ท้องนภาแปรเปลี่ยนเป็ความมืดมิดแสงสีแดงกะพริบวาบๆเป็จังหวะในหมู่เมฆณ จุดศูนย์กลางของความวุ่นวายชายคนหนึ่งได้แหงนหน้ามองฟากฟ้าบนยอดของสกายทรีเขาเพ่งมองไปยังรูสีดำขนาดั์ ไม่สิไม่ใช่รูสีดำแต่เป็สิ่งที่อยู่ภายในนั้น
ภายในรูสีดำขนาดั์นั้นมีบุคคลลึกลับผู้หนึ่งลอยอยู่ที่ใจกลางของมันไม่รู้ว่าคำว่าคนจะสามารถอธิบายถึงชายผู้นั้นได้ถูกต้องหรือเปล่าเพราะที่หลังของบุคคลลึกลับมีปีกค้างคาวขนาดั์ที่ช่วยให้เขาบินอยู่ในอากาศบุคคลลึกลับเองก็ได้เพ่งมองมาที่ชายหนุ่มเช่นกัน
แม้จะอยู่ห่างไกลกันแต่ทั้งสองคนก็สามารถสบตากันได้ด้วยสาเหตุบางอย่างทั้งสองจ้องตาของกันและกันอย่างเงียบเฉียบและเป็ทางด้านของบุคคลลึกลับที่เปิดบทสนทนาขึ้นก่อนเขาพูดแค่คำสั้นๆเพียงคำเดียว
“อลัน”
ชายหนุ่มได้ยินในสิ่งที่บุคคลลึกลับพูดแม้จะอยู่ห่างไกลกันเขาไม่มีปฏิกิริยาตอยสนองใดๆต่อคำพูดของบุคคลลึกลับเขาทำเพียงแค่ตอบอีกฝ่ายด้วยใบหน้านิ่งเฉย
“เอลิกอส”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดชื่อของตนบุคคลลึกลับที่ชื่อเอลิกอสก็ทำสีหน้าไม่ชอบใจเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายผู้นี้ถึงปรากฎตัวขึ้นที่นี้ต่อหน้าเขา และเขามาที่นี้ด้วยเหตุผลอะไรตอนแรกเอลิกอสคิดว่าชายผู้นี้ได้ล่วงรู้ถึงแผนการของพวกเขาและมาที่นี่เพื่อหยุดยั้งมันแต่เขาก็สะบัดความคิดนั้นทิ้งไปเป็ไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะล่วงรู้ถึงแผนการนี้หมายความว่านี้เป็เื่บังเอิญ
เพื่อกำจัดอลันซึ่งเป็ภัยคุกคามสำคัญในแผนของพวกตนนับั้แ่วินาทีแรกที่เจอกันเขาก็ได้ส่งการโจมตีไปแล้วแต่ผลลัพธ์คือเขายังคงยืนอยู่โดยไร้าแตอนที่ทำการจู่โจมความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการโจมตีอากาศอันว่างเปล่า
เอลิกอสสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเป็ภาพมายาชายผู้นั้นไม่ได้แข็งแกร่งถึงขั้นต่อกรกับเขาได้ และแม้เอลิกอสจะเพ่งจิตเพื่อตรวจหาคลื่นพลังเวทย์ของอลันเพียงใดเขาก็ล้มเหลวอย่าว่าแต่คลื่นของอลันเลยเขาตรวจไม่พบพลังเวทย์ของใครด้วยซ้ำ
นั้นยิ่งทำให้เอลิกอสหงุดหงิดยิ่งขึ้นตอนแรกเอลิกอสคิดจะทำลายพื้นที่โดยรอบเป็วงกว้างเพื่อตามหาอลันแต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจหากทำแบบนั้นแผนการของพวกเขาจะเสียหายเขาจึงเลือกส่งสัตว์อสูรระดังกลางและระดับสูงจำนวนมากลงไปแทน
ต่อให้เป็อลันเมื่อเจอกับสัตว์อสูรจำนวนมากขนาดนั้นยังไงก็ไม่มีทางรอดนั้นคือสิ่งที่เอลิกอสคิด
“ไม่มีที่ให้แกหนีหรอกจงตายเพื่อพระประสงค์ของท่านผู้สูงศักดิ์เสียเถอะ”
เอลิกอสมองลงไปยังเบื้องล่างด้วยสายตาเหยียดหยามและอันตรธานหายไปในที่สุด
