บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละครเลเวล MAXชายแดนจักรวรรดิเริ่มเคลื่อนไหว
หลังจากการเดินทางลากรถม้าอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอุปสรรคอย่างต้นไม้ขวางทางอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้ขึ้นหนาเหมือนกับป่าทึบในตอนแรกที่ผมถูกส่งมา ผนวกกับมีผู้ชำนาญทางอย่างหัวหน้าหมู่บ้านเลเว่นคอยชี้นำเส้นทาง ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น
ในช่วงก่อนออกเดินทาง หัวหน้าหมู่บ้านได้เตือนผมเอาไว้ก่อนว่า ป่าแห่งนี้มีจำนวนมอนสเตอร์ค่อนข้างมาก แต่ด้วยความที่ว่าพวกมอนสเตอร์มักอาศัยอยู่ในป่าลึกกันเสียส่วนใหญ่ ทำให้พวกมันไม่โผล่มาแถวนี้มากนัก กระนั้นผมก็ควรจะระวังตัวเอาไว้ดีกว่า
เมื่อเวลาดำเนินต่อไปจนกระทั่งพระอาทิตย์ลอยอยู่เหนือหัว พวกเราจึงตัดสินใจหยุดพักทานอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้ชาวบ้านที่เดินตามมาตลอดข้างรถม้าได้พักหายใจบ้าง
ต่อให้พวกเขาจะสลับกันเดินกับคนที่นั่งอยู่ในรถม้าคันที่สามก็ตาม แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงทำให้พวกเธอไม่อาจฟื้นฟูพละกำลังจากความเหนื่อยล้าสะสมได้ทัน ส่งผลให้ผมจำเป็นต้องชะลอความเร็วในการลากรถม้าจนการเดินทางล่าช้าลงเล็กน้อย
ส่วนผมที่ได้พักจากการหยุดทานอาหารกลางวันก็ไม่ได้มีอาการเหนื่อยล้าจากการลากรถม้าติดต่อกันหลายชั่วโมงแต่อย่างใด ร่างกายยังคงแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าเช่นเดิม
ถึงแม้ตลอดการเดินทางผมจะรู้สึกหนักทั้งต้องลากรถม้าที่บรรทุกอุปกรณ์สงคราม เสบียงอาหารที่ไม่ทำให้อดอยากเป็นเดือน ๆ และผู้หญิง เด็ก รวมถึงคนแก่กว่าครึ่งหมู่บ้าน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายของผมปวดเมื่อยแต่อย่างใด มีเพียงแค่อาการเหนื่อยเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าหากผมได้ยืนพักหายใจสักเล็กน้อย พละกำลังที่เสียไปก็จะฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว
ส่วนอาวุธคู่ใจอย่างแบล็ค เกรทซอร์ด ผมก็ได้เอามันมาวางไว้บนรถม้าคันแรกสุดที่เต็มไปด้วยยุทโธปกรณ์สงคราม โดยวางให้ด้ามจับโผล่พ้นออกมานอกตัวรถม้า เพื่อที่เวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันผมจะได้เอื้อมไปหยิบมาเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที
หลังจากช่วยสาว ๆ ขนกล่องเสบียงลงจากรถม้าแล้ว ผมตัดสินใจใช้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งเป็นที่พักจ้องมองพวกชาวบ้านทำกิจกรรมหุงหาอาหารกันอย่างเร่งรีบ ด้วยความที่ว่าร่างกายนี้ไม่จำเป็นต้องกินอะไร ฉะนั้นทำหน้าที่คอยเฝ้าระวังจะดีกว่า
พวกชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนสวมชุดเกราะ และอาวุธที่หยิบมาจากในรถม้าสำหรับป้องกันตัวจากการถูกโจมตีโดยสัตว์ร้าย หรือโจรป่า ถึงแม้พวกผู้หญิงจะสวมเพียงชุดเกราะหนัง หรือเกราะโซ่เพื่อไม่ให้ขัดขวางการเคลื่อนไหว แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรป้องกันตัวเลย
ต่างจากผู้ชายอีกสองคนที่มีร่างกายบึกบึนกำยำจากการทำงานหนัก ทั้งสองล้วนสวมชุดเกราะโลหะเบา และเหน็บดาบไว้ข้างเอว ทำหน้าที่คอยคุ้มกันด้านข้างรถม้าทั้งสองฝั่ง ต่อให้พวกเขาไม่มีวิชาดาบ แต่ด้วยความแข็งแรงของร่างกายก็ยังพอช่วยต่อสู้ได้บ้าง
"เชิญค่ะ ท่านอาทัส"
เสียงใสเรียกจากด้านข้าง ส่งให้ผมต้องหันหน้าไปมองก็พบกับคานญ่ากำลังยื่นแก้วไม้ในมือให้แก่ผมด้วยรอยยิ้มหวานประดับบนใบหน้ามีกระ สีหน้าที่เคยอิดโรยของนางดูเหมือนว่าจะเริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้ว
"ขอบใจนะ"
ผมเอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ พลางยื่นมือไปรับแก้วน้ำมาดื่ม สายตาก็ชำเลืองมองหญิงสาวครึ่งกวางที่นั่งลงด้านข้าง ผมจึงเคลื่อนไหวให้ร่างกายอันใหญ่โตของตัวเองขยับไปด้านข้างเล็กน้อย เพื่อให้เธอได้นั่งอยู่ในที่ร่ม
"ไม่เป็นไรแล้วเหรอ?"
