โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 10 จานไม้เคลือบ

    ตอนที่ 10 จานไม้เคลือบ“ไม่ว่าเธอคิดจะทำธุรกิจหรือเก็บสะสม ตราบใดที่คิดจะเข้าวงการวัตถุลายครามจะต้องรู้และปฏิบัติตามกฎของวงการ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นได้แค่คนนอกวงการตลอดไป......”อาจารย์โฮวเข้าวงการมาตั้งแต่อายุสิบห้าปี ในวงการนี้เขารู้ทั้งเคล็ดลับบางส่วนและรู้ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นอย่างดีในเมื่อเซิงห่าวมีความคิดที่ต้องการจะเข้าวงการ อาจารย์โฮวก็รู้สึกได้ว่าเขากับวงการนี้มีลิขิตต่อกัน แต่การสอนเขาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการชักนำเขาเข้าวงการก็ยังถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งทั้งสามร้อยหกสิบวงการ ในทุกๆวงการนั้นย่อมมีกฎเกณฑ์ เซิงห่าวเข้าใจในเหตุผลนี้ดี แต่เมื่อได้ฟังอาจารย์โฮวเล่าเรื่องราวพวกนี้ ทำให้เขาค่อยๆเข้าใจว่า วงการนี้เปรียบดั่งน้ำที่ลึกมากๆ.....ลึกจนมองไม่เห็นก้นเลยทีเดียว!“สิ่งที่ซื้อและขายโดยผู้ซื้อและผู้ขายนั้น ไม่สามารถผ่านมือได้ จะต้องรอให้อีกฝ่ายวางสิ่งของให้ปลอดภัยเสียก่อนถึงจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ ถ้าหากว่าสินค้าได้รับความเสียหายจะต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง สินค้าที่แตกต่างกันก็มีวิธีการที่แตกต่างไปอยู่เหมือนกัน หากว่าอีกฝ่ายพบว่าไม่ปฏิบัติตามกฎจะถูกมองว่าเป็นคนนอกวงการ และผู้เชี่ยวชาญจะปฏิเสธที่จะให้เธอดูทันที  ยิ่งไปกว่านั้นจะไม่ทำธุรกิจกับเธออีกเลย.......” การกระทำเล็กน้อยเหล่านี้มีหนทางอีกมาก นอกจากนี้แล้วยังมีรหัสลับอีกมากมาย สิ่งที่เซิ่งห่าวได้เรียนในไม่กี่วันมานี้ยังมากกว่าที่เขาเคยเรียนมาตลอดสิบปีนี้อีก หลังจากที่เขาได้เข้าใจกฎพื้นฐานบางอย่างแล้ว ในทุกๆวันอาจารย์โฮวจะพาเขาไปเดินรอบๆถนนเก่าเป่ยชือ แต่อาจารย์โฮวได้ตั้งกฎกับเซิงห่าว  ได้แค่ดูเท่านั้นห้ามลงมือ ถึงแม้ว่าเซิงห่าวจะได้เห็นของที่ดีบ้างในหลายหลายครั้ง โดยผ่านทักษะการสแกนและการประเมินของระบบก็ได้ค้นพบ "รูรั่ว"อยู่ไม่น้อย แต่เนื่องจากอาจารย์โฮวอยู่ข้างๆ เขาก็เลยไม่กล้าที่จะลงมือหลังจากผ่านไปแล้วเดือนกว่า เกี่ยวกับผลที่น่าทึ่งของการรักษาปัญหาขาของจื่อทง