บทที่ 38 ก็แค่ไม่อยากตามใจคนเรื่องมาก
“มีอะไรกันเหรอ?”
“ประธานฟู่ อรุณสวัสดิ์ค่ะ” หลีเกอทักทายชายหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ฉันได้ยินมาว่าประธานฟู่ต้องการคนดูแล ฉันเลยอาสามาเองโดยไม่ได้รับเชิญ หวังว่าประธานฟู่จะไม่ว่าอะไรนะคะ”
บนใบหน้ายิ้มแย้ม ในใจของหลีเกอกลับบ่นว่า 'คุณคิดว่าฉันอยากมาหรือไง? ก็แค่เป็นหนี้บุญคุณมากเกินไปและฉันอยากจะรีบใช้หนี้ให้หมดไว ๆ เท่านั้นแหละ! การทำงานให้ตระกูลฟู่ตลอดชีวิตมันขาดทุนชัด ๆ!'
ฟู่ซือเหยียนมองไปที่ผู้ช่วยจางยิ้มอย่างมีเลศนัย “อ้อ? ผมต้องการคนดูแลเหรอ?”
“ใช่ครับท่านประธานฟู่ แม่บ้านบอกว่ามีธุระที่บ้านช่วงนี้เลยมาไม่ได้สักพัก” ผู้ช่วยจางรู้สึกเย็นวาบที่หลังเมื่อถูกเจ้านายจ้องมอง เขาขยับแว่นตาที่กำลังไหลลงมาเล็กน้อย แต่ยังคงสีหน้าเรียบเฉย
“ผมมีเรื่องต้องจัดการเยอะ กลัวจะพลาดเรื่องที่ท่านประธานฟู่สั่ง และอีกอย่างคุณหลีก็พอมีฝีมือในการทำอาหาร ทำงานก็เก่ง ผมเลยพาคุณหลีมาด้วยครับ”
หลีเกอรีบพยักหน้า “ฉันอาจจะต้มโจ้กหูหนูไม่เก่ง แต่ฝีมือทำอาหารฉันดีมาก! ท่านประธานฟู่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะดูแลคุณจนกว่าจะหายดีเองค่ะ”
ฟู่ซือเหยียนเป็นคนฉลาด เขารู้ว่าที่หลีเกอกระตือรือร้นขนาดนี้ก็เพราะอยากมาใช้หนี้บุญคุณ
เขามองออกแต่ก็ไม่พูดอะไรออกไป เพราะในประเทศนี้คนที่เขาไว้ใจได้มีแค่ผู้ช่วยจาง ส่วนผู้ช่วยจางก็งานยุ่งไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องมีคนช่วยจัดการเอกสารจริง ๆ
“ฉันเข้าใจแล้ว นายไปทำงานของนายเถอะ” ฟู่ซือเหยียนพูดกับผู้ช่วยจาง “ช่วงนี้ก็ให้คุณหลีอยู่ช่วยงานฉันที่นี่ ถ้านายว่างจากงานที่บริษัทก็ช่วยทำความสะอาดห้องเลขานุการหน่อยนะ มันสกปรกมาก”
“ผมจะจัดการให้ครับ” ผู้ช่วยจางเข้าใจดีว่าเขาหมายถึงเรื่องอะไร
ก่อนจะไป ผู้ช่วยจางพูดกับหลีเกอว่า “คุณหลี รบกวนช่วยดูแลท่านประธานฟู่ด้วยนะครับ”
หลีเกออุทาน ‘อ๊ะ’ ในใจก็รู้สึกสงสัยมาก
บ้านหลังตั้งใหญ่ขนาดนี้ แถมยังมีหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอีก ไม่ต้องให้เธอทำความสะอาดหรอก เธอก็แค่ทำอาหารเท่านั้นแหละ จะต้องดูแลยังไงอีกล่ะ?
ไม่นานหลีเกอก็ถึงกับรู้ซึ้ง เพราะงานนี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ!
ก่อนมาเธอให้ผู้ช่วยจางพาไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมาไม่น้อย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูบาดแผล แต่ฟู่ซือเหยียนเลือกมาก ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อหมู ส่วนผักก็ไม่กินบรอกโคลี
เขาแพ้ถั่วลิสงเล็กน้อย และไม่ชอบเนยถั่ว
กาแฟต้องบดสดและชงใหม่ เพราะตอนจัดการเอกสารเขาจำเป็นต้องดื่มกาแฟ
“ท่านประธานฟู่ นี่มันก็...มากไปหน่อยมั้ง” หลี่เกอเห็น ‘ข้อควรระวัง’ ในบันทึกข้อความ มุมปากก็กระตุก “เรื่องมากไปหรือเปล่าคะ?”
เลือกกินขนาดนี้แต่ยังอุตส่าห์สูงตั้ง 188 และร่างกายยังแข็งแรงไม่ดูอ่อนแอเลยสักนิด น่าทึ่งมาก!