ตอนนี้พวกเราหลบอยู่ในบ้านของฮิโตมิมันอาจไม่แ่าแต่มันก็ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้ไม่นานหลังออกไปที่สวนพวกเราได้ยินเสียงคำรามประหลาดตามด้วยเสียงกรี่ดร้องดังมาไม่ไกลจากบ้านหลังนี้เราจึงเขามาซ้อนตัวในบ้าน
ตอนนี้ซาซากิค่อนข้างที่จะผวาอยู่พอควรเคยามาะจึงคอยกุมมือเธอเอาไว้แล้วบอกเธอว่าไม่มีอะไรต้องกังวล
ส่วนผม ฮิโตมิ และคุณอาราตะ กำลังคิดว่าควรจะทำอะไรต่อไป ผมเสนอตัวจะออกนอกบ้านไปตรวจสอบที่มาของเสียงคำรามนั้นแต่ฮิโตมิกับคุณอาราตะคัดค้านอย่างรุนแรงเพราะมันอันตรายเกินไป
โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณทำให้ไม่สามารถตรวจสอบข่าวสารจากโซเชียลได้ทั้งที่ตอนนี้คือ่ที่ข้อมูลข่าวสารเป็สิ่งสำคัญที่สุดแต่เรากลับทำอะไรไม่ได้เลย
คุณอาราตะเสนอให้ลองขึ้นไปดูสภาพข้างนอกบนชั้น3ของบ้านและถ้าจำไม่ผิดที่นั้นน่าจะมีกล้องส่องทางไกลอยู่
“อะไรกันเนี้ย…”
คุณอาราตะใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูภายนอกบ้านและเขาก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวเขาดูจะไม่เชื่อในสายตาของตัวเองเลยส่งกล้องมาให้ผม
ในตอนแรกที่ผมส่องมันยังไม่ค่อยมีอะไร แค่คิดว่าไม่มีคนเลยนะก็เท่านั้นแต่เมื่อส่องไปรอบๆผมก็พบสาเหตุความหวาดกลัวของคุณอาราตะผมเคยฆ่าคนและเห็นคนตายมามากแต่ว่าสิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกหวาดผวาและขนลุกแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เมื่อเห็นว่าผมพูดอะไรไม่ออกและเอาแต่เงียบฮิโตมิก็คว้ากล้องไปจากมือของผมแล้วส่องไปข้างนอกผลลัพธ์คือเธอหน้าซีดเผือด
แต่ฮิโตมิตั้งสติได้ก่อนพวกผมเธอตบหน้าตัวเองดังแปะแล้วหันไปหาคุณอาราตะ
“คุณพ่อคะหนูจะไปเอาดาบมานะคะ”
เธอพูดออกมาด้วยเสียงหนักแน่นฮิโตมิพูดถูกในสถานการณ์แบบนี้เราควรจะรีบติดอาวุธให้กับตัวเองโดยเร็ว
“เอามาทั้งสามเล่มเลยน่ะ”
เมื่อได้รับอนุญาตผมกับฮิโตมิก็ลงไปเอาดาบที่ตั้งโชว์ในโรงฝึกมีทั้งสิ้นสามเล่มโดยแต่ล่ะเล่มจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปผมเลือกเล่มที่มีปลอกดาบสีดำเงาส่วนฮิโตมิเลือกปลอกดาบสีน้ำเงินเข้ม ส่วนอีกเล่มที่เป็ปลอกดาบสีไม้เป็ของคุณอาราตะ
พวกเราเหน็บดาบของตัวเองไว้ที่เอวแล้วไปหาคุณอาราตะที่ห้องนั่งเล่นดูเหมือนเขาจะมอบมีดให้เคยามะและอธิบายสถานการณ์ภายนอกคราวๆให้เขาฟังแล้ว
“นี้ฟัวร์โก้เื่นั้นเป็ความจริงเหรอ”
“ถ้าไม่จริงก็ดีสิ”
“นี้มันเื่อะไรกันเนี้ยอย่างกับหลุดเข้าไปในนิยายแฟนตาซีแนะ”
เคยามะพูดอย่างสับสนไม่ใช่แค่เขาหรอกทุกคนที่นี้รวมถึงผมต่างก็สับสนกับสถานการณ์ปัจจุบันกันทั้งนั้น
ไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ไม่แม้จะคาดเดาได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ตึง!