ผมที่ไม่รู้จะพูดอะไรดีจึงตัดสินใจถามคานญ่าด้วยความเป็นห่วง ใบหูของหญิงสาวครึ่งกวางกระดิกเล็กน้อย ก่อนจะตอบคำถามของผมด้วยรอยยิ้มบาง
"ขอบพระคุณในความเป็นห่วงนะคะ ท่านอาทัส จริงอยู่ที่ตอนนี้ข้ายังคงมีความโศกเศร้า แต่ตอนนี้ข้าทำใจได้แล้ว ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ไม่นานก็ต้องจากกันแม้ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกเพียงใดก็ตาม "
คานญ่ากล่าวพลางกอดเข่าของตนเอง สายตาทอดมองท้องฟ้าไกลอันเต็มไปด้วยหมู่เมฆสีขาว ผมที่ได้ฟังก็ลอบชื่นชมความเข้มแข็งของเธอ ทั้งที่พึ่งจะเกิดเหตุการณ์สูญเสียขึ้นเมื่อวานนี้เอง
กลับกันต่อให้เป็นผมในร่างนี้ ถ้าหากต้องสูญเสียคนรักไปก็คงไม่อาจเข้มแข็งได้แม้ครึ่งหนึ่งของคานญ่าเลยด้วยซ้ำ สภาพจิตใจของผมคงจะย่ำแย่เกินกว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเหมือนที่คานญ่าทำอยู่ในตอนนี้
"สุดยอดไปเลยนะ เจ้าน่ะ"
"ไม่หรอกค่ะ ข้าเพียงแค่ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ เพื่อมีชีวิตรอดต่อไปเท่านั้นเอง ต่างจากท่านโดยสิ้นเชิง ท่านทั้งแข็งแกร่ง และมีไมตรีราวกับนักบุญ ข้าน่ะเทียบไม่ได้หรอก"
"เจ้าก็กล่าวเกินไปแล้ว"
ขณะที่ผมกับคานญ่ากำลังสนทนาอยู่นั้นเอง หญิงสาวชาวบ้าน 2 คนก็ได้เดินมาทางนี้พร้อมกับถ้วยไม้ในมือ ดูจากไอร้อนโชยขึ้นมาก็เดาได้ไม่ยากว่าในถ้วยนั้นมีอาหารอยู่
"ทานซะ คานญ่า ตั้งแต่ออกเดินทาง เจ้าไม่ได้หยุดพักเลยมิใช่รึ เกิดไม่มีแรงจนเป็นลมล้มพับขึ้นมา พวกข้าจะยุ่งเอา"
หญิงสาวเรือนผมสีแดงยุ่งเหยิงยื่นถ้วยไม้ในมือส่งให้แก่คานญ่า พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนแฝงด้วยความเป็นห่วง หญิงสาวครึ่งกวางยกยิ้มเล็กน้อยพลางรับถ้วยไม้ไป
"ขอบคุณนะ ทาเรน"
คานญ่ากล่าวขอบคุณหญิงสาวหัวแดงยุ่งเหยิงนามทาเรนด้วยรอยยิ้ม ส่วนหญิงสาวอีกคนมีท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เดินเข้ามาหาผมพลางยื่นถ้วยไม้ที่บรรจุซุปเอาไว้เต็มถ้วย
"ช-- เชิญค่ะ ท-- ท่านอาทัส!"
หญิงสาวครึ่งแรคคูนเส้นผมสีดำยาวประบ่ากล่าวกับผมด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก สีหน้าเผยความวิตกกังวลอย่างชัดเจน เห็นท่าทางเช่นนั้นผมก็ลอบเศร้าใจพลางรับถ้วยไม้มาจากมือของเธอ แล้วกล่าวขอบคุณเบา ๆ
เหมือนกับทหารที่ทำภารกิจเสร็จสิ้น ร่างของหญิงสาวครึ่งแรคคูนพลันถอยหนีไปหลบอยู่หลังทาเรนทันที
"เดี๋ยวเถอะ! ซาน! ท่านอาทัสเป็นผู้มีพระคุณของพวกเราไม่ใช่รึไง ทำแบบนี้มันเสียมารยาทนะ!"
หญิงสาวเรือนผมสีแดงยุ่งเหยิงกล่าวกับหญิงสาวด้านหลังด้วยน้ำเสียงห้วนแสดงความไม่พอใจ ทางด้านหญิงสาวครึ่งแรคคูนนาม ซาน ก็ยังคงขดหัวหลับตาพริ้มด้วยความกลัว
"ขอโทษนะ! ทาเรน ถึงท่านอาทัสจะเป็นผู้มีพระคุณ แต่ข้าก็กลัวนี่นา!"
