คนที่เคยบอกว่าจะไม่คิดถึงพวกเขาวันนี้กลับมาคิดถึงอาจเป็เพราะเื่ของฉินมู่หยางที่ถูกแม่แท้ๆ ของตัวเองรังเกียจมันไปสะกิดแผลในใจเธอขึ้นมาอีกครั้ง
แต่เมื่อเดินออกไปที่เรือนคนงานทุกคนช่วยกันตั้งโต๊ะบวงสรวงบรรพบุรุษและแม่นมสีนั้นอธิษฐานขอให้ดวงิญญาบรรพบุรุษได้โปรดดูแลบุตรชายของนางขอให้เขาปลอดภัยไม่เจ็บไม่ป่วย
ส่วนคนที่อยู่ชายแดนก็ได้รับของกันถ้วนหน้าทุกคนก็ยังยกย่องว่าคุณหนูหยวนเป็แม่บุญทุ่มตัวจริงนางยังคงส่งของมาให้ท่านแม่ทัพอย่างต่อเนื่อง
แต่ปีนี้
“มีเค้กข้าวด้วยขอรับ” รองแม่ทัพเซี่ย
“อืมเอาไปแจกกันเถอะ” ฉินมู่หยาง
“ข้าว่าท่านมาดูหน่อยก่อนเถอะขอรับครั้งนี้ของที่ส่งมาแปลกไปมีจดหมายที่น่าจะเป็เอกสารมากกว่าให้ท่านด้วย” รองแม่ทัพเซี่ย
มีลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเขียนไว้ว่าใส่ในน้ำร้อนใช้เวลาครึ่งถ้วยชาและใส่ได้ทั้งห่อไม่ต้องแกะและมีภาพอธิบายวิธีปรุงมาด้วย
“น่าสนใจ” ฉินมู่หยาง
เพราะทุกลังเขียนไว้ว่าให้แจกทหารชั้นผู้น้อยมีเพียงสองลังที่เขียนว่าของท่านอ๋องห้ามยุ่ง
เหล่าทหารที่เห็นต่างก็ไม่กล้าเปิดจนแม่ทัพเปิดออกมาดูเสียก่อนในลังที่บอกว่าแจกได้มีทั้งบะหมี่มีผักดองและเนื้อตากแห้งใส่ให้เป็ชุดครบจำนวนคนทหารตอนนี้มีสามหมื่นนายตอนนี้ทุกคนล้วนได้ของจากคุณหนูหยวนทั้งสิ้น
ต่างก็ยินดีเพราะบางคนก็ไม่มีญาติส่งอะไรมาให้เพราะทางบ้านเองก็ขัดสนการที่ได้ห่อของเหล่านี้นับว่าเป็การดีและที่สำคัญผ้าห่มผืนบางสามารถกันหนาวให้ความอบอุ่นได้อย่างน่าประหลาด
สองลังที่เป็ของฉินมู่หยางเขาสั่งให้นำไปไว้ที่ห้องแต่เมื่อเหล่าทหารที่ทำตามคำแนะนำกลิ่นของบะหมี่ที่โชยมาก็ทำให้เขาทนไม่ไหวรีบเดินไปดูว่าในลังของตนมีบะหมี่แห้งที่ว่านั่นหรือไม่
เพราะใบหน้าของทหารที่ซดน้ำแกงนั้นสว่างไสว ประกายแห่งความสุขในดวงตาไม่ได้ฉายออกมานานนับปีแล้ว
วันที่อากาศหนาวอย่างนี้ได้กินบะหมี่ร้อนๆ อร่อยๆ ทุกคนซดน้ำหมดชามไม่มีเหลือให้คิดถึงเลย
เพียงแต่ว่าในสองลังฉินมู่หยางค้นจนไปถึงก้นก็มองไม่เห็นบะหมี่เลยเป็ครั้งแรกที่รู้สึกหงุดหงิดจริงๆ เขาเป็สามีนางแต่เขาเป็คนเดียวที่ไม่ได้กินนี่มันอะไรกัน
หลังจากสงบสติอารมณ์แล้วเขาก็เปิดดูมีเพียงกระบองโลหะที่แปะจดหมายน้อยว่าใช้อย่างระวังโปรดอ่านคู่มือก่อนทำสิ่งใด
