ซุนลู่เฉินกำหมัดทั้งสองแน่นหันไปมองรอบกาย ผู้คนทั้งหมดในหมู่บ้านที่มาชมการประลองต่างจ้องมองเขาด้วยความสงสัย เสียงสูดลมหายใจเข้าปอดดังมาจากซุนลู่เฉิน
“ข้าสามารถอธิบายเื่นี้ได้”
หวังซุนยกมือขวาขึ้นมา
“เื่นั้นท่านไม่จำเป็ต้องอธิบายขอรับ เพราะคำอธิบายของท่านอย่างไรเสียก็คงฟังไม่ขึ้นอยู่ดี ความยุติธรรมของท่านมันจอมปลอม แต่ข้าก็เข้าใจดีคงไม่มีบิดาผู้ใดอยากให้บุตรชายของตนพ่ายแพ้ให้แก่คนนอก แต่เอาเถอะในเมื่อเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ช่วยสิ่งใดไม่ได้ โชคดีที่หลานชายของข้ามีความสามารถถึงได้จัดการเื่ที่เกิดขึ้นโดยง่าย ข้าขอประกาศตรงนี้ให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้รับฟัง ข้าตัดสินใจแล้วว่าข้าจะพาหลานชายของข้าจะออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้เองเพื่อเป็การรักษาหน้าของท่านก็แล้วกัน”
สิ้นเสียงกล่าวหวังซุนก็พาจินหยางเดินออกไปจากลานกว้างไม่แม้แต่จะหันไปมองใบหน้าของซุนลู่เฉิน
“นายน้อยคงไม่ตำหนิข้านะขอรับ”
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับท่านลุงหวังซุน ข้าเข้าใจดี”
“ข้าคิดเอาไว้แล้วว่าเราจะไปอาศัยที่สำนักคุ้มภัยฟูเวย ข้าและเ้าสำนักฟูชินฟานสนิทกันพอสมควร ที่นั่นนายน้อยจะได้มีคู่มือฝึกวิชาฝีมือได้อย่างเต็มที่ ท่านจะได้มีประสบการณ์การต่อสู้”
“ขอรับท่านลุงหวังซุนเช่นนั้นข้าขอตัวเก็บของก่อนขอรับ”
เดิมทีหวังซุนยังไม่ตัดสินใจออกไปจากหมู่บ้าน แต่เพราะเห็นความสามารถของจินหยางเขาจึงคิดผลักดันอย่างสุดกำลัง ที่หมู่บ้านแห่งนี้คับแคบเกินไปอย่างน้อยอยู่ที่นั่นจินหยางก็สามารถหาคู่ซ้อมอีกทั้งยังหาประสบการณ์การต่อสู้ได้มากกว่าอยู่ที่นี่ หลังจากทั้งสองเก็บของเสร็จสิ้นก็ออกเดินทาง ทันทีที่ออกมาจากหมู่บ้านไม่ถึงครึ่งลี้ ทั้งสองก็พบกลุ่มคนยืนรออยู่ด้านหน้า เป็กลุ่มของซุนลู่เฉินที่ยืนรออยู่
“หวังซุนเ้าทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? เ้าหักหน้าข้าแล้วคิดจะออกไปโดยง่ายอย่างนั้นรึ? แล้วแบบนี้ข้าจะปกครองผู้คนในหมู่บ้านได้อย่างไร?”
“เื่นั้นมันเป็เื่ของท่านหาได้เกี่ยวสิ่งใดกับข้าไม่ หากท่านมีความยุติธรรมอย่างที่กล่าวมาในตอนแรก เื่ทั้งหมดคงไม่เป็เช่นนี้ อีกอย่างหากเป็ซุนหม่าที่เลือกกระบี่ไม้ผุ ๆ เล่มนั้นเล่าท่านจะให้เขาเลือกกระบี่ไม้เล่มใหม่หรือไม่ แต่ช่างเถอะอย่างไรเสียก็เป็ที่แน่ชัดอยู่แล้วว่าบุตรของท่านมันไร้ความสามารถถึงแม้จะมีกระบี่ที่ดีกว่าก็ตาม”
“หวังซุน!!”
“อย่าเสียเวลาเอ่ยกล่าวสิ่งใดอีกต่อไปเลย ที่ท่านนำกำลังคนของท่านมาดักรอข้าที่นี่ก็เพื่อที่จะจัดการพวกข้าทั้งสองอยู่แล้วไม่ใช่รึ?”
หวังซุนหันไปมองจินหยางด้านข้าง
“นายน้อยดูให้ดีนะขอรับ นี่คือวิธีการใช้ทักษะก้าวย่างพยัคฆ์ในการจัดการกับศัตรู”
จินหยางพยักหน้าตอบรับก้าวถอยออกไปด้านหลัง หวังชุนวางห่อผ้าลงพื้น เอื้อมมือขวาไปด้านหลังปลดดาบตั้งท่าเตรียมพร้อม
“พวกเ้ารีบเข้ามาเถอะ ข้าเสียเวลามามากพอแล้ว”
“จัดการมัน!”