ผมหรี่ตามองการโต้เถียงของทั้งคู่ด้วยความรู้สึกหน่ายใจ พอถูกผู้หญิงทำท่าทางหวาดกลัวใส่อย่างเห็นได้ชัดแบบนี้แล้ว มันก็ชวนให้รู้สึกเจ็บหน้าอกแปลกๆ จนอยากจะร้องไห้เลยแฮะ
"ท่านอาทัส ข้าต้องขออภัยแทนเพื่อนของข้าด้วย นางเป็นพวกหวาดกลัวคนแปลกหน้าเป็นพิเศษน่ะ"
ทาเรนหันมากล่าวขอโทษกับผมพลางก้มศรีษะให้ ซานเองก็ก้มศรีษะขอโทษขอโพยยกใหญ่เช่นเดียวกัน เห็นเช่นนั้นผมก็โบกมือไม่ติดใจอะไร
"ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่คิดมากอยู่แล้ว"
ปากอย่าง ใจอย่างน่ะนะ...
จากนั้นทั้งสองก็ขอตัวลากลับไปจัดเตรียมข้าวของต่อ ปล่อยให้ผมกับคานญ่านั่งทานอาหารใต้ต้นไม้เพียงสองคน ระหว่างนั้นบททสนทนาของพวกเราก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายอย่างรสชาติของซุปข้นสีขาวในถ้วย หรือจำนวนเนื้อที่มีอยู่ในซุป แต่ไม่รู้ว่าคนทำอาหารตั้งใจหรือเปล่า เนื้อที่อยู่ในถ้วยของผมถึงได้มีเยอะผิดปกตินัก ผมก็เลยแบ่งเนื้อให้คานญ่ากินด้วย
เมื่อทานเสร็จแล้ว คานญ่าก็อาสาเอาถ้วยไม้ในมือของผมไปเก็บ ส่วนผมก็ตัดสินใจเดินลาดตระเวนดูรอบ ๆ สายตามองเห็นชาวบ้านผู้ชาย 2 คนสวมเกราะโลหะเบาเดินลาดตระเวนเพื่อเฝ้าระวังอยู่เช่นกัน
เวลาผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อยจนกระทั่งมื้ออาหารกลางวันจบลง ทุกคนต่างพากันเก็บข้าวของขึ้นรถม้า ผมเองก็ช่วยสาว ๆ ขนกล่องเสบียงกลับขึ้นรถม้าเพื่อแบ่งเบาภาระพวกนางที่มีร่างกายบอบบาง
ระหว่างนั้นก็ชำเลืองมองพวกเด็กชายหญิงทั้ง 8 คน กำลังช่วยคุณแม่ขนพวกถ้วยชามขึ้นรถม้าด้วยท่าทางเริงร่าราวกับมาเที่ยวทริปปิคนิคกัน
แต่ทันใดนั้นเอง ขณะกำลังมองพวกเด็ก ๆ อันเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงตามประสาเด็กสัญชาตญาณของผมก็ร้องเตือนขึ้นจนขนลุกซู่ สัมผัสได้ถึงเลือดทั่วกายกำลังสูบฉีดเร็วขึ้นเสียจนร้อนรุ่มไปทั่วทั้งตัว
แกร๊ก!
หมวกเกราะสีดำพลันประกอบตัวขึ้นครอบคลุมศีรษะของผมเอาไว้ พร้อมกับร่างสวมเกราะหนักได้พุ่งทะยานไปทางพวกเด็ก ๆ ตามสัญชาตญาณ การกระทำอันปุ๊บปั๊บของผมส่งให้ชาวบ้านทุกคนพากันร้องตื่นตระหนกด้วยความตกใจ
แทบพริบตาเดียวกับการออกตัวของผม ท่อนไม้ 1 ท่อน พลันพุ่งออกมาจากในป่าตรงเข้าใส่พวกเด็ก ๆ อย่างรวดเร็ว ผมรีบสปริงข้อเท้ากระโดดไปข้างหน้าสุดแรงจนพื้นดินถึงกับแตกระแหง พุ่งขึ้นไปลอยอยู่เหนือหัวของของชาวบ้านทุกคน
"กรอด!!!"
หากผมเลือกการรับมือไม่ถูกวิธีล่ะก็ พวกเด็ก ๆ จะต้องโดนลูกหลงจากเศษไม้อย่างแน่นอน ฉะนั้นผมจึงตัดสินใจเบี่ยงตัวเล็กน้อยแล้วคว้าจับท่อนไม้ ก่อนจะเหวี่ยงตัวกลางอากาศขว้างท่อนไม้ให้ลอยออกไปอีกทางสุดแรง
ร่างของผมพลันเสียการทรงตัวกลางอากาศ จึงตกลงมาล้มกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ แต่ผมก็สามารถดีดตัวกลับขึ้นมายืนได้อย่างรวดเร็ว สายตาจ้องมองลึกเข้าไปในป่าจุดที่ท่อนไม้พุ่งออกมาก็พบกับร่างสูงจำนวนมากกำลังวิ่งเข้ามาเกิดเป็นเสียงดังลือลั่น
เจ้าพวกนั้นมันมีรูปร่างเหมือนกับอสูรกายตัวสูงที่ผมฆ่าไปเมื่อวันก่อนข้างแม่น้ำไม่มีผิด!
