"เื่เรียบร้อยแล้ว" เหยียนฮั่นเซิงกลับมาพร้อมเหงื่อโทรมกาย เขาเดินตรงไปยังแท่นวางถังน้ำ หยิบกระบวยใหญ่ตักน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
"พักนี้เ้าน้ำนี่มีรสหวานปะแล่ม ๆ ... เมื่อเช้าตักมาตั้งเยอะ ไฉนตอนนี้ยังเหลือตั้งครึ่งค่อนถัง" เหยียนฮั่นเซิงพึมพำกับตัวเอง รู้สึกว่า่นี้น้ำในบ้านเหมือนจะลดลงช้ากว่าปกติ
"อาจเป็เพราะยามปกติพวกเราดื่มน้ำน้อย พอหิวกระหายหนักเข้า เลยรู้สึกว่าน้ำมันรสชาติหวานกระมังเ้าคะ" หลินซื่อยิ้มพลางกล่าว เมื่อก่อนนางไม่เคยรู้สึกว่าน้ำมันหวานเลยเพิ่งจะมารู้สึกเอา่หลัง ๆ นี้เอง ซุ่ยซุ่ยแอบยิ้มจนแก้มปริ น้ำจากมิติวาจาสิทธิ์ของนางย่อมต้องมีรสหวานอยู่แล้ว
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าพรุ่งนี้จะไปตามคนมาให้ ่นี้ชาวบ้านว่างงานกันอยู่แล้ว แถมยังต้องกินต้องใช้ทุกวัน คาดว่าน่าจะมีคนมาช่วยเยอะทีเดียว" แค่บอกว่าจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ก็น่าจะมีคนมาเพียบแล้ว แถมยังช่วยประหยัดเสบียงของครอบครัวนั้น ๆ ได้อีก
เหยียนฮั่นเซิงเล่าต่อว่า ตอนเดินผ่านบ้านเก่าตระกูลเหยียนเมื่อหัวค่ำ เห็นชาวบ้านหลายคนถือไข่ไก่และผักสดเข้าไปหาแม่เฒ่าเฉิน ดูท่าจะไปถามไถ่เื่วิธีปลูกข้าว
"ในบ้านเรายังมีไก่หมักกับหมูรมควันที่ซุ่ยซุ่ยนำกลับมา พรุ่งนี้ก็ตุ๋นไก่สักครึ่งตัวใส่หัวไชเท้าแห้งลงไปสักหน่อย แล้วก็ผัดผักกาดขาวใส่วุ้นเส้น" การสร้างบ้านเป็งานหนักอาหารการกินจะประหยัดเกินไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีโจ๊กข้าวสารกับแป้งข้าวโพดปั้นก้อน
"วุ้นเส้นนี่ป้าหลิวเอามาให้ ส่วนแป้งข้าวโพดไปแลกมาจากบ้านผู้นำหมู่บ้านมาเ้าค่ะ ลูกสะใภ้บ้านนั้นตั้งครรภ์ อยากกินข้าวฟ่างบำรุงท้อง ข้าเลยแอบไปแลกมา" ตอนนี้ในบ้านมีเสบียงต้องคอยเก็บงำไว้ให้มิดชิด ไม่กล้าโอ้อวดให้ใครเห็น
ข้าวฟ่างเป็ของละเอียด บำรุงกระเพาะ เหมาะกับสตรีมีครรภ์ ข้าวฟ่างหนึ่งชั่งแลกแป้งข้าวโพดได้ถึงสามชั่ง ซึ่งเอามาทำหมั่นโถวข้าวโพดได้เยอะทีเดียว นอกจากนี้ยังแลกน้ำตาลทรายแดงไปอีกสองชั่ง รวมแล้วได้แป้งข้าวโพดมาหกสิบกว่าชั่ง ธัญพืชหยาบพวกนี้กินแล้วอิ่มท้องนาน คงเพียงพอสำหรับเลี้ยงคนงาน
"เห็นว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านไปที่หมู่บ้านหลินสุ่ยมา กลับมาก็ท่าทางฟึดฟัด ดูเหมือนฝั่งนั้นจะรับพวกยายแก่ตระกูลฟางเข้าหมู่บ้านไป ท่านหัวหน้าหมู่บ้านไม่วางใจ เลยให้แต่ละบ้านส่งบุรุษออกไปช่วยลาดตระเวน"