พื้นแผ่นดินเกิดการสันะเื ตอนแรกผมคิดว่าเป็แผ่นดินไหวแต่ไม่ใช่มันเป็การสั่นะเืที่เป็จังหวะคล้ายกับจังหวะการเดินและมันก็เข้ามาใกล้เรื่อยๆเสียงกรี่ดร้องโหยหวนดังออกมาจากนอกบ้านและทุกครั้งที่เกิดการสั่นะเืเสียงจะค่อยๆเบาลง
“อย่าบอกนะว่าแถวนี้ก็มี!”
เกิดเสียงดังขึ้นในสวนทุกคนลังเลนิดหน่อยแต่ก็เดินออกไปดู ข้างนอกสวนผมเจอเข้ากับศพที่ตัวขาดครึ่งเห็นไส้เห็นพุงติดอยู่บนต้นไม่เืที่สาดกระเซ็นเปลี่ยนพื้นสนามหญ้าเป็สีแดงไม่รู้ว่าท่อนล่างอยู่ที่ไหนและเป็ไปได้ก็ไม่อยากรู้ด้วย
“กะกรี๊-”
เมื่อเห็นภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้าซาซากิก็เกือบจะกรี๊ดออกมายังดีที่ฮิโตมิเข้าไปปิดปากเธอได้ทัน
“คุณซาซากิใจเย็นก่อนค่ะ!ถ้าส่งเสียงดังมันอาจจะมาหาเราก็ได้นะคะ!”
“อึกอึก!”
พวกเรารีบเคลื่อนตัวกลับเข้าไปในบ้านทันทีเพราะถึงอยู่มองภาพนั้นต่อไปก็มีแต่จะติดตาเปล่าๆ
เสียงกรี่ดร้องยังคงดังอย่างต่อเนื่องความรู้สึกเหมือนอยู่ในขุมนรกไม่มีผิดเสียงกรี่ดร้องที่เคยเบาลงตอนนี้มันกำลังดังขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับเืที่สาดกระเซ็นไปทั่ว
ภาพที่เห็นเมื่อครู่ทำให้ซาซากิผวาหนักยิ่งกว่าเดิมเคยามะทำได้แค่กอดเธอเอาไว้แล้วคอยปลอบโยนทั้งที่จริงๆแล้วตัวเขาเองก็กลัวไม่ต่างกัน
พวกเราทำได้เพียงหลบอยู่เงียบๆในบ้านเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองจำใจต้องทิ้งให้ผู้คนที่อยู่ข้างนอกรับกรรมไปแต่ว่านี้คงเป็เื่ที่ทรมานสำหรับฮิโตมิเป็แน่เพราะเธอเป็คนอ่อนโยนและมีเมตตาการที่ต้องคอยหลบซ่อนขณะที่คนอื่นค่อยตกเป็เหยื่อของพวกมันไปทีละคนคงไม่มีอะไรทำให้เธอรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้อีกแล้วทั้งที่เป็อย่างนั้นเธอก็เลือกที่จะหลบซ่อนต่อไปเพราะหากออกไปก็มาต่างกับการฆ่าตัวตายและเปิดเผยที่ซ่อนของพวกเรา
ผมคว้ามือของเธอแล้วกุมมันเอาไว้ ัับนมือของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเพราะเธอกำมันเอาไว้ไม่ยอมปล่อยเธอหันมามองหน้าผมครั้งหนึ่งใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความทรมาน
ในตอนที่ผมกำลังจะพูดอะไรบางอย่างอยู่นั้นเองก็มีมีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าบ้าน
“เปิดประตูทีช่วยพวกเราด้วย! ขอร้องล่ะได้โปรด! มะ มะมะ มันมาแล้ว!!!!!ช่วยด้วย!ช่วยด้วย!ช่วยด้วย!ขอร้องล่ะช่วยด้วย!แฮ่กๆๆๆ ช่วย แฮ่ก ช่วย แฮ่ก ขอร้องล่ะช่วยด้วย--- ฮือฮือฮือ ช่วยช่วยฉันด้วย ใครก็ได้ ใครก็ได้ช่วยฉันที ฉะ ฉันยังไม่ตาย ฉันยังไม่อยากตาย โอ้พระเ้าได้โปรดเถอะ ฉันยังไม่อยากตายนะ---”