ตอนนี้จื่อทงสามารถที่จะลงจากขั้นบันไดได้ด้วยตัวคนเดียวและมาเดินเล่นเองที่สวนได้แล้ว หลังจากที่อาจารย์โฮวพาเซิงห่าวไปเดินรอบๆมาได้เดือนกว่า เขาก็ค่อยๆวางมือและให้เซิงห่าวไปที่ถนนเก่าเป่ยชือด้วยตัวคนเดียว ส่วนตัวเองนั้นก็อยู่ที่บ้านกับเพื่อนเก่า เล่นหมากรุก พูดคุยกัน และ เดินเล่นด้วยกันวันนี้  เซิงห่าวมาที่ถนนเก่าเป่ยชือเพียงลำพัง เดินมาได้ครึ่งทาง ทันใดนั้นเขาก็ถูกคนที่อยู่ด้านหลังตบลงที่บ่าหนึ่งที ..... เขาหันกลับมามองอย่างระแวดระวัง ฉีเจาตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นแววตาที่เย็นเยือกคู่นั้น“ฉันมองมาจากที่ไกลๆดูเหมือนว่าจะเป็นเธอ.....ไอ้หนูแววตานั้นมันช่างน่ากลัวเสียจริง!” ฉีเจาหัวเราะออกมาอย่างอายๆแล้วพูดขึ้นเซิงห่าวกล่าวออกมาอย่างไม่มีทางเลือกว่า: “เพราะอาจารย์ฉีทำให้ผมตกใจก่อน.....”“อย่าเรียกอย่างนี้สิ! เมื่อสองสามวันก่อนฉันได้ยินมาว่า อาจารย์โฮวได้รับศิษย์ตัวน้อยมา ฉันเดาว่าจะต้องเป็นเธอ แค่ได้ยินก็รู้แล้วว่าไอ้หนูคนนี้ได้เข้าวงการแล้ว.....เหอะเหอะ ในส่วนของรุ่น เธอควรจะเรียกฉันว่าศิษย์พี่ หลังจากนี้เรียกฉันว่าศิษย์พี่เจ็ดก็พอแล้ว” ฉีเจาหัวเราะคิกคักออกมา เขาเดินไปข้างหน้าพร้อมกับโอบไหล่ของเซิงห่าวไปด้วย ทำให้ดูเหมือนสนิทสนมกันเป็นอย่างมากในช่วงชีวิตหนึ่งของอาจารย์โฮวมีลูกศิษย์ 8 คน  ฉีเจาเป็นลำดับที่ 7 และในตอนนี้ก็ยังมีอีก 4 ท่านที่ยังมีชีวิตอยู่“หลังจากนี้ไปฉันจะเรียกเธอว่าศิษย์น้องเก้า .......” หลังจากฉีเจาได้เล่าถึงเรื่องราวบางอย่างของอาจารย์กับเซิงห่าวแล้ว เขาก็ได้จัดลำดับรุ่นให้ในทันทีเซิงห่าวโบกมือไปมาแล้วกล่าวขึ้นว่า: “ท่านปู่โฮวยังไม่ได้รับผมอย่างเป็นทางการเลย ผมไม่กล้าเรียกท่านว่าศิษย์พี่หรอก.......”“ไม่ช้าก็เร็วนี้ละ!” ฉีเจายิ้มเมื่อได้พูดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาแม้ว่าอาจารย์โฮวจะรับลูกศิษย์มาแล้ว 8 คน  แต่ศิษย์คนที่ 8 ที่รับอย่างเป็นทางการก็ผ่านมาสิบปีแล้ว ตั้งแต่นั้นมา อาจารย์โฮวก็ไม่เคยสอนใครอีกเลย คนอื่น ๆนั้นขอให้เขาสอน เขาก็เพียงรับมือไปอย่างสุภาพตามสถานการณ์ แต่การสั่งสอนเซิงห่าวที่เหมือนกับจับมือทำอย่างนี้ นั่นก็ถือได้ว่าเขาได้รับเป็นลูกศิษย์แล้วในส่วนของเหตุผลที่หลังจากนั้นอาจารย์โฮวไม่รับลูกศิษย์แล้วนั้น ฉีเจาไม่สามารถที่จะบอกได้ พูดได้เพียงประโยคเดียวว่า : "ล้วนแต่เป็นเพราะเจ้าแปดหนีหายไปจนทำให้อาจารย์ต้องโกรธแล้ว.......”