"เดี๋ยววันนี้ข้าไปเอง" หมู่บ้านมีสองร้อยกว่าครัวเรือนแบ่งเวรกันสามผลัด ลาดตระเวนไม่กี่ชั่วโมงก็ไม่เหนื่อยเท่าไร
หลินซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่รู้ทำไมในใจถึงรู้สึกกระวนกระวาย "ท่านพี่พกมีดทำครัวติดเอวไปด้วยนะเ้าคะ" นางยังกรอกน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่และเตรียมแป้งจี่แห้ง ๆ ให้เขาเผื่อหิวตอนดึก
"แยกบ้านออกมานี่ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ" เหยียนฮั่นเซิงพึมพำพลางยิ้ม ชีวิตที่มีลูกเมียอยู่พร้อมหน้าแบบนี้มันช่างมีแรงใจเสียจริง ความเศร้าตอนโดนไล่ออกจากบ้านแบบตัวเปล่ายังอยู่ไม่ถึงชั่วโมงก็มลายหายไปสิ้น
ยามค่ำคืน
"ซุ่ยซุ่ย รอให้บ้านเราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปก่อน ของพวกนี้แม่จะคืนให้เ้าให้หมด ถือเสียว่าบ้านเราหยิบยืมมาจากเ้าก็แล้วกันนะ" หลินซื่อมองลูกสาวด้วยความเอ็นดู ของกินของใช้พวกนี้เดิมทีควรจะเป็ของซุ่ยซุ่ยคนเดียว
ซุ่ยซุ่ยที่เพิ่งล้างเท้าเสร็จ กำลังดึงเท้าขาว ๆ อวบ ๆ ของตัวเองขึ้นมาดมพลางทำจมูกย่น "ฮึ มะ...แม่นางผู้สิริโฉมย่อมไม่มีเท้าเหม็นหรอก! ของของซุ่ยซุ่ย ก็คือของท่านแม่เ้าค่ะ" เด็กน้อยพึมพำ คนพวกนี้ยอมตายเพื่อนางในชาติก่อนสละชีวิตให้ได้แม้กระทั่งิญญา แค่ของกินเล็กน้อยจะนับเป็อะไรได้
"เด็กโง่ แม่ต้องเก็บเงินไว้ทำสินเดิมให้เ้าด้วยนะ ลูกผู้หญิงถ้าไม่มีสินเดิมติดตัวไป บ้านสามีจะดูแคลนเอาได้" หลินซื่อลูบศีรษะนุ่มฟูของเด็กหญิงพลางหวีผมให้เรียบร้อย
ซุ่ยซุ่ยย่นจมูกคิดตาม ในมิติของนางมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ นางจึงสะบัดมือน้อย ๆ อย่างใจกว้าง "ไม่เอาเ้าค่ะ... ถ้าเขาดูแคลน ซุ่ยซุ่ยจะต่อยให้แบนเลย แล้วเปลี่ยนคนใหม่!"
หลินซื่อถึงกับหัวเราะพรืด "จริงสิ ั้แ่วันพรุ่งนี้ไป ให้พี่ใหญ่ช่วยสอนหนังสือให้เ้านะ ห้ามี้เีเด็ดขาด พวกพี่ ๆ ของเ้าล้วนอ่านออกเขียนได้กันทุกคน"
จะว่าไป ตระกูลเหยียนบ้านใหญ่นั้นอ่านออกเขียนได้กันหมด เพราะหลินซื่อเองก็เคยเรียนหนังสือมา นางจึงเป็คนสอนลูก ๆ ทั้งสามด้วยตัวเอง มีเพียงเหยียนชวนที่ได้เข้าสำนักศึกษาจริงจัง แต่ยังไม่ทันได้สอบคัดเลือกขุนนางก็ดันเจอปีอาถรรพ์เสียก่อน
ซุ่ยซุ่ยทำหน้ามุ่ย... มีพลังวาจาสิทธิ์แล้วยังต้องเรียนหนังสืออีกเหรอเนี่ย? นางล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างท้อแท้ "ชีวิตนี้ช่างสิ้นหวังนัก..."