ผมพยายามกลั้นอดทนต่อความรู้สึกที่อยากจะออกไปเปิดประตูช่วยเขาคนนั้นเขาอยู่แค่หน้าบ้านเองนะ ถ้าไปช่วยตอนนี้อาจสำเร็จก็ได้
ในระหว่างที่คิดแบบนั้นฮิโตมิก็ปล่อยมือจากผมเธอมองมาที่ผมด้วยสีและแววตาหน้าที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจ
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมายถึงเื่อะไรสิ่งที่ฮิโตมิคิดจะทำนั้นคือสิ่งที่ทุกคนที่นี้เองก็้าแต่ไม่สามารถทำได้
ดูเหมือนว่าเธอจะตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าผมถ้างั้นสิ่งที่ผมสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือการสนับสนุนเธอ
“ไปเลย”
เสียงกรี่ดร้องโหยหวนดังขึ้นแบบไม่มีท่าทีว่าจะหยุดในหัวใจของฉันเต็มไปด้วยความเ็ปทรมานแม้จะรู้ว่าตนไม่ทั้งพลังและความสามารถมากพอจะช่วยเหลือผู้คนจากสัตว์ประหลาดพวกนั้นแค่สักคนก็ยังดีถ้าสามารถช่วยคนเ่าั้ได้สักคนละก็แต่ฉันรู้ดีว่าไม่สามารถทำแบบนั้นได้
ถ้าฉันเปิดประตูออกไปก็มีโอกาสที่จะบังเอิญไปเจอกับมันเข้าและทำให้มันจู่โจมใส่ถ้าเป็แบบนั้นจะไม่ใช่แค่ฉันแต่ทั้งคุณพ่อ ฟัวร์โก้คุง และทุกคนจะโดนลูกหลงไปด้วย
ฉันถึงได้ยังอยู่ที่นี้ ซ่อนตัวภายในบ้านหลังนี้แล้วภาวนาให้คนที่อยู่ข้างนอกอยู่รอดปลอดภัย
ฉันนั้นไร้ซึ่งพลังใดๆแม้ว่าฉันจะมีวิชาดาบที่ดีเลิศแค่ไหนมีศิลปะการต่อสู้ที่ฝึกฝนมาอย่างดีเพียงใด แต่นั้นไม่สามารถใช้ต่อกรกับสัตว์ประหลาดแบบนั้นได้ทำได้เพียงโกรธตัวเองที่ไร้พลัง
ไม่รู้ว่าเพราะได้เห็นสภาพที่น่าสมเพชของฉันรึเปล่าฟัวร์โก้คุงถึงได้กุมมือของฉันเอาไว้ััอันอบอุ่นของฟัวร์โก้คุงทำให้ฉันใจเย็นลงได้เล็กน้อย ฉันมองไปที่ฟัวร์โก้คุงและเขาก็มองฉันกลับมาด้วยสายตาอันอ่อนโยนดูเหมือนเขาจะ้าพูดอะไรบางอย่างแต่ว่า…
“เปิดประตูทีช่วยพวกเราด้วย!”
มีเสียงเคาะประตูจากหน้าบ้านและเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากชายคนหนึ่งเสียงของเขาฟังดูเล็งรีบและหวาดกลัว
“ขอร้องล่ะได้โปรด! มะ มะ มะ มันมาแล้ว!!!!ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ขอร้องล่ะช่วยด้วย!”
เสียงของเขายังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเขาะโเรียกจนเสียงแทบแหบ
เขาอยู่แค่หน้าประตูนี้เองต้องรีบไปช่วยทั้งที่คิดอย่างนั้นแต่ขาของฉันกับไม่ยอมขยับ ทำไม ทำไมล่ะ! ขยับสิ! ถ้าไม่รีบไปช่วยเขาจะตายเอาน่ะขอร้องล่ะขยับสิ! ขยับทีเถอะ!
แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนขาของฉันก็ไม่ยอมขยับเลยสักนิดและเมื่อมองไปที่มือของตัวเองฉันก็ได้พบสาเหตุของมัน
‘มือของฉันกำลังสั่น?’