“อะไรของนาง” ฉินมู่หยางตอนนี้ไม่พอใจนางมากกว่าเดิม
แต่เมื่ออ่านคู่มือและลองใช้กระบองที่สามารถยืดออกเป็หากและดาบคู่ปลายแหลมทั้งสองข้างได้เขาก็ถึงกับตะลึง
เมื่อค้นไปก็มีกล่องที่เขียนว่าอ่านคู่มือก่อนเมื่อหยิบขึ้นมากลับเป็หน้าไม้ขนาดเล็กแต่ไม่มีลูกธนูแต่กลับมีกล่องลูกหินอัดมาจนเต็มแล้วเขียนกำกับว่า"ห้ามปาเล่นห้ามทำตกไม่เช่นนั้นจะะเิ"
ตอนนี้ฉินมู่หยางลืมหิวไปแล้วของที่นางส่งมาให้น่าสนใจจนทำให้เขาลืมความหงุดหงิดเลย
ในกล่องสีขาวมีเสื้อคลุมขมหมาป่าที่ดำที่ด้านในมีช่องใส่ของและของข้างในเป็ตะบันไฟและแท่งะเิเขียนว่า
“ใช้เวลาจวนตัวหากไม่อยากถูกจับเป็ก็ตายอย่างห้าวหาญ” หยวนเข่อชิง
“อะไรของนางเนี่ย” ฉินมู่หยางหัวเราะออกมา
เพราะไม่รู้ว่าจะโกรธหรือจะขำก่อนดีนี่ไม่ใช่ว่านาง้าแก้แค้นเขาหรอกหรือ
ส่วนที่อยู่ในเสื้อคลุมมีเสื้อถักตัวเล็กๆ มีจดหมายเขียนกำกับว่า"ถ้าไม่อยากตายก็สวมเสื้อตัวนี้"
“เสื้อตัวแค่นี้ใครจะยัดตัวเองลงไป” ฉินมู่หยาง
ปากพูดไปแต่ก็ถอดเสื้อออกเพื่อจะสวมเสื้อตัวจิ๋วแล้วก็ต้องแปลกใจว่าเสื้อมีความยืดหยุ่นมากและเขาสามารถใส่ได้อย่างสบายไม่อึดอัดทั้งยังรู้สึกอุ่นขึ้นด้วย
แต่อีกลังที่ทำเขาอึ้งมันเป็ถ่านคุณภาพดีเขียนกำกับว่า
“จุดเตาถ่านในที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเททำให้ตายจงใช้อย่างระวัง” หยวนเข่อชิง
“ฮ่าฮ่าฮ่า” ฉินมู่หยางหัวเราะออกมาดังๆ
เขาไม่รู้จริงๆ ว่านางเตือนเขาด้วยความห่วงใยหรืออยากจะสาปแช่งเขากันแน่เห็นได้ชัดว่านางมีความหวังลึกๆ จะให้เขาตาย
"เ้าเด็กน้อยหยวนเข่อชิงเ้าเคยน่ารักกว่านี้แม้จะขี้โวยวายแต่ก็ไม่เคยสาปแช่งข้าขนาดนี้แสดงว่าเ้าโตขึ้นมากแล้วกลับไปข้าควรจะระวังเ้าหรือไทเฮาก่อนดี"ฉินมู่หยาง
สักพักรองแม่ทัพก็มาเรียก
“ท่านแม่ทัพ” รองแม่ทัพเซี่ย
“เข้ามา” ฉินมู่หยาง
รองแม่ทัพเดินนำเอาชามบะหมี่ผักดองและเค้กข้าวมาให้
“เจ็บเก็บไว้กินเองเถอะ” ฉินมู่หยาง
“มิได้ขอรับนี่เป็ของท่านคุณหนูหยวนซ่อนไว้ในลังใหญ่อีกลังบอกว่าฝากดูแลท่านอ๋อง” รองแม่ทัพเซี่ยหยุดแค่นั้น
“ขอดูจดหมายหน่อย” ฉินมู่หยาง
“เอ้อทิ้งไปแล้วขอรับ” รองแม่ทัพเซี่ย
“เอาออกมา” ฉินมู่หยางเสียงเข้ม
“นี่ขอรับ” รองแม่ทัพเซี่ยกลั้นใจยื่นให้ผู้บังคับบัญชา