"ถ้าเ้าไม่อ่านหนังสือ ต่อไปจะถูกคนหลอกได้ง่าย ๆ เรียนรู้ไว้เยอะ ๆ วันหน้าแต่งออกไปบ้านสามีจะได้เชิดหน้าชูตา" หลินซื่อทำใจไม่ได้ที่จะให้ลูกสาวตัวน้อยต้องไปทำงานตรากตรำในไร่นา หากอ่านออกเขียนได้ คิดบัญชีเป็วันหน้าย่อมมีงานที่สบายกว่ารออยู่
"งั้นซุ่ยซุ่ยแต่งเขาเข้ามาเป็สามีแต่งเข้าได้หรือไม่เ้าคะ?" เด็กน้อยตาแป๋วถามมารดาจนหลินซื่อหัวเราะขำ
"อย่าคิดแต่เื่กินสิ ในหัวต้องหัดใส่ความรู้เข้าไปบ้าง มาเถอะ... พี่จะสอนเ้าเอง"
"ซุ่ยซุ่ยไม่ได้คิดเื่กินสักหน่อย ในหัวซุ่ยซุ่ยไม่มีของกินเลยจริง ๆ นะ!" เ้าตัวเล็กทำหน้าจริงจังพลางมองพี่ชายอย่างตัดพ้อ เหยียนชวนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสดชื่น
"งั้นเรามาเริ่มจากบทกวีง่าย ๆ ก่อนเ้ารู้ความหมายของคำว่า 'อุ้มพิณผีผาปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง' หรือไม่?" เหยียนชวนเห็นน้องสาวตัวน้อยนั่งเท้าคาง จ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโตแก้มป่องก็รู้สึกดีใจ คิดว่าน้องสาวต้องมีพร์ด้านการเรียนแน่ ๆ
ซุ่ยซุ่ยฟังแล้วตาค้าง พลางทวนคำตามความเข้าใจ "ผัดลูกผีผาใส่หมี่หรือเ้าคะ? ของพวกนี้มันจะอร่อยเหรอเ้าคะ? ทั้งเปรี้ยวทั้งหวานแถมยังใส่เส้นหมี่อีก ในตำราเขาสอนวิธีทำอาหารด้วยเหรอ?" เหยียนชวนถึงกับเซถลาราวกับจะล้มลงกับพื้น ผ่านไปครึ่งชั่วยามเขาก็เดินออกจากห้องไปด้วยใบหน้าอมทุกข์
"เมี้ยวเมี้ยว... เห็นหรือไม่ล่ะว่าข้าคืออัจฉริยะ พี่ชายยังบอกเลยว่าไม่มีอะไรจะสอนข้าแล้ว!" ซุ่ยซุ่ยยืดอกภูมิใจ 'คืนเดียวข้าเรียนรู้สิ่งที่พี่ชายเรียนมาสิบปีได้หมดเลย ข้ามันช่างปราดเปรื่องจริง ๆ '
ลูกแมวน้อย ในอ้อมแขนปรายตามองนางแวบหนึ่ง "ทำไมเ้าไม่ร้องล่ะ? หรือว่าร้องไม่เป็? มา... ข้าจะสอนเ้าเองตามข้านะ... เมี้ยว... เมี้ยว..." ซุ่ยซุ่ยโก่งโค้งจ้องหน้าแมว เ้าแมวมองนางแวบหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าหนี แล้วเอาก้นให้แทน
"เ้าไม่เรียนไม่ได้นะ ต่อไปแมวในหมู่บ้านจะไม่เล่นกับเ้า..." เด็กน้อยดึงตัวมันมา "มาเร็ว เรียนตามข้านะ!" ด้วยความไม่ระวังนางเผลอใส่พลัง 'วาจาสิทธิ์' ลงไปในคำพูดด้วย ทันใดนั้นเ้าลูกแมวน้อยก็อ้าปาก
"เมี้ยว..."