อาห์ งี้นี้เองสาเหตุที่ขาของฉันไม่ยอมขยับมันไม่ใช่เพราะมันกลายเป็อัมพาตเฉี่ยบพลันหรืออะไร
มันเกิดจากสาเหตุง่ายๆนั้นคือ ‘ความกลัว’
ฉันกำลังกลัวอยู่กลัวว่าถ้าออกไปแล้วตัวเองจะต้องตายแม้จะช่วยชายคนนั้นได้ และความกลัวนั้นก็อยู่เหนือกว่าความปรารถนาที่จะช่วยเหลื่อผู้อื่นของเราเื่มันก็แค่นั้น
“แฮ่กๆๆๆ ช่วย แฮ่ก ช่วย แฮ่กขอร้องล่ะช่วยด้วย--- ฮือฮือฮือ ช่วย ช่วยฉันด้วย ใครก็ได้ ใครก็ได้ช่วยฉันทีฉะ ฉันยังไม่ตาย ฉันยังไม่อยากตายโอ้พระเ้าได้โปรดเถอะ ฉันยังไม่อยากตายนะ---”
ฉันนี้โชคดีจริงๆ
โชคดีที่สาเหตุที่ฉันเดินไม่ออกเป็เพราะความหวาดกลัวไม่ใช่เพราะเป็อัมพาตหรืออะไรอย่างอื่น
ถ้าฉันกลัวอยู่ละก็สิ่งที่ต้องทำมันก็ง่ายนิดเดี๋ยวแค่ทำเหมือนที่ฉันทำมาตลอด เข้าไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจตัวเองแล้วก้าวข้ามความหวาดกลัวนั้นไปก็สิ้นเื่
เหมือนตอนที่ก้าวข้ามความโศกเศร้าเสียใจของตัวเองตอนที่คุณแม่จากไปหรือตอนที่ก้าวข้ามความขี้อายเพื่อที่จะเป็เพื่อนกับทุกคน
ฉันรู้ว่านี้เป็สิ่งที่แปลก สำหรับคนอื่นๆการจะก้าวข้ามความรู้สึกที่รุนแรงเป็เื่ยากและต้องใช้เวลานานและบางคนก็ไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้
แต่สำหรับฉันมันเป็เื่ที่ง่ายดายราวกับทำข้อสอบที่รู้คำตอบอยู่แล้วแค่ต้องลงมือแล้วใช้ความพยายามเล็กน้อย
ฉันมองดูที่มือของตัวเองอีกครั้งหนึ่งมันหายสั่นแล้ว
ฉันมองดูที่ขาของตัวเองอีกครั้งหนึ่งมันสามารถขยับได้แล้ว
ฉันทำได้สำเร็จเหมือนที่ทำมาตลอด
เมื่อฉันก้าวข้ามความหวาดกลัวในใจตัวเองได้แล้วที่นี้ก็เหลือเื่ที่ต้องทำแค่อย่างเดียว
ฉันปล่อยมือจากฟัวร์โก้คุงแล้วบอกการตัดสินใจของตัวเองผ่านทางสีหน้า
ฟัวร์โก้คุงตอนนี้เองก็อยากออกไปช่วยเขาเหมือนกันนั้นคือสิ่งที่ฉันเห็นแต่ใจของเขายังคงลังเลอยู่ฉะนั้นฉันจึงบอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำไม่ได้ฉันจะทำเอง และคำตอบของเขาก็คือ…
“ไปเลย”
ฉันพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้เมื่อเปิดประตูออกไปฉันก็พบชายคนหนึ่งนอนอยู่ในสภาพหายใจรวยริน
“ชะ ช่วยด้วย”
ฉันมองสภาพรอบข้างเมื่อไม่พบว่ามีสัตว์ประหลาดตัวไหนอยู่ฉันก็คว้ามือของชายคนนั้นแล้วพยายามดึงเขาเข้าบ้านทันที
ทุกอย่างกำลังเป็ไปได้สวยฉันสามารถช่วยเขาได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ถูกพบตัวจากพวกสัตว์ประหลาด ทุกคนยังคงปลอดภัยดี
เื่มันควรจะเป็อย่างนั้น
มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันได้ทำพลาดไปไม่สิต้องเรียกว่ามันอยู่เหนือสามัญสำนึกของฉันมากกว่าเพราะสำหรับฉันแล้วภัยอันตรายส่วนใหญ่มักจะมาจากตรงหน้าทางซ้าย หรือทางขวา
ไม่ใช่้า
ฟุ๊บ!