น้องสาวของเธอกวนรั่วหลิงยังไม่เลือกขนาดนี้เลย!
“ทุกคนมีของที่ตัวเองไม่ชอบกินกันทั้งนั้นแหละ” ฟู่ซือเหยียนนั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊กที่มีเอกสารและแก้วกาแฟวางไว้บนโต๊ะ “นี่เป็นเรื่องปกติมาก เลือกกินตรงไหนกัน”
“...”
หลีเกอขบฟันกรอด เธอไม่ชอบตามใจคนอื่นที่สุด
อีกอย่างเธอซื้อวัตถุดิบที่ใช้สำหรับทำอาหารจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาเยอะขนาดนี้ก็เหนื่อยพอแล้ว ตอนนี้ราคาของก็แพง แค่เพราะเขาเลือกกินกลับจะต้องทิ้งวัตถุดิบบางอย่าง มันสิ้นเปลืองมากเลยนะ!
คิดแล้วคิดอีกหลีเกอแอบไปที่ครัวแล้วโทรหาแม่หลี “แม่ มีคนเลือกกินไม่กินเนื้อหมูจะทำยังไงดีคะ?”
“น้องสาวเธอเลือกกินอีกแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ กวนรั่วหลิงยังดีกว่าเขาเยอะ!”
“งั้นก็สับเนื้อหมูให้ละเอียด หมักไว้ ทำเป็นลูกชิ้นเนื้อ เข้าใจไหม?” แม่หลีเคยเป็นแม่ครัวมาก่อน เธอคิดวิธีได้อย่างรวดเร็ว “ถ้ามีมะเขือยาวก็ทำเป็นมะเขือยาวไส้เนื้อก็ได้”
“ถ้าเขากินแล้วรู้ว่าเป็นเนื้อหมูจะทำยังไงล่ะคะ?”
“ใช้เครื่องปรุงหมักเนื้อจะทำให้เนื้อนุ่มมาก เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นเนื้ออะไร”
หลีเกอค้นหาขวดซอสต่าง ๆ แล้วก็เจอเครื่องปรุงตามที่แม่ของเธอบอก เธอจดขั้นตอนการหมักเนื้อไว้ และถามวิธีทำปลาด้วย ซึ่งก็ทำเป็นลูกชิ้นหรือใส่ในไข่ตุ๋น
หลีเกอผูกผ้ากันเปื้อนแล้วก็เริ่มลงมือทำอาหารในครัว
คราวนี้เธอใช้วิธีที่แม่สอนทั้งหมดเพียงไม่นานก็เตรียมเนื้อหมูและปลาเสร็จ ทำเป็นเนื้อตุ๋นซีอิ๊วและผัดผัก ไม่นานอาหารกลางวันก็พร้อมเสิร์ฟ
เธอยังชิมดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกลิ่นหมู ก่อนจะนำอาหารออกไปเสิร์ฟ
“ประธานฟู่ อาหารกลางวันพร้อมแล้วค่ะ”
ฟู่ซือเหยียนปิดโน้ตบุ๊คก่อนจะลุกขึ้นมานั่งที่โต๊ะอาหาร เมื่อเห็นอาหารกับซุปที่วางบนโต๊ะ เขาก็ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
ผู้หญิงคนนี้มีฝีมือทำอาหารไม่เลวเลย
เมื่อเห็นจานเนื้อหมูสับเขาก็ขมวดคิ้ว “ผมบอกว่าไม่กินเนื้อหมูไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ใช่เนื้อหมูสักหน่อย เป็นเนื้อวัวต่างหาก” หลีเกอตักข้าวให้เขา แล้วนั่งลงข้าง ๆ เธอพยายามไม่เผยพิรุธบนสีหน้า “เนื้อหมูฉันจัดการไปหมดแล้ว ถ้าไม่เชื่อประธานฟู่ก็ลองชิมดูสิคะ”
เมื่อเห็นฟู่ซือเหยียนยังลังเลไม่ยอมกินแถมยังทำท่าสงสัย หลีเกอก็รับรองกับเขา “ประธานฟู่ฉันขอยืนยันว่าไม่ใช่เนื้อหมูแน่นอน ถ้าคุณกินแล้วรู้ว่าเป็นเนื้อหมู ฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย!”