"โฮก!!!"
เสียงคำรามดังสะท้อนไปทั่ว พร้อมกับร่างสูง 4 เมตร จำนวนเกือบสิบตัววิ่งออกมาจากป่าทึบก่อให้เกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครม ชาวบ้านทุกคนพลันแตกตื่นด้วยความหวาดกลัวจากการได้เห็นอสูรกายสูงกว่าคนธรรมดาเกือบ 3 เท่า
หากเป็นตัวผมตอนปกติก็คงจะพุ่งเข้าไปจัดการพวกมันให้หมดในทีเดียวอยู่หรอก แต่ตอนนี้อาวุธประจำตัวอย่างแบล็ค เกรทซอร์ดกลับอยู่ในรถม้าคันแรกที่อยู่ห่างจากผมค่อนข้างไกล ส่วนดาบอัศวินแห่งคาไลน์นาก็สั้น และเล็กเกินไปที่จะเอามาจัดการเจ้ายักษ์พวกนี้
พอผ่อนคลายหน่อยก็ดันสะเพร่าแบบนี้อยู่เสมอ นิสัยนี้แก้เท่าไหร่ก็ไม่เคยหายสักที!
"อ-- ออร์ค!!! มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?"
หัวหน้าหมู่บ้านร้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นกลัว พลางพยายามพยุงหญิงแก่ที่มีสภาพร่างกายย่ำแย่หนีออกไป คนอื่นๆ เองก็ไม่ต่างกัน แม้พวกเขาจะรู้สึกหวาดกลัวไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ แต่ก็ไม่มีใครทิ้งคนแก่ที่มีสภาพร่างกายย่ำแย่ หรือเด็กที่ตื่นกลัวจนขยับไปไหนไม่ได้เลยสักคน
"ออร์คงั้นเหรอ?"
ผมจ้องมองอสูรกายร่างสูงตรงหน้าด้วยความสงสัย อันที่จริงผมก็รู้จักออร์คอยู่นะจากโลกเก่า พวกมันจะต้องมีผิวสีเขียว หน้าตาดุดันน่าเกรงขาม ร่างกายสูงกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้าม อาวุธที่ใช้ก็เป็นจำพวกค้อน ไม่ก็ขวาน และยังสวมเกราะหนักอีกด้วย
แต่สิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่าออร์คตรงหน้าของผมมันช่างต่างจากที่เคยรู้จักเสียเหลือเกิน ทั้งมีผิวสีเทา หน้าท้องอันอ้วนท้วมขัดกับกล้ามแขนใหญ่ราวกับนักเพาะกาย สิ่งปกปิดร่างกายก็มีเพียงหนังสัตว์พันรอบเอว แถมหน้าตาก็น่าเกลียดหัวล้านอีกต่างหาก
พวกมันลดความเร็วมาหยุดมองพวกเราด้วยแววตาสีดำยากคาดเดา และพ่นลมหายใจเหม็นดังสนั่น ริมฝีปากหนามีฟันซี่ใหญ่ยื่นออกมาพลันแสยะยิ้มพลางเลียริมฝีปากไปมา
สงสัยมันคงจะเห็นเราเป็นอาหารซะแล้ว...
"โฮก!!!"
พวกออร์คพลันคำรามเสียงดังสนั่นจนชาวบ้านพากันตกใจกลัวหนีไปหลบหลังรถม้ากันหมด มีผู้ชายชาวบ้านสองคนชักดาบ และโล่ออกมาตั้งท่าด้วยท่าทางสั่นกลัว แต่พวกเขาก็เตรียมใจตายเพื่อปกป้องลูกหลานอยู่แล้ว เหมือนกับการต่อสู้จนตัวตายในหมู่บ้านตอนทหารจักรวรรดิบุกเข้ามานั่นแหละ
นอกจากนี้ผู้หญิงชาวบ้านอีกหลายคนที่มองเห็นเด็กๆ และคนแก่ด้านหลังกำลังหวาดกลัว พวกนางก็ต่างพากันเดินไปข้างหน้าเคียงข้างกับบุรุษทั้งสอง พร้อมกับชักอาวุธที่พกติดตัวขึ้นมาชี้ไปยังพวกออร์คด้วยมืออันสั่นเทา
อา... ผมคิดถูกแล้วจริง ๆ ที่ให้การช่วยเหลือพวกเขาน่ะ
ร่างกายพลันเกร็งแน่นจนเกิดเสียงกระดูกดังลั่นพลางก้มตัวลงเล็กน้อย พื้นดินใต้ฝ่าเท้าพลันปริแตกจากพละกำลังอันมหาศาลที่กดทับลงไป สองมือกำหมัดแน่นเกิดเสียงเสียดสีของโลหะดังแสบแก้วหู
หากผมวิ่งไปหยิบแบล็ค เกรทซอร์ด ในช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ นั้น พวกออร์คก็คงจะใช้ไม้ตะบองในมือทุบชาวบ้านตายไปสักคนสองคน อาจจะเป็นคนแก่ เด็ก คานญ่า ไม่ก็ซอนก็เป็นได้
ซึ่งผมจะไม่มีวันเห็นภาพนั้นอย่างเด็ดขาด!!!
