เมื่อถึงสนามฟุตบอลเด็ก ๆ ผู้มาสอบเข้าที่กำลังเล่นกีฬากันอยู่ต่างก็พากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงออกจากบริเวณนั้นราวกับผึ้งแตกรัง!
ภาพที่เกษมเห็นก็คือ ซากต้นไม้ใหญ่ั์ราวกับตึกที่มีร่องรอยโดนโค่นกำลังกองราบอยู่กับพื้นและหลุมบนผืนดินที่แตกกระจายเป็วงกว้าง ก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นกลุ่มเพื่อน ๆ กำลังเฝ้าดูอาการของอลันที่นอนหมดสภาพอยู่
และยังมีกลุ่มคนที่ยังอยู่ในเหตุการณ์นอกเหนือจากเพื่อน ๆ ของเขาอีกหนึ่งกลุ่มซึ่งกำลังยืนเจรจากัน..
คนแรกเป็ผู้ชายผิวสีที่มีจมูกโด่งเป็สันหนวดเคราถูกจัดแต่งมาให้เข้ากับรูปปากอย่างดูดีหน้าเกรงขาม รวม ๆ แล้วเป็คนที่มีหน้าตาหล่อเหลาในสไตล์คนสัญชาติยุโรปที่มีเชื้อสายแอฟริกันผมของเขาสั้นเตียน รูปร่างสูงใหญ่กำยำสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาเข้มเข้ารูป พร้อมกับกางเกงสแล็คสีดำเนื้อผ้ามันเงาทรงเข้ารูปเช่นกันชายเสื้อถูกเก็บไว้ในกางเกงอย่างเป็ระเบียบจึงทำให้เห็นหัวเข็มขัดสีเงินวาวที่มีอักษรตัวเขียนภาษาอังกฤษคำว่าVan Der Arm ดูโดดเด่นถนัดตา
ส่วนข้าง ๆ ก็เป็ผู้หญิงผิวสีเช่นกัน รูปร่างทรวดทรงดูดีแข็งแรงใบหน้าคมเข้มดุดัน ดวงตากลมโตราวกับไข่เป็ดผมหยิกฟูั้แ่ต้นจรดปลายยาวประมาณหัวไหล่แต่งกายรูปแบบเดียวกันกับชายคนก่อนหน้าเพียงแค่ไม่มีเข็มขัดที่ดูสะดุดตา โดยที่ด้านหลังของเธอมีเด็กหนุ่มตัวกระจ้อยที่แลดูดีมีชาติตระกูลแอบอยู่ผิวของเขาขาวนวลผ่องเป็ยองใย แต่ดูแล้วท่าทางอ่อนแอและขี้กลัวเอาเสียมาก ๆ
ซึ่งทั้งสามกำลังพูดอยู่กับผู้ชายชาวยุโรปรุ่นราวคราวพ่อที่กำลังไขว้มือทั้งสองข้างไว้ด้านหลังผมของเขาสีบลอนด์ทอง รูปปากเรียวสวยอมชมพู บุคลิกการแต่งกายภูมิฐาน เขาสวมชุดทักซิโด้สุดเนี้ยบสีดำทับเสื้อเชิ๊ตสีขาวและผูกด้วยโบว์ไทด์สีน้ำเงินท่าทางผึ่งผายสง่างามดูเป็ที่น่าเคารพ
พวกเขาคุยกันอยู่สักครู่ ก่อนที่จะมีแสงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้น และทั้งสามคนที่กำลังเจรจากับชายผมทองอยู่นั้นก็ได้หายไปซะเฉยๆ ..
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมอลันถึงเจ็บขนาดนี้?” เกษมพุ่งตรงเข้าไปถามเพื่อนๆ ที่กำลังพยายามช่วยปฐมพยาบาลให้ชายหัวเห็ด
“พวกมันไม่ใช่คน!!” เป็ประโยคแรกที่เกี้ยะโใส่หน้าเกษมราวกับเป็คนจิตหลุด
“ห๊ะ? เกิดอะไรขึ้น?ตั้งสติหน่อยสิ!!” หนุ่มแว่นถามย้ำอีกครั้งเพราะยังคงไม่เข้าใจคำอธิบายของเกี้ยก่อนจะหันไปหาคำตอบกับโจเซฟซึ่งดูจะนิ่งมากที่สุดในตอนนี้
ชายหนุ่มผมเดรดล็อคได้แต่ยืนอึก ๆ อัก ๆ ไม่กล้าพูดอะไร เหมือนเขากำลังมีความลับบางอย่างปิดบังอยู่..