พอเสียง 'เมี้ยว' หลุดออกมา เ้าแมวตัวนั้นก็ดูเหมือนจะตกตะลึงกับเสียงร้องของตัวเอง ร่างกายของมันสั่นเทิ้มไปทั้งตัว มันถึงขั้นยกอุ้งเท้าขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้ ท่าทางราวกับได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง
"เก่งมาก เก่งมาก เมี้ยวเมี้ยวเ้าเก่งที่สุดเลย มา... ข้ามีรางวัลให้" ซุ่ยซุ่ยอุ้มมันมาฟัดครู่ใหญ่ ก่อนจะหยิบเนื้อออกมาหนึ่งชิ้น แล้วเปลี่ยนใจหยิบนมมาอีกถ้วย "กินนะ..." เ้าแมวที่เพิ่งได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจ พอเห็นของกินก็หูตั้งรีบลุกขึ้นมาทันที
"โชคดีนะที่ข้ามีมิติ ไม่งั้นเลี้ยงเ้าไม่ไหวแน่ ๆ " แมวตัวเดียวทำไมกินเก่งขนาดนี้? ซุ่ยซุ่ยไม่ได้คิดอะไรมาก สมองเล็ก ๆ ของนางตอนนี้ยังประมวลผลซับซ้อนไม่ได้
"เมี้ยว..." ครั้งแรกอาจจะเขินไปบ้าง แต่ครั้งที่สองก็เริ่มคุ้นชิน ร้องเมี้ยวอีกสักคำจะเป็ไรไป!
ลูกแมวน้อยเริ่มร้องได้คล่องแคล่วขึ้นเรื่อย ๆ ซุ่ยซุ่ยดีใจยกใหญ่ ถึงขั้นป้อนน้ำพุวิเศษในมิติให้มันไปหลายหยด เ้าแมวตัวนี้มีปัญญาญาณสูงทีเดียว มันมักจะแอบมาถูไถขอน้ำนางดื่มบ่อย ๆ และไม่เคยแตะต้องน้ำในถังน้ำทั่วไปเลย
กลางดึก ขณะที่ซุ่ยซุ่ยกำลังหลับปุ๋ยเ้าแมวน้อยก็มุดออกจากประตูรั้วบ้านไป ผ่านไปไม่นานซุ่ยซุ่ยก็ได้ยินเสียงตะกุยหน้าต่างเบา ๆ เหมือนมีของแหลมคมบางอย่างกำลังขูดประตูกับหน้าต่างอย่างระมัดระวัง
"เมี้ยวเมี้ยว?" ซุ่ยซุ่ยงัวเงียลืมตาขึ้น เดินเท้าเปล่าลงจากเตียง
ท่านพ่อท่านแม่นอนห้องข้าง ๆ พี่ชายทั้งสามก็นอนรวมกันอีกห้อง แม้ซุ่ยซุ่ยจะอายุแค่สามขวบครึ่ง แต่นางมีห้องส่วนตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนในบ้านรักถนอมนางเพียงใด
ท่ามกลางแสงจันทร์ ซุ่ยซุ่ยค่อย ๆ เปิดประตูออก... "โฮะ... เ้าพวกนี้มัน!"
ที่หน้าประตูบ้านของนางตอนนี้ มี 'แมวขาวตัวใหญ่ั์' หลายตัวหมอบอยู่เต็มไปหมด ที่หน้าผากของพวกมันมีตัวอักษรเขียนไว้ด้วย นางพอจะจำได้... ตัวอักษรนั้นคือ 'เลขสาม' !