวน" ผู้กองหินยกมือไหว้ก่อนจะเริ่มบทบาท
"เอ่อ...ท่านเรียกผมว่าผู้กองหินก็ได้ครับ ง่ายดี คือผมกับหมวดนนท์...อยากจะมารบกวนขอพึ่งบารมีท่านน่ะครับ" ผู้กองหินเว้นจังหวะทำสีหน้าลำบากใจ
"คือเรารู้สึกว่ากำลังไม่ได้รับความเป็ธรรมอย่างยิ่งครับเราถูกสั่งย้ายมาสถานีตำรวจเล็กๆ โดยไม่มีเหตุผลอันควรสงสัยว่าจะถูกกลั่นแกล้งจากการไปทำคดีใหญ่คดีหนึ่งที่อาจจะมีนักการเมืองท้องถิ่นผู้มีอิทธิพลหนุนหลังอยู่ เลยอยากจะมาร้องเรียนต่อท่านในฐานะประธานคณะกรรมาธิการตำรวจให้ช่วยพิจารณาตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ด้วยครับ ที่ผ่านมาผมพยายามยื่นเื่ตามขั้นตอนแล้วแต่ไม่เป็ผล เลยต้องมารบกวนท่านโดยตรงนี่แหละครับ"
สส.พอเจตต์ทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง "โอ้น่าเห็นใจมากๆ ครับผู้กอง เื่แบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในวงการตำรวจเลยจริงๆแล้วคดีใหญ่ที่ว่านั่น เกี่ยวกับอะไรหรือครับ พอจะเล่าให้ผมฟังเป็ข้อมูลได้ไหม?"
"เป็คดีค้ามนุษย์ข้ามชาติครับท่านเครือข่ายมันใหญ่มาก ลักลอบขนคนไปส่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่งผู้หญิงไปค้ากามที่บ่อนฝั่งโน้น... ที่น่าสลดใจคือ มีเด็กสาวอายุไม่ถึง 18ปี ที่ถูกหลอกมาปะปนอยู่ด้วยหลายคนครับ" ผู้กองหินกล่าวพยายามจับสังเกตปฏิกิริยาอีกฝ่าย
"พวกใจทราม!"สส.พอเจตต์ขมวดคิ้ว แสดงความไม่พอใจ "แล้วผู้กองสงสัยนักการเมืองท้องถิ่นคนไหนหรือครับถึงคิดว่าถูกกลั่นแกล้ง?"
"คือ...ผมยังไม่มีหลักฐานชัดเจนนะครับท่าน" ผู้กองหินทำเสียงอ่อย"แต่เบาะแสล่าสุดที่ทีมกำลังตามอยู่...มันมีแนวโน้มว่าจะไปเกี่ยวพันกับเครือข่ายของ... เอ่อ... สจ.กำพล ที่อยู่ทางชายแดนภาคตะวันออกน่ะครับท่าน"
รอยยิ้มของ สส.พอเจตต์ชะงักค้างไปเล็กน้อย ดวงตาที่เคยดูใจดีวูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนกลับมาเป็ปกติ "สจ.กำพล?"เขาถามย้ำ ท่าทางครุ่นคิด "ใช่ สจ.คนดังในเขตผมรึเปล่า?"
“ใช่ครับท่าน”ผู้กองหินตอบ
สส.พอเจตต์หัวเราะเบาๆ "อ้อ...ถ้าเป็คนนั้น ผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอกครับที่ผู้กองจะคิดว่าถูกกลั่นแกล้งก็แหม... ผู้กองไปแตะรังแตนเข้าขนาดนั้น" เขาลุกขึ้นเดินไปที่บาร์เครื่องดื่มเล็กๆมุมห้อง หยิบขวดบรั่นดีราคาแพงขึ้นมา
"สจ.กำพลเขาเป็ไม้เบื่อไม้เมากับผมมานาน ชอบหาเื่ผมอยู่เรื่อยผมเองก็ไม่ค่อยชอบหน้าเขานักหรอกครับ" เขารินบรั่นดีลงแก้วอย่างใจเย็น"เชิญตามสบายนะครับ" เขาหันมาบอกตำรวจทั้งสองแล้วทำท่าเชื้อเชิญก่อนจะถือแก้วกลับมานั่งที่โซฟา
"ทีนี้ถ้าผมจะหยิบเื่นี้เข้า กมธ. น่ะสิ..." เขาทำท่าคิดหนัก"ผมก็กลัวว่าทาง สจ.กำพล จะครหาเอาได้ว่าผมใช้ตำแหน่งกลั่นแกล้งคู่แข่งทางการเมือง"
“แต่เื่ที่พวกผมสงสัยว่าสจ.กำพล อาจจะเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์นี่ยังไม่มีใครทราบนะครับ นอกจากทีมของผม"ผู้กองหินแย้งเบาๆ
สส.พอเจตต์นิ่งไปครู่หนึ่งจิบบรั่นดี แล้วหันไปมองรชานนท์เป็ครั้งแรก "จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะครับก็ในเมื่อหมวดนนท์คนเก่ง เคยบุกไปถึงสำนักงานเขามาแล้วไม่ใช่หรือ?" คำพูดนั้นเรียบๆ แต่แฝงนัยยะกดดันรชานนท์รู้สึกถึงความไม่พอใจที่คุกรุ่นขึ้นมา แต่เขาก็ก้มหน้าข่มใจไว้สส.พอเจตต์เห็นท่าทีนั้นก็ยิ้มมุมปาก
"แต่...ก็เอาเถอะ ถือว่าผมจะลองช่วยดูให้ก็แล้วกัน ว่าพอจะมีช่องทางไหนบ้างแล้วผู้กองมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับ สจ.กำพล เพิ่มเติมที่จะให้ผมได้อีกไหม?"