“แกเห็นหลุมที่อยู่ตรงกลางสนามบอลแล้วก็ต้นไม้ที่ล้มอยู่ตรงนั้นมั้ย!?ไอ้ผู้ชายผิวสีนั่นมันเป็คนทำ!!” โอ๊ตรวบรวมสติพูดขึ้นก่อนจะชี้ไปที่หลุมขนาดใหญ่ กับซากต้นไม้ข้างสนามฟุตบอลที่โค่นล้มอันเป็ต้นเหตุของการเกิดเสียงอึกทึกให้เกษมดูพลางหันไปมองจุดที่กลุ่มคนปริศนาเคยยืนสนทนากันอยู่ “อะ.. อ่าวเห้ย! พวกมันหายไปไหนแล้วพวกมันหายไปไหนแล้ว มันหายตัวได้ พวกมันเป็ปิศาจ!!”ชายหนุ่มกลับไปเป็คนสติแตกอีกครั้ง
“ก็ไอเด็กเปี๊ยกที่มากับพวกนั้นมันอยากจะเล่นบอลพวกเราก็เลยให้เล่นด้วยตามปกติ แล้วแค่อลันเผลอไปเข้าสกัดแรงหน่อย ไอ้บ้านั่นที่นั่งดูอยู่ข้างสนามก็ไม่พอใจ”ดั๊กเสริมข้อมูลต่อจากโอ๊ต
“คนบ้าอะไร!!? มันโค่นต้นไม้สูงเท่าตึกได้ด้วยมือเปล่าแล้วแบกเข้ามาในสนามจะมาเอาเื่อลัน แต่อลันเองก็ไม่กลัว ดันไปต่อปากต่อคำเลยโดนมันฟาดเข้าไปจนล้มไอบ้านั่นก็ง้างหมัดกำลังจะต่อยซ้ำ แต่โชคดีโจเซฟเข้าไปช่วยออกมาได้ทัน ไม่งั้นอลันต้องตายแน่ๆ ขนาดพื้นสนามที่มันต่อยพลาดไปโดนยังเป็หลุมขนาดนี้ถ้าเปลี่ยนจากพื้นเป็หน้าอลัน.. คงไม่รอดแน่ ๆ !”ไอ้หมีอ้วนดั๊กเล่าเหตุการณ์จนเห็นภาพเป็ฉาก ๆ
หลังจากได้ยินเช่นนั้น เกษมที่เกิดความสับสนอย่างสุดขีดก็ได้ใช้มือสองข้างกุมหัวเอาไว้แน่นก่อนจะบ่นระบายออกมาด้วยความคับข้องใจ “มหาลัยฯนี้มันอะไรกันเนี่ย? ออแกเนียนมันหมายความว่าอะไรกันแน่?เดี๋ยวก็เห็นขาของอลันเรืองแสง เดี๋ยวก็เห็นตัวของมีสท์เรืองแสงแล้วก็ยังมียอดมนุษย์โค่นต้นไม้ได้ด้วยมือเปล่าอีก โอ๊ย!.. งงไปหมดแล้ว!!”