มันบินลงมาโฉ่บชายคนนั้นที่ฉันพยายามจะช่วยไปในพริบตารวดเร็วจนฉันมองตามไม่ทัน พอรู้ตัวอีกทีร่างของชายตรงหน้าก็หายไปเหลือเพียงแค่แขนขวาที่ฉันจับเอาไว้
ฉันได้แต่นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างทำอะไรไม่ถูกได้แต่คิดอยู่ในหัวว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกว่าฉันจะได้สติก็ตอนที่รู้สึกว่ามีอะไรหยดลงมาใส่หัวของฉันและเมื่อมองขึ้นไปฉันก็ได้พบกับมัน
สิ่งมีชีวิตทีมีรูปร่างคล้ายกับนกขนาดั์ลำตัวของมันมีเส้นขนสีแดงและสีน้ำเงินตัดกันดูสวยและงดงามแต่ความงดงามนั้นก็ถูกฝังกลบแทบจะในทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของมัน
จะงอยปากขนาดใหญ่คล้ายนกเงือกของมันมีทั้งคราบเืและบางอย่างที่เหมือนเส้นผมของมนุษย์โผล่ออกมาดวงตาของมันที่กลวงโบ๋จนเหมือนจะดูดิญญาของผู้ที่จ้องมันเข้าไปทำให้ฉันขยับไปไหนไม่ได้
“…เอ๊ะ?”
“อันตราย!”
ไม่รู้ว่าฟัวร์โก้คุงมาั้แ่ตอนไหนเขาช่วยดึงฉันที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้กลับเข้าไปในบ้านก่อนที่พริบตาต่อมาพื้นที่ที่ฉันอยู่เมื่อกี้ก็กลายเป็หลุมบ่อขนาดใหญ่ที่เกิดจากการจิกของนกตัวนั้นและนี้คือเหตุการที่เลวร้ายที่สุด
มันส่งเสียงร้องดังสนั่นแล้วเริ่มจิกลงมาข้างในบ้านจนกลายเป็ช่องว่างขนาดใหญ่ตอนนี้ที่หลบซ่อนของพวกเราได้พังทลายลงแล้ว และทุกอย่างก็เป็เพราะฉัน
โชคดีที่ผมสามารถช่วยฮิโตมิได้ทันแต่ว่าในตอนนี้สิ่งที่เลวร้ายกำลังเกิดขึ้นแล้ว
สัญชาตญาณของผมร้องเตือนทันทีว่าไอเ้าตัวที่อยู่ตรงหน้ามันเป็สัตว์ประหลาดที่อยากจะเอาชนะและเมื่อดูจากการที่มันสามารถทำลายบ้านได้ด้วยการจิกนั้นก็ไม่เกินจริงเลย
“รีบเข้าไปข้างในเร็วเข้า!”
“อะ อืม!”
ผมกับฮิโตมิรีบวิ่งกลับเข้าไปข้างในตอนที่ออกมาช่วยฮิโตมิผมบอกให้คุณอาราตะพาทุกคนเข้าไปในสวนหลังบ้านเรียบร้อยแล้วอย่างน้อยๆที่นั้นเราก็สามารถหาทางอ้อมออกไปจากบ้านได้
ส่วนเื่หลังจากออกจากบ้านแล้วจะทำยังไงต่อนะชั่งมันก่อนเพราะสิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือการเอาตัวรอด
มันจิกไล่หลังเรามาติดๆทุกครั้งที่จิกลงพื้นจะเกิดเสียงตู้มต้ามแสดงให้เห็นถึงความอันตรายของมันได้เป็อย่างดีแต่อย่างน้อยเราก็มารวมตัวกับทุกคนได้สำเร็จ
“ทั้งสองคนปลอดภัยดีสินะ”
“เลิกพูดเื่นั้นก่อนทุกคนรีบวิ่งอ้อมไปหน้าบ้านเร็วเข้า! เดี๋ยวฉันจะหาทางทำอะไรสักอย่างกับมันเอง!”
“จะบ้าเรอะฟัวร์โก้เดี๋ยวนายก็ตายหรอก!”
“มันใช่เวลามาพูดเื่นั้นที่ไหนเล่า! รีบไปซะมันเกะกะ!”