ผู้กองหินทำท่าคิด "ตอนนี้ยังไม่มีครับท่าน"
"แล้วปฏิบัติการใหญ่เมื่อวานล่ะได้ข่าวว่าจับได้เยอะนี่ เกี่ยวพันกับ สจ.กำพล บ้างไหม?" สส.พอเจตต์ถามเหมือนไม่ใส่ใจ แต่สายตาจับจ้องผู้กองหินเขม็ง
"จากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงครับท่าน" ผู้กองหินตอบไปแผนที่คิดไว้
สส.พอเจตต์นิ่งไปอีกครั้งมองผู้กองหินอย่างประเมิน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "เข้าใจแล้วครับเอาเป็ว่าผมรับเื่ไว้ จะลองนำไปปรึกษาหารือใน กมธ. ดูนะครับ"
ผู้กองหินเห็นว่าการหยั่งเชิงได้ผลตามที่้าแล้วจึงไม่เซ้าซี้ต่อ "ขอบพระคุณท่าน สส. เป็อย่างสูงครับ" เขายกมือไหว้
หลังจากพูดคุยเื่ทั่วไปอีกเล็กน้อยทั้งสองก็ลากลับออกมา เมื่อขึ้นรถและเคลื่อนตัวออกจากอาคารหรูมาได้สักพักผู้กองหินก็ถามทันที "เอ็งว่าไง นนท์?"
"ชัดเจนเลยครับพี่"รชานนท์ตอบทันที "ตอนพี่เอ่ยชื่อ สจ.กำพลสีหน้าเขาเปลี่ยนไปจริงๆ แถมยังพยายามถามวนแต่เื่ สจ.ไม่สนใจเื่ที่เราอ้างว่าโดนย้าย เลย"
"ใช่เขาพยายามล้วงข้อมูลจากเรา ไม่ได้คิดจะช่วยจริงๆ" ผู้กองหินสรุป"เดี๋ยวพี่จะให้สายของเราคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวที่สำนักงานสส. เพิ่มเติม จากปฏิบัติการของเราเมื่อวานและที่เรามาหา สส.พอเจตต์ในวันนี้อจทำให้พวกมันร้อนรน ต้องรีบทำอะไรบางอย่างแน่... จ่าก้อง!กลับไปตั้งหลักที่สำนักงานก่อน" ผู้กองหินสั่งจ่าก้องก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดโทรออกเพื่อประสานงานกับสายลับของตน
--- (ตัดกลับมาที่ห้องทำงานสส.พอเจตต์) ---
ทันทีที่เงาร่างของนายตำรวจทั้งสองลับตาไปสส.พอเจตต์ก็ขว้างแก้วบรั่นดีในมือลงพื้นจนแตกกระจาย! ใบหน้าที่เคยประดับรอยยิ้มบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะ
"สารเลวเอ๊ย!"เขาสบถลั่นห้อง กดปุ่มอินเตอร์คอมอย่างแรง "เห้ย! ใครอยู่ข้างนอกวะ ไปตามไอ้กำพล กับไอ้เจย์เข้ามาพบฉันเดี๋ยวนี้!"