และทันใดนั้น! ก็ได้มีชายผมบลอนด์ปรากฏกายขึ้นมาจากทางด้านหลังของเกษมก่อนพูดขึ้นด้วยภาษาไทย“สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดเมื่อกี้นั่นแหละคือออแกเนียนรวมถึงตัวของคุณเองด้วย” เขาพูดเสียงนุ่มพลางนำมือทั้งสองข้างไขว้ไว้ด้านหลัง
“..??..” หนุ่มแว่นหันควับกลับไปทำหน้างงใส่ชายชาวยุโรปผู้สามารถพูดสำเนียงไทยได้อย่างชัดเจนที่กำลังเดินรุกคืบเข้ามาหาเขา
“ผมคือ เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์สปีช ที่สาม เป็ผู้ดูแลมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และตอนนี้ผมได้จัดการลงโทษคนที่ทำร้ายเพื่อนของคุณด้วยมาตรการที่เหมาะสมเรียบร้อยแล้ว” สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้พูดด้วยเสียงนุ่มลึกอันเป็เอกลักษณ์
“เอาล่ะคุณออแกเนียนมือใหม่.. ในเมื่อเื่มันมาถึงขั้นนี้แล้วผมขอถือโอกาสบอกกฎของออแกเนียนให้คุณรู้ไว้คร่าว ๆ ก่อนเลยก็แล้วกัน ข้อแรกคุณสามารถใช้พลังได้ แต่การใช้พลังของคุณนั้นจะต้องไม่ให้คนที่ไม่ใช่ออแกเนียนรู้ หรือแม้แต่คำพูดที่สามารถสื่อให้มนุษย์ทั่วไปรู้ว่าเราเป็ออแกเนียนอย่างเช่น การที่คุณบ่นความคับข้องใจออกมาเมื่อสักครู่ก็ถือว่าเสี่ยง เพราะเพื่อนๆ ของคุณที่เป็มนุษย์ธรรมดาอาจจะรู้เื่ราวของพวกเราเหล่าออแกเนียนผ่านคำพูดของคุณได้สรุปง่าย ๆ คือห้ามให้คนทั่วไปรู้ว่าคุณคือออแกเนียน ตอนนี้ให้คุณรักษากฎข้อนี้ไว้ข้อเดียวก่อนนะคุณมือใหม่”เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม อธิบายในสิ่งที่เกษมพึงปฏิบัติ
“อะไรวะ!? อยู่ ๆ ก็มีฝรั่งพูดไทยได้คล่องปร๋อโผล่มาแล้วไอ้แว่นก็กลายเป็ปิศาจ พวกแกไม่มีใครใอะไรเลยหรอ!?!?” เกี้ยมองไปหาเพื่อน ๆ ของเขา ก่อนจะะโโวยวายหน้าตาเลิ่กลั่กเหมือนคนสติแตกหลังได้ยินเื่ที่ชายผมบลอนด์อธิบาย
“...” ทั้งโอ๊ต และดั๊ก ต่างก็ยืนช็อคตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ กับหน่อมที่ยืนหน้ามึนมาั้แ่ตอนแรก
“อะไรกันครับเนี่ย.. คุณเอ็ดเวิร์ดอาเธอร์ สปีช ที่สาม สรุปไอ้ออแกเนียนที่ว่านี่มันคืออะไรครับ!? แล้วทำไมอยู่ ๆ ผมถึงกลายเป็พวกนั้นไปได้!?”เกษมเริ่มใในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขา แต่ก็ยังไม่เท่ากับความสงสัยที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“ต่อไปเรียกผมว่าเวิร์ดก็ได้นะ.. เอาล่ะผมจะค่อย ๆอธิบายเื่ราวทีละเล็กทีละน้อยให้คุณฟังก็แล้วกัน” ชายมาดเนี้ยบเกริ่นก่อนที่จะอธิบายต่อไป
“ออแกเนียนก็คือสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่อาศัยปะปนอยู่กับมนุษย์ธรรมดาทั่วไปบนโลกโดยพวกเขาเหล่านี้จะมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายที่มีความพิเศษกว่าคนปกติสบายใจได้คุณไม่ใช่ตัวประหลาดหรอก คุณแค่พิเศษกว่าคนอื่น ๆ .. ให้เล่าโดยสังเขปก็คงจะประมาณนี้แต่ถ้าอยากจะรู้มากกว่านี้ก็ไปรอฟังผมอธิบายตอนปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ก็แล้วกันนะ” เขาพยายามปลอบประโลมไม่ให้เกษมคิดว่าตัวเองกลายเป็ปิศาจอย่างที่เกี้ยว่า