“ถึงผู้ที่มีหน้าที่ดูแลท่านอ๋องข้าฝากให้ท่านดูแลด้วยไม่กล้าหวังให้เ้าตัวทำเอง” หยวนเข่อชิง
“เ้าหยวน!” ฉินมู่หยาง
“ท่านลองชิมก่อนเถอะขอรับกำลังร้อนๆ” รองแม่ทัพเซี่ยรีบคำนับแล้วรีบออกจากห้องไป
ตอนแรกอยากจะเขวี้ยงทิ้งและกลิ่นหอมของเครื่องปรุงก็หยุดเขาเอาไว้มีความรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาดถ้อยคำเสียดสีที่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยเป็ครั้งแรกที่เขาได้จากคนแปลกหน้า
แม่หนูน้อยที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้จะเติบโตมาอย่างไรหนอทำไมถึงได้…..ฉินมู่หยางคิดแค่นั้นแล้วก็ชิมบะหมี่แบบแทบจะลืมหายใจ
มันอร่อยมากจนเขาฝันถึงว่าในวันที่เขากลับบ้านจะมีใครนั่งรอกินข้าวกับเขาคนคนนั้นจะมีหรือไม่นะแต่ฝันหวานได้แค่ชั่วคราวเพราะศึกครั้งนี้ไม่ง่ายเลยและเขาอยากจบมันให้ได้ภายในเร็ววัน
เขาหยิบกระบองมาลองให้เคยมือไม่น่าเชื่อว่าน้ำหนักกำลังดีและมีสมดุลมากส่วนหน้าไม้นั้นสามารถปรับขนาดให้พอดีกับมือของเขาด้วย
ลูกดินกลมๆ มีกลิ่นดินปืนสงสัยคงต้องเอาไปลองใช้ดูหากมันใช้ได้การศึกครั้งนี้คงสามารถจบได้เร็วขึ้น
“อาเข่อ” โจวจื่อหยวน
เขาทำคนทั้งถนนตื่นเต้นนานๆ จะได้เห็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัยลงมาเดินถนนและมาที่ร้านของเด็กหนุ่มที่ชื่ออาเข่อ
“อ้อท่านโจววันนี้มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ” อาเข่อ
“ข้าอยากได้ผักสด” โจวจื่อหยวน
“ได้สิ” อาเข่อเดินไปหยิบผักตามที่โจวจื่อหยวนชี้
“เ้าทำได้อย่างไร” โจวจื่อหยวน
“ก็เปิดร้านแล้วก็ขายของ” อาเข่อ
“ข้าหมายถึงผักนี่เ้าปลูกผักในฤดูหนาวได้อย่างไร” โจวจื่อหยวน
ไม่ใช่แค่ผักแต่มีเห็นโคนต้นอวบขายด้วยแม้ราคาจะแพงกว่าปกติแต่นานๆ จะได้กินผักสดในฤดูหนาวนี่ช่างดีเกินจริงแล้ว
“ข้ามีเรือนกระจกน่ะ” อาเข่อ
“อยากจะขายแบบหรือไม่” โจวจื่อหยวน
“ท่านก็รู้” อาเข่อ
“เ้าไม่ร้อนเงิน” โจวจื่อหยวนยิ้ม
“โอ้โหท่านมหาบัณฑิตท่านนั้นงานดุจดังเทพเซียนแต่ว่าเพราะข้าเป็ผู้ชายข้าจึงไม่อาจใจอ่อนให้ท่านแล้ว” อาเข่อ
“แล้วถ้าเ้าเป็ผู้หญิงล่ะ” โจวจื่อหยวน
“นั่นก็ไม่มีทางเพราะข้าไม่เชื่อในความรัก” อาเข่อยิ้มแป้น
แต่คนที่ได้ยินก็รู้สึกแปลกใจว่ามีคนเป็อย่างนี้อีกหนึ่งคนอย่างนั้นหรือ