เพียงครู่เดียวประตูก็เปิดออก สจ.กำพล ชายร่างท้วมใหญ่ เดินนำเข้ามาด้วยสีหน้าวิตกกังวลตามติดมาด้วยไอ้เสี้ยม มือปืนหน้าเหี้ยม และไอ้เจย์ ที่ยังคงมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ไอ้เสี้ยมหยุดรออยู่หน้าประตู
"มีอะไรครับท่านสส." สจ.กำพลเอ่ยถามเสียงสั่น
"มีอะไรเรอะ?!"สส.พอเจตต์ตวาดใส่หน้า "ก็ไอ้ตำรวจเวรสองตัวนั่นไง!ไอ้หินกับไอ้นนท์ มันเพิ่งมาหาฉันเมื่อกี้นี้!มันเอาเื่แกมาอ้างกับฉันแล้วนะกำพล! แล้วแกไอ้เจย์! ทำงานห่าเหวอะไรของแกวะถึงปล่อยให้พวกมันบุกทลายรังแกได้เมื่อวานน่ะหา!" สจ.กำพลหน้าซีดเผือดส่วนไอ้เจย์หลบตาลงต่ำไม่กล้าสบตา สส.พอเจตต์
"ตอนกูให้พวกย้ายไอ้หินมาดองไว้ที่นี่นึกว่ามันจะหมดฤทธิ์แล้วเชียว!" สส.พอเจตต์เดินเข้าไปกระชากคอเสื้อสจ.กำพล "แล้วดูสิ่งที่เกิดขึ้น! แถมไอ้นนท์ตัวแสบมันก็ยังไม่ตาย! เสือกกลับมาอีก!" เขาผลัก สจ.กำพลจนเซไปกระแทกโต๊ะ "กูสั่งให้มึงจัดการเื่ให้มันจบๆไปไม่ใช่รึไง! เสือกทำไม่สำเร็จ! ปล่อยให้มันมาตามรังควานอยู่ได้!"
"ท่านครับผมว่า..." ไอ้เจย์ทำท่าจะพูดแทรก
"หุบปาก!"สส.พอเจตต์หันไปตวาดใส่ไอ้เจย์ ก่อนจะหันกลับมาสั่ง สจ.กำพล"ไอ้หินมันแกล้งหลุดชื่อแก แสดงว่ามันต้องสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างเราแล้ว!ขืนชักช้าได้ซวยกันหมด! ไปจัดการลูกน้องแกซะ ใครที่ปากโป้งหรือรู้มากเกินไปจัดการปิดปากมันให้หมด!"
"ส่วนแกไอ้เจย์!" เขาหันไปจ้องหน้าไอ้เทพบุตรเขม็ง"ไอ้ 'สินค้า' ที่อยู่ในโกดังแกน่ะ!ย้ายมารวมไว้ที่โกดังของ สจ.กำพลซะ แล้วรีบเคลียร์มันออกไปให้หมด!ย้ายไปชายแดนให้เร็วที่สุด คืนนี้เลยยิ่งดี!อย่าให้เหลือหลักฐานอะไรให้พวกหมาตำรวจมันตามเจอได้อีก!แล้วต่อไปนี้ทำงานให้มันเนียนๆ หน่อย ระหว่างนี้เพลาๆ เื่เด็กสาวของแกด้วยอย่าให้มันมีปัญหาขึ้นมาอีก ไม่งั้นกูไม่เอาไว้แน่!"
"ครับท่าน!"ไอ้เจย์ขบกราม รับคำอย่างเสียไม่ได้
"ไปให้พ้นหน้าฉัน!ทั้งคู่! รีบไปจัดการ!" สส.พอเจตต์โบกมือไล่
สจ.กำพล กับ ไอ้เจย์รีบโค้งแล้วเผ่นออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้ง สส.ผู้ทรงอิทธิพลไว้กับอารมณ์เดือดดาลแต่เพียงลำพัง
--- (ตัดไปที่ทีมหมวดลินที่กำลังเฝ้าโกดัง) ---
ในซอยเปลี่ยวของย่านอุตสาหกรรมชานเมืองรถเก๋งซีดานเก่าๆ คันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ในมุมอับ ห่างจากประตูทางเข้าโกดังร้างขนาดใหญ่พอสมควรภายในรถหมวดลินกำลังใช้กล้องส่องทางไกลจับตาความเคลื่อนไหวจ่าเข้มนั่งอยู่เบาะหน้าข้างๆ สังเกตการณ์อย่างเงียบขรึมส่วนหมู่สองนั่งอยู่เบาะหลัง คอยสอดส่องรอบบริเวณ โกดังร้างที่พวกเขาเฝ้านั้นมีแนวรั้วคอนกรีตสูงอยู่ด้านหน้าพร้อมประตูเหล็กทึบ 2 บานกว้างขนาดรถสิบล้อเข้าออกได้ตรงประตูทางเข้ามีกล้องวงจรปิดติดตั้งคอยเก็บภาพรถเข้าออกผิดวิสัยโกดังร้างที่ส่วนใหญ่จะไม่มีกล้องวงจรปิด ด้านซ้ายมือเป็ประตูเหล็กบานเล็กมีช่องเอาไว้ส่องดูภายนอก อีก 1 บานด้านขวาเป็พื้นที่วางตู้คอนเทนเนอร์รกเรื้อ ด้านซ้ายเป็เหมือนอู่จอดรถประจำทางมีรถเมล์เก่าๆ จอดทิ้งไว้หลายคัน แต่ก็รกเรื้อไม่ต่างกัน
"มีรถกระบะน่าสงสัยสองสามคันขับวนเวียนอยู่แถวนี้เหมือนคอยดูต้นทาง" หมวดลินรำพึงเบาๆสถานการณ์ยังคงปกติ
ทันใดนั้นจ่าเข้มก็สะกิดหมวดลิน "หมวด! รถตู้!"