ชายหนุ่มจ้องมองเธออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อสับชิ้นหนึ่งขึ้นมาแล้วกัดกินคำโต
พอเข้าปากก็รู้สึกว่าเนื้อนุ่ม หอม อร่อย ไม่เหมือนเนื้อหมูเลย
“การที่จะทำเนื้อวัวออกมาให้ได้รสชาติแบบนี้ยากมาก ฝีมือของคุณไม่เลวจริง ๆ” ฟู่ซือเหยียนมองเนื้อสับในตะเกียบ ถ้าเทคนิคไม่ดีพอ เนื้อวัวจะไม่นุ่มฉ่ำแบบนี้
หลีเกอถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางคิดในใจว่าคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่โทรหาแม่เมื่อกี้
สำหรับซุปเห็ดเป็นแบบมังสวิรัติ ในอาหารจานอื่น ๆ มีทั้งเนื้อหมูและเนื้อปลามากบ้างน้อยบ้าง หลีเกอมองดูฟู่ซือเหยียนกินอาหารจนหมด ในใจก็รู้สึกประสบความสำเร็จมาก
ถ้าคุณกล้าเลือกกิน ฉันก็มีวิธีจัดการคุณอีกตั้งเยอะแยะ!
ในครัวมีเครื่องล้างจานหลังจากกินข้าวเสร็จแล้วหลีเกอก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่โยนชามและตะเกียบใส่ในเครื่องล้างจานก็พอ
ในช่วงบ่าย ฟู่ซือเหยียนย้ายที่ทำงานไปที่ห้องหนังสือ บางครั้งเขาก็ใช้วิดีโอคอลเพื่อจัดการเรื่องต่าง ๆ ของบริษัทในต่างประเทศ หลีเกอชงกาแฟเสร็จแล้วก็นำไปให้เขา ก่อนจะนั่งจัดการเอกสารอยู่ด้านข้างอย่างเงียบ ๆ
เธอเคยชินกับการทำงานหนักที่แผนกแปล เอกสารอะไรก็ตามที่ฟู่ซือเหยียนส่งมาให้ เธอจะกวาดสายตามองไปจนทั่วแล้วทำเครื่องหมายตรงคำศัพท์ที่เข้าใจยาก โดยทั่วไปแล้วเธอสามารถจัดการเอกสารแต่ละฉบับได้ภายในห้านาที
คนหนึ่งยุ่งอยู่หน้าโต๊ะ อีกคนยุ่งอยู่หลังโต๊ะ
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน เลิกประชุมได้”
ฟู่ซือเหยียนถอดไมโครโฟนออกจากตัว การประชุมหนึ่งชั่วโมงครึ่งทำให้เขาเหนื่อยมาก เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีกาแฟร้อน ๆ วางอยู่ข้างมือเขา พร้อมกับเอกสารที่จัดการเรียบร้อยแล้ว
เขาเงยหน้าขึ้น มองหลีเกอที่กำลังทำงานอย่างตั้งใจและมุ่งมั่น บางครั้งเธอนึกคำไม่ออกก็จะกัดปลายปากกาแล้วพยายามคิด ท่าทางของเธอดูน่ารักไม่น้อยเลย
ฟู่ซือเหยียนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
ไม่น่าแปลกใจที่หัวหน้าแผนกหลิวมักจะชมหลีเกอในแผนกของเขาว่ายอดเยี่ยม เธอทำงานมีประสิทธิภาพจริง ๆ และแม้จะทำงานแทนคนอื่น เธอก็รู้ว่าคนอื่นต้องการอะไร และสามารถส่งมอบได้ทันเวลา
เขาประเมินผู้หญิงคนนี้ต่ำไป คิดว่าเธอเป็นแค่ล่ามเท่านั้น
“หลีเกอ” ฟู่ซือเหยียนเคาะนิ้วบนโต๊ะแล้วถามเธอ “ถ้ามีโอกาส คุณอยากไปทำงานที่สาขานิวยอร์กไหม บริษัทจะจัดหาที่พักให้”
“สาขานิวยอร์ก?” หลีเกอไม่คิดว่าเขาจะพูดเรื่องนี้กับเธอ จึงไม่ทันตั้งตัว
ฟู่ซือเหยียนพยักหน้า “ใช่”
เขารู้ว่าถ้าให้โอกาสหลีเกอได้แสดงความสามารถ เธอจะสามารถโชว์ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และงานที่สาขานิวยอร์กเหมาะสมกับเธอพอดี
ถ้าเธอสามารถช่วยเขาจัดการเรื่องความร่วมมือนี้ได้ ความช่วยเหลือเล็กน้อยนี้ก็ถือว่าไม่เท่าไหร่
“ขอบคุณท่านประธานที่ชื่นชม แต่ฉันไม่ต้องการค่ะ”ในท้ายที่สุด หลีเกอก็ยังคงปฏิเสธ “ฉันยังชอบสำนักงานใหญ่ ถ้าไปสาขานิวยอร์กอาจจะปรับตัวไม่ได้”
หลีเกอก็มีความคิดของตัวเองเหมือนกัน
ถึงแม้ว่าเธอจะเข้าทำงานที่บริษัทฟู่มาหลายปีแล้วและมีความสามารถที่โดดเด่นในแผนกแปล แต่เธอก็ยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นมากนัก อีกทั้งอายุยังน้อยด้วย