“แล้วผมจะได้ผ่านไปถึงตอนปฐมนิเทศหรอครับ?ผมทำข้อสอบไม่ได้สักข้อเลยนะ แถมคนเข้าสอบที่ดูฉลาด ๆ ก็มีตั้งเยอะแยะ ผมสู้พวกเขาไม่ได้หรอก”ชายผู้มีตาสองสีตัดพ้อกับความล้มเหลวในการทำข้อสอบของเขา
“ผ่านสิ..” เอ็ดเวิร์ดพูดน้ำเสียงที่นิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ
“ส่วนพวกนายที่เป็คนธรรมดา แต่ดันมารู้ว่ามีออแกเนียนอย่างพวกเราอยู่บนโลกก็จะต้องถูกจัดการโดยมาตรการขั้นเด็ดขาด!” สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้สาดสายตาอันน่าสะพรึงมายังแก๊งเพื่อนๆ ของเกษมที่กำลังช็อค
“หยะ.. อย่าทำอะไรพวกผมเลย ผมกลัวแล้ว ผมจะไม่บอกเื่นี้กับใครหรอก ผมสาบานได้ผมเก็บความลับเก่งมากนะ”เกี้ยผงะถอยหลังอย่างหวาดผวาพลางยกมือไหว้ และพยายามพูดหาทางรอดด้วยน้ำเสียงติดๆ ขัด ๆ ในขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ ได้แต่ยืนตัวสั่นเครือราวกับจะร้องไห้
“ขึขึ.. ขึ.. ขึขึขึขึขึ..” แต่กลับมีเสียงของ โจเซฟ มีสท์ และลุงควันกำลังพยายามกลั้นขำอย่างสุดชีวิต
“อย่าทำอะไรพวกเข..” ยังไม่ทันที่เกษมเอ่ยปากขอร้องจบประโยคก็โดนโจเซฟเอามือไปรวบปิดปากไว้!
“ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในองค์กรออแกเนียน จงลืมเื่ราวเกี่ยวกับออแกเนียนทั้งหมดและหลับไป” ชายยุโรปผมทองร่ายคำพูดของเขาอีกครั้ง
จากนั้นสิ่งที่เกษมเห็นก็คือ บริเวณปากของเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม บังเกิดแสงเปล่งประกายระยิบระยับในขณะที่เขากำลังร่ายคำพูด..และเมื่อจบประโยคแสงนั้นก็ได้ดับสิ้นลง ก็พลันปรากฏเป็แสงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นมาเหมือนเหตุการณ์ก่อนหน้าที่คนสามคนหายตัวไปหลังสนทนากับคุณเวิร์ด
ซึ่งเกษมรับรู้ในทันทีว่าทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นนั้นได้เป็ไปตามคำพูดของชายผู้ดูแลมหาวิทยาลัยคนนี้ทั้งหมด ผู้ที่มาสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยลัยทุกคนที่วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงออกจากสถานที่เกิดเหตุไปในตอนแรกก็ล้วนหลับไหลลงทั้งสิ้นจนทำให้ในที่นั้นเหลือเพียงแค่เ้าของคำกล่าว เกษม โจเซฟ มีสท์ และลุงควันที่ยังคงมีสติอยู่หลังจากสิ้นวาจาสิทธิ์ของหนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษ
“แสดงว่า.. ทุกคนที่ยังไม่หลับไปในตอนนี้เป็ออแกเนียนสินะ”ดวงตาสองสีของหนุ่มแว่นหน้าเนิร์ดเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงพลางยกแขนทั้งสองข้างขึ้นก่อนจะใช้สายตาสอดส่องหาสิ่งผิดปกติบนเรือนร่างของเขา