ถึงจะหนีออกจากบ้านไปได้กันทุกคนแต่ถ้ามันยังตามมาอยู่มันก็เท่านั้นอย่างน้อยๆต้องหาทางถ่วงเวลามันไว้ที่นี้สักพัก
ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจแต่ทุกคนก็ทำตามที่ผมสั่งแล้วรีบวิ่งไปที่หน้าบ้านแต่ว่าฮิโตมิไม่ได้ไปกับพวกเขาด้วย
ในตอนที่ผมคิดว่าเธอกำลังทำบ้าอะไรเธอก็ได้พูดออกมา
“ฉันจะอยู่ช่วยด้วยอย่างน้อยๆฉันก็เป็กำลังให้ฟัวร์โก้คุงได้”
“จะบ้ารึไงรีบหนีไปซะ!”
“ไม่ค่ะ!”
เธอตอบอย่างหนักแน่นและเสียงดังยัยบ้าเอ้ยคิดจะทำอะไรกันแน่ถ้าฉันอยู่ฉันก็ตายคนเดียวแต่แบบนี้มันก็ตายคู่ชัดๆ
ไม่สิหรือว่า
“อยากไถ่โทษเื่ที่ทำให้ถูกเจอเหรอ”
“ค่ะ”
ให้ตายสิวะยัยนี้ไม่คิดเลยว่าจะเป็คนที่คิดอะไรตื้นเขินขนาดนี้ถ้าเป็เธอตามปกติคงไม่มีทางเลือกวิธีนี้แน่
“เธอคิดจะตายเพื่อไถ่โทษรึไง! แบบนั้นไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมาหรอก! ยัยโง่เอ้ย!”
“ดูเหมือนฟัวร์โก้คุงจะเข้าใจอะไรผิดไปน่ะฉันไม่ได้จะไถ่โทษด้วยการสู้จนตัวตายแต่เป็การช่วยฟัวร์โก้คุงให้รอดชีวิตไปพร้อมกันกับฉันและทุกคนต่างหากนั้นแหละคือการไถ่โทษของฉัน”
เธอพูดเสียงดังฟังชัดและดูจะโกรธผมนิดหน่อยที่คิดว่าเธอ้าตาย
ถึงจะยังตื่นเขินเหมือนเดิมก็เถอะแต่ว่าสิ่งที่เธอพูดออกมานั้นคือคำพูดที่เ้าตัวจะพูดอย่างแน่นอนเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมให้เถียงอีกด้วย แต่ไหนแต่ไรเธอก็เป็พวกเชื่อมันและทำตามอุดมณ์การของตัวเองอยู่แล้ว
“เฮ้อ นี้ฉันไปตกหลงรักผู้หญิงแบบเธอได้ยังไงกันนะ”
ตอนนี้ฮิโตมิอยู่ในโหมดพร้อมสู้แบบเต็มพิกัดแล้ว
“เพราะฉันสวย น่ารักแถมยังทำอาหารอร่อยไงล่ะ แต่นี้เป็ครั้งแรกเลยนะที่ฟัวร์โก้คุงพูดคำว่าชอบหรือรักฉันออกมาจากปากแบบนี้เรียกสารภาพรักได้ไหมเนี้ย”
และตอนที่พร้อมสู้เธอจะพูดมากขึ้นด้วย ซึ่งก็น่ารักไปอีกแบบ
“หนวกหูน่ายังไงซะพวกเราต่างฝ่ายต่างก็รู้ความรู้สึกของกันและกันอยู่แล้วไม่ใช่รึไงไม่เห็นต้องพูดออกมาให้อายเลย”
“แต่ฉันนอยากได้ยินมันจากปากของนายน่ะงั้นถ้าพวกเรารอดไปจากตรงนี้ได้ช่วยพูดว่ารักฉันให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ”
“…จะลองคิดดู แต่ตอนนี้มาสนใจศัตรูตรงหน้าก่อนเถอะ”
ตอนนี้บ้านทั้งหลังพังไม่มีชิ้นดีแล้วและมันก็เดินของมาท่ามกลางฝุ่นที่ลอยฟุ้งในอากาศดวงตาสีแดงของพวกมันจับจ้องมาที่พวกเราในฐานะเหยื่อ
เอาสิ พวกฉันจะแสดงให้แกได้เห็นเองว่าการต่อต้านของเหยื่อมันเป็ยังไง!