"ย้าก!!!"
เสียงคำรามดุจสัตว์ร้ายดังสะเทือนเลือนลั่นป่า พร้อมกับร่างในชุดเกราะทมิฬพุ่งทะยานเข้าใส่พวกออร์คด้วยความเร็วสูงจนพวกมันถึงกับตกใจกลัวไปชั่วขณะ เพียงเท่านั้นก็สร้างจังหวะได้มากพอที่จะให้หมัดแกร่งประทับลงกลางหน้าอกของออร์คตัวหน้าสุด
ตึง!
เสียงกระแทกอันหนักหน่วงดังขึ้น พร้อมกับร่างของออร์คตัวหน้าสุดกระเด็นไปชนกับพรรคพวกของมันที่ด้านหลัง กลางหน้าอกเผยให้เห็นรอยยุบลงไปอย่างชัดเจน แม้จะไม่ตายแต่ก็สาหัสพอสมควร
อย่างที่เคยกล่าวไปในตอนแรก หากตัวละครไม่สวมอาวุธ ตัวละครตัวนั้นก็จะเข้าสู่โหมดการต่อสู้มือเปล่า!
ยังไม่หมดเท่านั้น เท้าขวาสวมเกราะหนาพลันกระทืบลงบนพื้นจนแตกร้าว พร้อมกับต่อยหมัดขวาเข้าใส่หน้าท้องของออร์คตัวด้านข้างสุดแรง ส่งร่างของมันให้กระเด็นล้มกลิ้งลงไปนอนจุกอยู่กับพื้น
เมื่อเห็นพรรคพวก 2 ตัวถูกเล่นงาน พวกออร์คก็เริ่มได้สติกลับมา ตะบองในมือของมันพลันถูกเหวี่ยงเข้าใส่ศีรษะของร่างสวมชุดเกราะ แต่พริบตานั้นร่างที่ควรจะเคลื่อนไหวเชื่องช้าจากการสวมชุดเกราะหนักทั้งตัว กลับสามารถเบี่ยงหัวหลบได้อย่างว่องไว พร้อมกับฟาดหลังมือบดขยี้กระดูกซี่โครง ตามด้วยหมัดอีกข้างพุ่งอัดเข้ากลางอกจนเกิดเสียงอากาศระเบิด ส่งร่างยักษ์ให้เซถลาล้มลงไปกับพื้น
สำหรับตัวละครอาทัสแล้ว นอกจากอาวุธอย่างแบล็ค เกรทซอร์ด สิ่งที่ตัวละครตัวนี้ถนัดอีกอย่างก็คงจะเป็นการต่อสู้มือเปล่านี่แหละ
ท่อนแขนซ้ายสวมเกราะถูกยกขึ้นปัดไม้ตะบองที่ฟาดลงมา แล้วต่อยสวนเข้าใส่กลางหน้าอกของมันอย่างแรงจนเกิดเสียงของกระดูกถูกบดขยี้ พร้อมกับก้าวเท้าไปข้างหน้าชักหมัดซ้ายกลับมาต่อยใส่หน้าท้องของมันให้ยุบลงไป
ทันใดนั้นร่างของออร์ค 2 ตัวก็ได้พุ่งเข้ามาพร้อมกัน ไม้ตะบองในมือของมันโบกสะบัดง้างขึ้นเหนือหัวเตรียมฟาดทันทีที่วิ่งเข้ามาถึงตัวผม หากต้องรับมือกับมอนสเตอร์ 2 ตัวในทีเดียวด้วยมือเปล่าแล้ว ไม่ว่าจะสำหรับผม หรือตัวละครของคนอื่นก็คงจะลำบากไม่ต่างกัน
ดังนั้น...
มือซ้ายง้างขึ้นเหนือหัว พริบตานั้นประกายสายฟ้าพลันแลบแล่นก่อเกิดเป็นหอกสายฟ้าสีทองขึ้นมาบนฝ่ามือ แต่เวทมนตร์บทนี้มันไม่เหมือนหอกสายฟ้าปกติหรอกนะ ผมง้างหอกสายฟ้าสีทองในมือขึ้นเหนือหัวสุดแขนจนตัวเอียง ก่อนจะก้าวเท้าซ้ายกระทืบไปข้างหน้าพร้อมกับเหวี่ยงหอกสายฟ้าในมือทุ่มลงบนพื้นสุดแรง
"ย้าก!"
เปรี้ยง!!!