หลังจากที่ฉีเจาชวนเซิงห่าวไปดื่มชาอยู่ครู่หนึ่ง เขาทั้งสองคนก็เตรียมตัวที่จะแยกย้ายกันกลับไป ที่หน้าประตูของร้านน้ำชาก็ได้พบกับชายบ้านนอกคนหนึ่งที่ถือกระเป๋าสัมภาระใบหนึ่งไว้ ชายบ้านนอกคนนี้นั่งอยู่ตรงหน้าบันไดของร้านน้ำชา ตอนที่ฉีเจากำลังออกจากประตูก็จะหันไปพูดกับเซิงห่าว ทำให้เกือบจะสะดุดเขาเข้า“ทำไมคุณมานั่งอยู่ตรงนี้?” มองไปที่ชายบ้านนอกคนนี้แล้ว ฉีเจาก็ตกตะลึงเล็กน้อยแล้วพูดโพล่งออกมาชายบ้านนอกคนนี้ชำเลืองมองเขา แล้วพูดอย่างงุนงงว่า : “หิวแล้วไม่มีเงินกินข้าว จะนั่งพักตรงนี้ไม่ได้หรือไงละ!”เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูเหมือนไม่พอใจฉีเจาของเขาแล้ว เซิงห่าวรู้สึกสงสัยเล็กน้อยเลยถามฉีเจาไปว่า : “เขาคนนี้รู้จักเธอเหรอ?”“ โธ่! เขาถือจานเคลือบที่แตกอยู่ใบหนึ่ง เอาแต่พูดว่าเป็นของมีค่า ก่อนหน้านี้เขาเอาไปให้เจียงรุ่ยที่หยูหลิงหลงดู แต่เขาก็ไม่ต้องการมัน ฉันเห็นเขาพึ่งออกมาจากหยูหลิงหลงพอดี ก็เลยถามออกไปประโยคหนึ่ง......”ฉีเจาได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เซิงห่าวฟังหัวหน้าผู้ประเมินราคาของร้านที่ใหญ่ที่สุดในถนนเก่าเป่ยชือทั้งสองร้านยืนยันแล้วว่าของชิ้นนี้ไม่มีราคา จานเคลือบในมือชายบ้านนอกคนนี้หากคิดที่จะขายให้ออกนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ยากมากอย่างแน่นอนเมื่อได้ยินคำพูดของฉีเจา ชายบ้านนอกคนนั้นบ่นพึมพำออกมาว่า : “ คนพวกนี้ไม่รู้จักของดี ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีเงินแล้ว......ฉันจะเอาสมบัตินี้ไปที่เยียนจิงจะต้องหาคนที่รู้จักของดีได้แน่นอน!”ในชีวิตของฉีเจาเกลียดที่สุดคือการถูกคนอื่นต่อว่าว่าไม่รู้จักของดี ครั้งที่แล้วที่เริ่มโต้เถียงกับเซิงห่าวก็เพราะประโยคนี้ เมื่อได้ยินชายบ้านนอกพูดอย่างนี้ ไฟโกรธของเขาก็ลุกโชนขึ้นมาทันที!“แกบอกว่าใครไม่รู้จักของดีห๊ะ!” ฉีเจากำลังจะบันดาลโทสะ แต่กลับถูกเซิงห่าวหยุดเอาไว้ได้“ศิษย์พี่เจ็ด  คุณอย่าโกรธไปเลยครับ!” เซิงห่าวยิ้มแล้วกดฉีเจาเอาไว้ เขาหันกลับมาพูดว่า “คุณลุงครับ สมบัติของคุณขอให้ผมลองดูได้ไหม?”