รถตู้ทึบสีดำคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูโกดังอย่างรวดเร็วหมวดลินรีบปรับกล้องส่องตามทันที หัวใจเธอเต้นแรงเมื่อเห็นประตูรถตู้เลื่อนเปิดออกชายฉกรรจ์หลายคนะโลงมา ก่อนจะจับกลุ่มยืนคุยกัน
“มันเคลื่อนไหวแปลกๆนะ ปกติตอนกลางวันมันจะไม่มารวมตัวกันเยอะๆ แบบนี้นี่นา” จ่าเข้มตั้งข้อสังเกต“เอาไงต่อดีครับหมวด?”
“รอดูอีกหน่อยแล้วกันค่ะพ่อจ่า”หมวดลินตอบ
ทั้งสามคนเฝ้าสังเกตการณ์ต่ออย่างระมัดระวังไม่นานนัก มีรถตู้ทึบสีดำอีก 2 คัน วิ่งตามมาอย่างรวดเร็วก่อนจะชะลอความเร็วแล้วเลี้ยวหายเข้าไปในตัวโกดังทันทีกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดแรกที่ยืนรออยู่ รีบเลื่อนประตูเหล็กบานใหญ่ปิดลงแล้วเดินตามเข้าไปด้านใน
หมวดลินเห็นความผิดปกติชัดเจนรีบหยิบมือถือโทรหาผู้กองหินทันที
"ผู้กองคะ!"หมวดลินรายงาน "มีรถตู้เข้ามาในโกดัง 3คันค่ะ! คันแรกบรรทุกชายฉกรรจ์มีอาวุธ เหมือนมารอรับรถอีก 2 คันที่เพิ่งตามเข้ามา ลินสงสัยว่าน่าจะเป็ ‘สินค้า’ที่พวกมันจะลักลอบขนไปชายแดนค่ะ!"
"หมวดลินตรวจสอบให้แน่ใจอีกทีซิ ถ้าหลักฐานชัดๆ จะได้รีบดำเนินการ!" เสียงผู้กองหินตอบกลับมาทันที น้ำเสียงเคร่งเครียด
หมวดลินกดวางสายของผู้กองหันไปมองจ่าเข้มและหมู่สอง "เราต้องหาทางเข้าไปดูใกล้ๆ หรือหาหลักฐานให้ชัดเจนกว่านี้และระวังกล้องวงจรปิดด้วยนะ”
ทั้งสามจึงลงจากรถอย่างเงียบเชียบแยกย้ายกันหาช่องทางเข้าใกล้โกดังร้างนั้น โกดังตั้งอยู่ในซอยลึก ด้านข้างเป็กำแพงสังกะสีเก่าๆล้อมรอบ หมวดลินสวมหมวกแก๊ป ทำทีเป็ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโกดังในระยะห่างพอสมควรแต่สายตาเหลือบมองลอดช่องประตูเหล็กที่ปิดไม่สนิทนักเห็นชายฉกรรจ์หลายคนยืนคุมเชิงอยู่ด้านใน บางคนมีปืนยาวในมือส่วนหมู่สองแยกไปสำรวจทางด้านหลังโกดัง ขณะที่จ่าเข้มลองเดินเลียบกำแพงอีกฝั่งเพื่อหาจุดที่อาจจะปีนหรือมองเข้าไปได้ชัดเจน
ขณะที่หมวดลินกำลังจะเดินกลับมาสมทบเสียงของจ่าเข้มก็ดังผ่านหูฟังเข้ามา "หมวดครับ!ผมได้ภาพจากช่องระบายอากาศ! ชัดเจนเลย! พวกมันกำลังต้อนคนลงจากรถตู้ด้านใน!รีบถอนตัวก่อน! ผมได้หลักฐานแล้ว เดี๋ยวเราไปดูกันที่ สน.!"
พอสิ้นเสียงของจ่าเข้มหมวดลินประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าการมีหลักฐานภาพถ่ายเพียงพอที่จะกลับไปวางแผนต่อที่สถานีตำรวจจึงมอบหมายให้หมู่สองอยู่สังเกตการณ์ที่โกดังต่อส่วนหมวดลินและจ่าเข้มรีบไปยังสถานีตำรวจเพื่อวางแผนดำเนินการต่อไป