สายฟ้าสีทองปริศนาท่ามกลางท้องฟ้าปลอดโปร่งพลันผ่าลงกลางร่างของผมอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดการระเบิดเป็นประกายสายฟ้า พร้อมกับเผาผลาญร่างของอสูรยักษ์สองตัวที่เข้ามาใกล้อย่างพอดิบพอดีให้กลายเป็นออร์คย่างนอนสิ้นใจอยู่บนพื้น
สมกับเป็นเวทมนตร์ที่ได้รับมาจากการปราบบอส อานุภาพถือว่าร้ายแรงกว่าหอกสายฟ้าหลายเท่าเลยทีเดียว นอกจากร่างของออร์คสองตัวจะถูกเผาผลาญจนกลายเป็นตอตะโกแล้ว พื้นดินในระยะ 2 เมตร รอบตัวยังถูกทำลายแตกระแหงไปด้วย
สายฟ้าฟาด(Lightning Strike) เป็นเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์สายโจมตีที่มีดาเมจสูงกว่าหอกสายฟ้าหลายเท่า แต่ด้วยข้อเสียที่ต้องชาร์จพลังเกือบ 2 วินาที ต่างจากหอกสายฟ้าที่ต้องชาร์จพลัง 1 วินาที และระยะการทำดาเมจเพียง 2 เมตรรอบตัวละคร จึงทำให้ในการ PVP เวทมนตร์บทนี้จึงสามารถหลบได้ง่าย หรือถูกโจมตีขณะใช้เวทมนตร์ทำให้เกิดอาการชะงัก(Stun) รวมถึง MP ที่ต้องใช้ก็มากกว่าหอกสายฟ้าเกือบ 2 เท่าอีกด้วย
แต่สามารถสังหารออร์คได้ทีเดียวถึง 2 ตัวก็นับว่าคุ้มมากแล้วล่ะ
ผมเหลือบสายตามองออร์คที่กำลังกัดฟันอดทนต่อบาดแผลลุกขึ้นมายืนทีละตัว ส่วนออร์คที่ยังไม่ถูกโจมตีก็ขู่คำรามอย่างโกรธเกรี้ยว พลางก้าวเดินตรงมาหาผมทีละก้าวด้วยท่าทางคุกคาม
ตายไป 2 ตัว บาดเจ็บอีก 4 ตัว ที่เหลืออีก 3 ตัวก็ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม
สองหมัดกำแน่นยกขึ้นตั้งการ์ด สายตาใต้หมวกเกราะจ้องมองพวกออร์คทั้ง 7 ตัวไม่วางตา พริบตานั้นทั้งผม และพวกออร์คต่างก็พุ่งเข้าใส่กันสุดแรง
ณ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ห่างออกไปไกลหลายไมล์บริเวณชายแดนของจักรวรรดิฟาฟไฮน์ ปรากฏเมืองอันแสนใหญ่โตตั้งอยู่ กำแพงสูง 20 เมตรล้อมรอบตัวเมืองยากที่ข้าศึกจะตีแตกได้ บ้านเมืองที่พักอาศัยของคนธรรมดาล้วนสกปรกโสโครก แตกต่างจากบริเวณใจกลางเมืองติดกับปราสาทของเจ้าเมืองลิบลับ มันทั้งสะอาดสะอ้านเต็มไปด้วยบ้านหรูหรา พร้อมกับทหารมากมายเดินจัดแถวกันให้ควั่ก พื้นที่เกือบ 30% ของเมืองเป็นที่ฝึกซ้อมสำหรับทหารโดยเฉพาะ
ปราสาทของเจ้าเมือง... แทนที่จะเรียกว่าปราสาท ควรเรียกว่าป้อมปราการเสียมากกว่า เนื่องจากปราสาทถูกเสริมสร้างด้วยวัสดุทนทานทำให้ไม่มีความสวยงามของปราสาทเลยแม้แต่น้อย และมีกำแพงหนาล้อมรอบพร้อมกับทหารเดินลาดตระเวนอย่างเข้มงวด
ภายในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ และของสะสมหรูหราอย่างรูปภาพ อาวุธ หรือประติมากรรมรูปปั้นทองคำ ได้มีบุรุษสองชีวิตยืนอยู่ โดยคนหนึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะทำงานที่มีกองเอกสารวางไว้ เขาสวมชุดทำจากผ้าเนื้อดีราวกับเศรษฐีชั้นสูง ส่วนอีกคนกลับสวมชุดเกราะโลหะหนักสีเงินกำลังยืนตัวตรงใกล้กับประตูด้วยสีหน้าจริงจัง
"จากการรายงานของทหารม้าจากกองร้อยย่อยแห่งจักรวรรดิที่ 32 ที่อยู่ภายใต้การสั่งการของท่านบารอน วิสเตอร์ ทาโฟเมียส เอลวาโด เฮลีคัส ระหว่างการรายงานเขามีท่าทางหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ในรายงานบอกไว้ว่า ระหว่างการเก็บกวาดพวกนอกรีตอยู่นั้น ก็ได้มีผู้ชายสวมเกราะหนักปริศนาโผล่ออกมาสังหารทหารเกือบทั้งกองร้อยจนตกตายเกือบหมด รวมทั้งยังทำการสังหารท่านบารอน วิสเตอร์ ทาโฟเมียส เอลวาโด เฮลีคัส อีกด้วยขอรับ"