“แกเหรอ?” ชายบ้านนอกคนนั้นชำเลืองมองเขาอย่างเย็นชา อุทาน ฮึ ออกมาอย่างไม่พอใจแล้วพูดว่า “เด็กน้อยอย่างเธอที่แม้แต่ขนก็ยังขึ้นมาไม่ครบจะไปรู้อะไรได้!” “ฉันบอกแกให้ ว่าทำไมถึงเป็นคนไม่มีเหตุผลขนาดนี้นะ! แกอย่ามองว่าเขาอายุยังน้อย เขารู้อะไรมากกว่าแกเยอะ.....” ฉีเจาพูดอย่างโกรธเกรี้ยวณ ขณะนั้น ดันมีชายสวมแว่นตาผิวพรรณดีอายุประมาณสามสิบกว่าคนหนึ่งเดินเข้ามา เขายิ้มอย่างซุกซนแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ฉีกำลังโกรธใครอยู่หรือ?”ฉีเจาหันกลับไปดู วันนี้ทำไมถึงมาพบเข้ากับศัตรูได้ ตรงหน้าเข้านั้นคือชายสวมแว่นตาที่ดูสุภาพเรียบร้อยเหมือนกับคุณครูเขาคือเจียงรุ่ยหัวหน้าผู้ประเมินของหยูหลิงหลง การประชุมผู้ประเมินเมื่อเร็วๆนี้เจียงรุ่ยทำการประเมินสมบัติล้ำค่าได้อย่างรวดเร็วจนเอาชนะปรมาจารย์ทุกสาขาอาชีพ เขาดึงดูดความสนใจของทุกคนไปหมดจริงๆเจียงรุ่ยก็ได้หันไปเห็นชายบ้านนอกคนนั้น เขายิ้มออกมาแล้วพูดขึ้นว่า: “ พี่ชาย ของของคุณอันนี้ไม่ใช่ของมีค่าอย่างแน่นอน กลับไปซะเถอะ......ถ้าหากไม่มีค่าเดินทางกลับ  ผมให้คุณสองร้อยหยวน”ชายบ้านนอกคนนี้เป็นคนดื้อรั้น เมื่อได้ยินเขาพูดอย่างนี้ เขาได้เปิดสัมภาระที่เอาติดตัวมาด้วยทันที เขาได้เอาจานเคลือบสีแดงเข้มอันหนึ่งออกมาแล้วพูดว่า “ฉันไม่เชื่อว่าที่ไฮ่โจวแห่งนี้จะไม่มีใครสักคนที่รู้จักของดีอันนี้ ทุกคนลองเข้ามาดูสิ! หากพอใจจ่าย 30,000 หยวนแล้วเอาไปเลย!”หลังจากที่เขาพูดออกมาอย่างนี้ ทำให้ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมากในทันที แต่คนพวกนั้นก็แค่เข้ามาดูเท่านั้น เนื่องจากความคิดเห็นที่พึ่งพูดไปของผู้ประเมินอย่างเจียงรุ่ยและฉีเจา พวกเขาได้ยินทั้งหมดแล้ว สำหรับจานเคลือบของชายบ้านนอกคนนี้ ถูกความรู้สึกอคติครอบงำไปหมดสิ้นแล้วแต่มีเพียงเซิงห่าวที่อยู่ด้านข้างของฉีเจาเท่านั้น ที่มีดวงตาเป็นประกายเมื่อได้เห็นจานเคลือบชิ้นนี้“จานไม้เคลือบ มีแหล่งกำเนิดมาจากกั๋งฉวนมณฑลฝูเจี้ยน ผลิตในปี 1950 มีกลไกซ่อนอยู่ภายในจาน ภายในมีพระสูตรเขียนบนใบลานหนึ่งแผ่น มีมูลค่ามาตรฐานอยู่ที่ 500,000หยวน “หลังจากเซิงห่าวได้รับข้อเสนอแนะจากการสแกนเพื่อทำการประเมินของระบบศูนย์กลาง เขาได้แอบดีใจจนมุมปากเผยให้เห็นรอยยิ้มขึ้นมา...