เกษมตรวจสอบจนละเอียดแล้วแต่ก็ดูไม่มีสิ่งใดในร่างกายของเขาผิดปกติไปแม้แต่น้อยจึงทำให้เด็กหนุ่มลดละความพยายามก่อนที่จะหันมาเผชิญกับปัญหาอื่นที่กองอยู่ตรงหน้า“แล้วจะเอาพวกมันกลับหอยังไงล่ะเนี่ย?..” นายแว่นหน้าเนิร์ดคิดในใจพลางยืนจ้องมองก๊วนเพื่อนของเขาที่กำลังนอนหลับอย่างสบายอุรา
“ไม่ต้องห่วง เื่ทางนี้ผมจะดูแลเองรวมถึงอาการาเ็ของอลันด้วย พวกคุณกลับไปพักผ่อนเถอะ” เสียงนุ่มลึกอันเป็เอกลักษณ์ดังขึ้น
“ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ ทุกคนในมหาวิทยาลัยออแกเนียนจงกลับคืนสู่ที่พัก”ชายมาดเนี้ยบร่ายคำพูดของเขาอีกครั้ง
สิ่งสุดท้ายที่เกษมเห็นก็คือประกายแสงวิบวับที่เปล่งออกมาจากปากของเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม.. หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็สีน้ำเงินเฉดเดียวก็โบว์ไทด์ของชายชุดทักสิโด้และเมื่อรู้สึกตัวอีกทีเขาก็กลับมาอยู่ในที่พักเสียแล้ว
เกษมพยายามหยิกตัวเองให้ตื่นจากความฝันแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคือเื่จริง เขาใช้เวลาสักพักในการดึงสติกลับมาให้ได้ก่อนที่ไอ้แว่นของเพื่อน ๆ จะค่อย ๆ แบกร่างชาวแก๊งของเขาเข้าที่นอนจนครบทุกคน ส่วนตัวเองก็เหนื่อยล้าและเพลียหลับตามไป
จวบจนวันรุ่งขึ้น.. ซึ่งตามกำหนดการคือวันที่ทุกคนจะต้องเดินทางกลับบ้าน
และเป็โอ๊ตที่เริ่มการสนทนาขณะกำลังเดินออกจากมหาวิทยาลัย “ทำไม สอง-สามวันที่ผ่านมานี่เหมือนมีแต่เื่แปลก ๆ วะ?” เขาจำเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อยทุกอย่างมันหลงเหลืออยู่แค่เพียงความตะขิดตะขวงเล็กๆภายในใจเท่านั้น
“เออนั่นดิ.. นึกว่าเป็คนเดียว แกก็เป็หรอ?”เกี้ยเห็นด้วยกับความรู้สึกของโอ๊ตซึ่งเขาก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายความประหลาดของมหาวิทยาลัยนี้เช่นกัน
“โอ๊ยย หิวโว้ย!เมื่อวานไม่ได้กินข้าวเย็นหรอวะ? ทำไมจำอะไรไม่ได้เลย” ไอ้หมีอ้วนเดินหน้าบูดบ่นหาของกินไปตามประสา(แต่เมื่อคืนมันก็ไม่ได้กินข้าวเย็นจริง ๆ นั่นแหละ น่าสงสารไอ้หมี..)
“เห้อ สมองมีแค่เื่นี้จริง ๆ แล้วไอแว่นล่ะ รู้สึกเหมือนฉันกับเกี้ยป้ะ?”โอ๊ตบ่นดั๊กก่อนจะมองมาที่เกษมเชิงหาพวกที่มีความคิดตรงกันเพิ่ม
“...” เกษมได้แต่อ้ำอึ้งกับคำถามของโอ๊ตก่อนจะรีบเดินดุ่ม ๆ ข้ามสะพานแขวนไปขึ้นรถที่มารอรับอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นอาการดังนั้นมันทำให้เกี้ยนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาทันที“อะไรของมันวะ? ทำตัวเป็ไอหน่อมไปได้ฮ่า ๆ ๆ ” เขาแซวก่อนจะหันไปหัวเราะกับโอ๊ตอย่างสนุกสนาน
“ฉันหรอ?.. ทำไมวะ?..” ไอ้มึนหน่อมถามขึ้นมาอย่างเหวอ ๆ อีกแล้ว ทำเอากลุ่มเพื่อนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายเป็เสียงเดียวกันก่อนที่จะออกเดินทาง“เห้อ!..”