บุรุษร่างกายแข็งแรงกำยำสวมชุดเกราะหนักกล่าวรายงานที่ได้ทำการสรุปมาก่อนหน้านี้แล้ว ให้แก่ชายร่างสูงโปร่งสวมเสื้อผ้าชั้นดี ชายร่างสูงโปร่งที่ได้ยินรายงานก็มีท่าทีตกตะลึงเป็นอย่างมาก
"สังหารทหารเกือบทั้งกองร้อย? รายงานนี้กำลังล้อข้าเล่นหรืออย่างไร? มันจะเป็นไปได้ยังไงที่นักรบเพียงคนเดียวสามารถต่อสู้กับทหารติดอาวุธทั้งกองร้อยได้? แค่สิบคนมันก็เวอร์เกินไปแล้ว นอกจากว่าอีกฝ่ายจะเป็น 1 ในอัศวินทั้ง 7 แห่งดวงดารา หรือไม่ก็เทพแห่งดาบไคดัสเท่านั้น นอกนั้นก็คงจะเป็นเทพเจ้าแล้วล่ะ"
ชายร่างสูงโปร่งสวมชุดหรูหราเอ่ยโต้แย้งขึ้นด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ ส่งให้บุรุษร่างกำยำสวมเกราะหนักมีสีหน้าลำบากใจ พลางเดินมายื่นเอกสารรายงานในมือให้แก่ชายร่างสูงโปร่งไปอ่านอย่างถี่ถ้วนอีกที
"แต่ว่านะท่านเจ้าเมือง จากการสอบถามทหารทุกคนที่รอดชีวิตมาได้ พวกเขาต่างก็ให้ข้อมูลคล้ายๆ กันทั้งสิ้น ที่สำคัญท่านบารอน วิสเตอร์ ทาโฟเมียส เอลวาโด เฮลีคัส ยังถูกสังหารอีกด้วยนะขอรับ ในฐานะมาร์ควิสของท่าน หากมีข่าวลือว่าท่านส่งท่านบารอนไปตายในดินแดนข้าศึกแพร่ออกไป เห็นทีว่าจะเป็นที่ครหาในหมู่ขุนนางนะขอรับ"
เมื่อได้ยินคำอธิบายคาดการณ์เช่นนั้น เจ้าเมืองผู้มีศักดิ์เป็นถึงมาร์ควิสที่กำลังอ่านรายงานอยู่ก็กำกระดาษในมืออย่างแรงจนยับยู่ยี่ พร้อมกับบันดาลโทสะตะโกนออกมาด้วยความเหลืออด
"ไอเจ้าชั้นต่ำนั่นทั้งที่เป็นเพียงแค่บารอน แต่กลับข้ามหน้าข้ามตาข้าผู้เป็นถึงมาร์ควิส แอบลักลอบนำกำลังทหารส่วนตัวเข้าไปในดินแดนศัตรูเพื่อสังหารพวกนอกรีต แต่กลับเป็นฝ่ายถูกสังหารเสียเองเนี่ยนะ! ถ้ามันยังไม่ตายล่ะก็ ข้าจะไปจับมันมาถลกหนังทั้งเป็นเลย!"
เจ้าเมืองผู้มีศักดิ์เป็นถึงมาร์ควิสตะโกนลั่นห้อง พร้อมกับปากระดาษในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะหอบออกมาเสียงดังจากอาการหายใจไม่ทัน ไม่นานนักเขาก็กลับมานิ่งสงบพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
"ท่านจะทำเช่นไรต่อไปหรือขอรับ?"
บุรุษร่างกำยำสวมเกราะหนักสีเงินเอ่ยถามด้วยความคาดหวังบางอย่าง กระนั้นมาร์ควิสก็ยังไม่ให้คำตอบในทันที เขาเหลือบสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เผยให้เห็นทหารหลายพันนายกำลังฝึกกันอย่างขยันขันแข็ง
"ในฐานะมาร์ควิส ฟรานซิส เคลราคัส ซาริอุส ฟาเฮม เจ้าเมืองแห่งดินแดนฟาเฮม ข้าขอสั่งให้แม่ทัพชายแดนแห่งจักรวรรดิ ซารีเซียส จัดเตรียมกองกำลังทหารเต็มอัตราศึกจำนวนสองหมื่นนาย และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตีเมือง"
เจ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยขณะจ้องมองทหารนอกหน้าต่างเบื้องล่าง แต่คำพูดที่เต็มไปด้วยความเอื่อยเฉื่อยนั้นกลับทำให้บุรุษร่างกำยำผู้เป็นถึงแม่ทัพต้องเผยรอยยิ้มเบิกบาน เพราะสิ่งที่เขารอมานานก็มาถึง...
