เกียกกายลืมตาขึ้นพบว่าตนเองยืนอยู่ในสถานที่ที่มีแต่หมอกสีแดงจาง ๆ รอบกาย พื้นที่ตนกำลังเหยียบอยู่นั้นเป็นกลุ่มก้อนนิ่ม ๆ คล้ายก้อนเมฆบนท้องฟ้า แต่จะต่างกันตรงที่มีสีแดงดั่งผลทับทิม สายตาสอดส่องไปทั่วบริเวณกลับพบแต่ความว่างเปล่า ใจเริ่มเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ด้วยความวิตกกังวล
“สวรรค์หรือนรกวะเนี่ย ถ้าสวรรค์ก็ต้องสีขาวเปล่าวะ แต่นี่เป็นสีแดงหรือว่าจะเป็นนรก… นี่ฉันตายหรือว่าฝันวะเนี่ย” เจ้าตัวยังมองไปรอบ ๆ และบ่นพึมพำกับตัวเองพร้อมทั้งหยิกเข้าที่แก้มอย่างแรง
“โอ๊ย… บ้าเอ๊ยเจ็บฉิบ…” เมื่อยังมีความรู้สึกก็ได้แต่ถูแก้มนั้นให้ความเจ็บน้อยลง
“ณ ที่แห่งนี้คือดินแดนระหว่างโลกมนุษย์กับนรกภูมิ” ชายร่างใหญ่กว่ามนุษย์ในชุดสีดำปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบและหมอกสีแดงจาง ๆ เกียกกายถึงกับสะดุ้งโหยงและรีบหันกลับมามองต้นเสียงนั้นทันที
“ฮะ… ผมตายแล้วเหรอ ตายได้ยังไงจำได้ว่านอนนะ หรือว่าใหลตาย ฮะ…เป็นไปไม่ได้ ไม่นะ ไม่นะ ไม่…” เกียกกายใช้มือทั้งสองข้างขยำขยี้เข้าที่ศีรษะของตน เอะอะโวยวายดั่งเจ๊กตื่นไฟตามนิสัยเดิมที่เคยเป็น ผู้ที่อยู่ตรงหน้าได้แต่ยืนมองกิริยาดังกล่าวสักพักจึงเอ่ยปากออกมา
“เจ้ายังมิสิ้นอายุขัยดอก อีกนานนักกว่าจะถึงเวลาของเจ้า”
“ผมมาที่นี่ได้ยังไง ถ้าผมยังไม่ตาย” เกียกกายเงยหน้ามองผู้ที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาสับสนปนสงสัย
“ข้าเพียงต้องการอยากคุยกับเจ้าเท่านั้น”
“คุยอะไร คุยกับผมทำไม…” เกียกกายกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกใหญ่ และพิจารณาการแต่งกายของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างถี่ถ้วน
“เสื้อผ้าแบบนี้หรือว่าคุณ… คุณ… คุณจะเป็นยมทูต” เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงตัวจึงพูดทวงสิทธิ์ที่เคยขอเอาไว้ทันที
“ผมบอกแล้วไงว่าขอนอนหลับดี ๆ สักคืน ทำไมใจร้ายกับผมอย่างนี้” ว่าแล้วก็ทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้น พร้อมทั้งใช้กำปั้นทั้งสองรัวลงปุยเมฆสีแดง ประหนึ่งคนกำลังเสียใจแบบสุด ๆ เมื่อรู้ว่าทุบลงไปแล้วไม่เจ็บก็แอบยิ้มมุมปากชอบใจ และยิ่งรัวกำปั้นให้หนักกว่าเดิม เป็นการแสดงฉากเล็กเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตนเอง
ตอนนี้เกียกกายกำลังรับบทเป็นผู้ชายที่ถูกทำร้ายทางจิตใจ ไหนจะบทขี้โวยวายก็ทำได้ดีไม่มีที่ติ บทขี้กลัวก็กลัวจนขี้ขึ้นสมองได้สมจริง บทจะดรามาน้ำตาเล็ดก็ทำได้ไม่เลว ชายหนุ่มผู้นี้เอาอยู่ทุกบทบาทจริง ๆ ถ้าผู้กำกับได้เข้ามาเห็นการแสดงฉากนี้คงต้องยกบทดารานำชายจอมวิตกจริตให้เขาไปครอบครอง ชายชุดดำทนดูการแสดงที่อยู่เบื้องหน้าไม่ไหวได้แต่ถอนหายใจออกมายาว ๆ
“ข้าชื่อเขมทัต…” เมื่อได้ยินชื่อดังกล่าวเกียกกายจึงจบบทดรามานั้นทันที สายตาที่ตกตะลึงมองไปยังชายร่างใหญ่ในชุดสีดำอีกครั้ง ความสง่างามของบุรุษที่อยู่เบื้องหน้ากระแทกตาอย่างจัง
“เขม มะ ทัต” เจ้าตัวพะงาบปากตามชื่อนั้น มองจ้องอย่างไม่คลาดสายตาดั่งต้องมนตร์สะกด
“เจ้าช่างเปลี่ยนไปมากนัก และเจ้าอาจจะจำข้ามิได้ แต่ข้าต้องขอบใจเจ้าเป็นอย่างมาก เจ้ามิเคยผิดคำสัญญาที่ให้แก่ข้า ขอบใจที่ไม่ทิ้งเด็กน้อยของข้าให้ต้องอยู่ผู้เดียวบนโลกใบนี้ เจ้าช่างเป็นสหายที่ดีที่สุดเสียจริง ข้าจะให้รางวัลแก่เจ้าหากภารกิจทั้งหมดสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จงเก็บเรื่องที่เราพบกันในวันนี้เป็นความลับ และหวังว่าสักวันเจ้าจะจำข้าได้…” เขมทัตค่อย ๆ ลอยออกไปไกลขึ้นไกลขึ้น จนหายวับไป
วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 07.02 น.
เกียกกายสะดุ้งตื่นขึ้น พร้อมแสงแดดอ่อน ๆ ที่ส่องเข้าหน้าต่างในยามเช้า คิดถึงความทรงจำล่าสุดในทันที…ในที่สุดก็ได้พบกับเขมทัตชายนักรักของทีปกรจนได้ ไม่แปลกใจที่เพื่อนรักผู้นี้จะหลงเสน่ห์จนโงหัวไม่ขึ้น เขาทั้งดูดีไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้จะเป็นเพศชายเหมือนกันก็คงจะรู้สึกชอบ แต่แปลกใจที่รู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน…เกียกกายได้แต่คิด แต่ยิ่งคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก จึงล้มเลิกความคิดนั้นไป
“ช่างเหอะ” เกียกกายพึมพำกับตัวเอง และนึกถึงคำขอบคุณของเขมทัตที่มอบให้ตน ‘ขอบใจที่ไม่ทิ้งเด็กน้อยของข้าให้ต้องอยู่ผู้เดียวบนโลกใบนี้’
“จะให้ผมทิ้งไอ้ทีได้ยังไงล่ะ ในเมื่อทั้งชีวิตนี้ผมก็มีมันอยู่แค่คนเดียว” เจ้าตัวพูดพึมพำกับตนเองอีกครั้ง ภาพความทรงจำในครั้งแรกที่เจอกันระหว่างเกียกกายกับทีปกรก็แวบเข้ามาในสมอง