ชาวแก๊งเกษมทุกคนเดินทางอย่างราบรื่นมาโดยตลอดจนกระทั่งอยู่บนรถไฟขากลับ..
“อื่ด ๆ ~” เสียงข้อความจากโทรศัพท์ของทุกคนในกลุ่มดังขึ้นพร้อมกัน
“เฮ้ย! มันประกาศผลสอบแล้วว่ะ!! เร็วเกินไปไหมวะเนี่ย?”โอ๊ตที่เปิดข้อความอ่านคนแรกพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
“แล้วแกติดป้ะ?”เกี้ยถามทันทีพลางหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเช็ก
เมื่อตรวจดูดีแล้ว โอ๊ตก็ได้พูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง“โห่.. ไม่ติดว่ะ” ก่อนที่เขาจะเก็บโทรศัพท์ลงพร้อมมาลุ้นผลของเพื่อน ๆ
เกี้ยค่อย ๆ เลื่อนมือถือของตัวเองอย่างลุ้นระทึก..“โถ่เอ๊ย!! ไม่ติดเหมือนกัน!!”
“ฉันก็ไม่ติด โอยย..จะมีใครติดสอบติดไอ้มหาลัยฯนี้ไหมเนี่ย?” ดั๊กพูดอย่างเอือมระอาพลางงาบลูกชิ้นปิ้งเข้าปากต่อไป
บรรยากาศเงียบไปสักครู่ใหญ่..ทันใดนั้นหน่อมก็ะโขึ้นมาสุดเสียง “ฉัน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!..” ซึ่งนั่นก็ทำเอาเพื่อน ๆ และผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟรอบ ๆ ที่นั่งของพวกเขาสะดุ้งโหยงกันไปตามๆ กัน
“เฮ้ยย!! ไอหน่อมติดหรอวะ!!! ดีใจด้วยเว้ยย!!! เห็นมึน ๆ อย่างงี้สอบติดเฉยเลยว่ะ!” โอ๊ตะโเข้าไปกอดคอดีใจอย่างบ้าคลั่ง
“ฉัน.. ไม่ติด” หนุ่มจอมเหวอตีหน้านิ่งก่อนจะพูดออกมาท่ามกลางกลุ่มเพื่อนๆ ที่กำลังดีใจกันอย่างสุดเหวี่ยง
“...” บรรยากาศกลับไปเงียบสงัดลงในทันทีและเป็อีกครั้งที่เพื่อน ๆ ต่างถอนหายใจเป็เสียงเดียวกันด้วยความเหนื่อยหน่าย
เกษมจึงถือโอกาสที่ทุกคนกำลังเซ็งกับไอ้หน้ามึนแอบเปิดดูผลสอบอย่างเงียบ ๆ คนเดียวด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ ..
เมื่อได้เห็นข้อความที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มันก็ทำให้เขาอ้าปากหวอขึ้นในทันที..
ชายหนุ่มพยายามอ่านย้ำซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้แน่ใจในสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า“ฉัน.. สอบติดว่ะ” หนุ่มแว่นพูดขึ้นในความเงียบด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาราวกับไม่ออยากให้มีใครได้ยิน
“เฮ้ย!! ไอ้แว่นมันติดจริงว่ะ!!”เกี้ยชะโงกหน้ามาดูจอโทรศัพท์ของเกษมก่อนจะป่าวประกาศเสียงดังลั่นให้ทุกคนได้รู้
เพื่อน ๆ ต่างมารุมล้อมแสดงความดีใจกันยกใหญ่ในขณะที่ชายหน้าเนิร์ดผู้มีตาสองสีได้แต่ยิ้มแหย ๆ โดยภายในใจของเขาคิดแค่เพียงว่า “นี่เราจะต้องไปเรียนที่มหาลัยฯประหลาดๆ นั่นจริง ๆ หรอวะเนี่ย?..”
“เมื่อเด็กหนุ่มพาลไปพบ ผู้วิเศษ
มีฤทธิ์เดช ผิดประเภท มนุษา
ท่านจึงบอก ให้เหลียวมอง ที่กายา
เ้ากับข้า เราสองผองเดียวกัน”