...สงคราม
"เหตุผลของการศึกครั้งนี้ข้าจะส่งจดหมายให้แก่องค์จักรพรรดิเองว่า พวกทหารนอกรีตสุนัขรับใช้แห่งเลเวอแลนด์ได้เข้าโจมตีกองกำลังลาดตระเวนของบารอน วิสเตอร์ ทาโฟเมียส เอลวาโด เฮลีคัส เขาได้ทำการต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องชาวบ้านจนถึงแก่ความตาย ด้วยเหตุนี้มาร์ควิส ฟรานซิส เคลราคัส ซาริอุส ฟาเฮม ผู้มีความสัมพันธ์เหมือนพี่น้องร่วมสาบานกับบารอน วิสเตอร์ ทาโฟเมียส เอลวาโด เฮลีคัส จึงได้ทำการยกทัพไปตีเมืองปราการซาดีนเพื่อทำการแก้แค้น"
"ช่างฉลาดหลักแหลมนัก ท่านเจ้าเมือง"
แม่ทัพแห่งชายแดนจักรวรรดิกล่าวยกยอเจ้าเมืองด้วยสีหน้าเป็นสุข ก่อนที่เจ้าเมืองจะละสายตาจากหน้าต่างหันกลับมากล่าวกับแม่ทัพแห่งชายแดนจักรวรรดิด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
"ไปซะ ซารีเซียส จงไปจัดเตรียมกองทัพอันเกรียงไกรของเจ้า เพื่อป่าวประกาศให้พวกนอกรีตอาณาจักรเลเวอแลนด์ได้รับรู้ว่า พวกมันเป็นเพียงไพร่ชั้นต่ำเท่านั้น"
"ครับผม!"
แม่ทัพซารีเซียสยกมือขวาขึ้นทุบอกด้วยท่าทีขึงขัง ก่อนจะหันหลังเดินไปยังประตูด้วยฝีเท้าอันฉับไว แต่ก็ถูกขัดจากคำพูดของเจ้าเมืองเสียก่อน
"ช้าก่อน ซารีเซียส"
"มีอันใดหรือ ท่านเจ้าเมือง?"
แม่ทัพซารีเซียสหันกลับมาถามด้วยความสงสัย เมื่อเขาได้เห็นสีหน้าลังเลใจของนายเหนือหัวของตนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก มันก็พลอยทำให้เขารู้สึกสงสัยมากขึ้นไปอีก
"ซารีเซียส... เจ้าเตรียมสื่ออัญเชิญไปด้วยละกัน"
คำกล่าวของเจ้าเมืองฟาเฮมทำให้แม่ทัพแห่งชายแดนจักรวรรดิต้องเบิกตาโต
"จะดีหรือขอรับ? เพียงแค่เมืองชายแดนเพียงเมืองเดียวที่มีทหารประจำการอยู่ไม่ถึงห้าพันคน ไม่ถึงขั้นต้องใช้สื่ออัญเชิญที่สิ้นเปลืองทรัพยากรเลยนะขอรับ"
แม่ทัพซารีเซียสเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่สีหน้าของผู้เป็นนายยังคงคิดหนัก แถมสายตาเองก็ชำเลืองมองกระดาษรายงานบนโต๊ะอย่างเลิกลั่ก
"เอาเถอะน่า ใช่ว่าจะต้องใช้ซะเมื่อไหร่ แค่เจ้าเตรียมสื่ออัญเชิญไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เท่านั้นเอง "
เห็นได้ชัดเลยว่ามาร์ควิสแห่งเมืองชายแดนจักรวรรดิดูจะรู้สึกกังวลในตัวของบุคคลปริศนาที่อยู่ในรายงานอย่างแน่นอน
"รับทราบแล้วขอรับ"
แม้จะรู้สึกเคลือบแคลงใจ แต่ซารีเซียสก็ตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปทำตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้เป็นนายด้วยท่าทีขึงขัง ในที่สุดเขาก็ได้ทำสงครามเสียที หลังจากห่างเหินจากสงครามมาเกือบ 1 ปี
เขาอดคิดด้วยท่าทางเป็นสุขไม่ได้เลย เมื่อยึดเมืองปราการซาดีนสำเร็จ พวกผู้ชายก็จะถูกเขาประหารทิ้งทีละคน ส่วนผู้หญิงก็จะถูกข่มขืน และขายเป็นทาส ส่วนสาวงามก็จะถูกจับเป็นนางบำเรอให้เขาได้เสพสมอารมณ์หมาย รวมทั้งเด็กจะต้องถูกจับมาทำเป็นที่ซ้อมยิงเป้าธนูเพื่อสร้างความหฤหรรษ์ให้แก่เขา และทหารอีกด้วย
สำหรับซารีเซียสแล้ว พวกนอกรีตก็ไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานชั่วร้ายที่จะต้องถูกกำจัดเลยแม้แต่น้อย...
"หึ หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!"
เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายของแม่ทัพแห่งชายแดนจักรวรรดิดังลือลั่นไปทั่วปราสาทเจ้าเมือง สร้างความหวาดผวาให้แก่เหล่าสาวใช้เป็นอย่างมาก
____________________________________________________
*สุดท้ายนี้หากถูกใจก็อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจเพื่อให้ผมมีแรงเขียนตอนต่อไปด้วยนะครับ!*
อัพเมื่อวันที่ 13/7/2563