สิ้นเสียงกล่าวของซุนลู่เฉินชายฉกรรจ์หกคนกำชับดาบในมือแน่ถีบเท้าพุ่งทะยานเข้ามา
“นายน้อยดูให้ดีนะขอรับ”
หวังซุนใช้ทักษะก้าวย่างพยัคฆ์แฝงไปด้วยลมปราณถีบเท้าพุ่งทะยานออกไป จิตสังหารที่ปล่อยออกมาถึงกับทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งหกตื่นใยืนนิ่งค้างทำสิ่งใดไม่ถูก หวังซุนใช้ด้านข้างของดาบฟาดหวดไปที่หน้าอกของชายฉกรรจ์ทั้งหกอย่างรวดเร็ว เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! ทั้งหกกระเด็นออกไปคนละทิศละทางพร้อมกับกระอักเืออกมา ซุนลู่เฉินถึงกับทำสิ่งใดไม่ถูกล้มลงไปนั่งกับพื้น
“เ้า.. เ้าปิดบังความสามารถเอาไว้อย่างนั้นรึ?”
“ตัวข้าหาได้ปิดบังสิ่งใด เป็พวกท่านเสียมากกว่าที่มองไม่เห็นเอง หวังว่าต่อไปข้าจะไม่ได้พบเจอพวกท่านอีก ครั้งต่อไปจะไม่จบเพียงแค่พวกท่านาเ็หรอกนะ”
“ข้า.. ข้ารับปาก”
หวังซุนพยักหน้าตอบรับหันไปมองจินหยาง ทว่าในจังหวะนั้นเองซุนลู่เฉินล้วงมือไปที่อกเสื้อหยิบบางอย่างออกมามันคือกระบอกเหล็กขนาดเหมาะมือ จินหยางก้มมองดูพื้นเห็นก้อนหินก้อนหนึ่งจึงใช้เท้าขวาเตะออกไป เปรี้ยง! ก้อนหินพุ่งไปปะทะกับกระบอกเหล็กจนกระเด็นร่วงลงพื้น หวังซุนรีบหันกลับถีบเท้าพุ่งเข้าหาซุนลู่เฉินใช้สันดาบฟาดลงไปที่หัวไหล่ด้านขวา เปรี้ยง! เสียงกระดูกแตกดังลั่นออกมาพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
“ช่างน่าละอายยิ่งนักลอบทำร้ายจากด้านหลัง”
เปรี้ยง! หวังซุนถีบเท้าซ้ายไปที่หน้าอกของซุนลู่เฉินอย่างถนัดถนี่ โครม! ซุนลู่เฉินถึงกับกระเด็นไปชนกับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง หวังซุนหันไปมองชายฉกรรจ์ทั้งหก
“รีบไปจากที่นี่ซะก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนจนคิดสังหารพวกเ้า”
ชายฉกรรจ์ทั้งหมดรีบถีบเท้าวิ่งหนีออกไปโดยหาได้มีผู้ใดคิดหันมามองซุนลู่เฉิน
“ท่านคิดดูเองเถอะ บรรดาลูกน้องของท่านหาได้มีผู้ใดคิดช่วยเหลือท่านแม้แต่ผู้เดียว”
หวังซุนเดินเข้าไปหยิบห่อผ้า
“รีบเดินทางเถอะขอรับ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็ถีบเท้าพุ่งทะยานออกไปโดยหาได้สนใจซุนลู่เฉิน ย่างเข้ายามอิ่วทั้งสองก็หยุดพักข้างทางเพราะแสงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า เสียงหินจุดไฟดังลั่น กองไฟถูกก่อขึ้นหวังซุนยืนเนื้อแห้งให้แก่จินหยาง
“ข้าละอายใจยิ่งนักที่พานายน้อยมาลำบาก”
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับท่านลุงหวังซุน ข้าเชื่อว่าท่านลุงคิดดีแล้ว”
“นายน้อยรีบนอนเถอะขอรับ พรุ่งนี้เช้าเราจะเร่งเดินทางหวังว่าจะถึงเมืองส่ายซีก่อนค่ำ”
หลังจากที่ทั้งสองทานเนื้อแห้งจนอิ่มก็ขึ้นไปพักบนกิ่งไม้ใหญ่ จนกระทั่งยามไฮ่เป็หวังซุนที่เอ่ยวาจาเรียกจินหยางให้ตื่นเพราะกลิ่นเหม็นสาบบางอย่างโชยมากับสายลม ชั่วน้ำเดือดทั้งสองได้ยินเสียงย่ำเท้าหนัก ๆ ก้าวเดินเข้ามา พบเห็นเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่อยู่ด้านล่างต้นไม้ หวังซุนแปลกประหลาดใจที่ปกติเสือมักจะกลัวไฟ ทว่าตัวนี้ต่างออกไปมันหาได้เกรงกลัวไฟ ไม่นานก็พบชายฉกรรจ์สองคนถือกระบี่เป็อาวุธก้าวเดินเขามา ทั้งสองหันไปจ้องมองหวังซุนและจินหยางที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้
“ข้ามีนามว่าจื่อห้าวอีกคนมีนานว่าถังไห่ ส่วนเสือตัวนั้นเป็สัตว์เลี้ยงของข้ามีนามว่าเหลาซู่ พวกข้าเป็คนจากสำนักคุ้มภัยฟูเวยกำลังเดินทางจากการส่งของเพื่อกลับไปที่เมืองส่านซี”
หวังซุนถีบเท้าะโลงไปด้านล่างพร้อมกับจินหยาง
“ที่แท้พวกเ้าก็เป็คนจากสำนักคุ้มภัยฟูเวย คนกันเองอย่าได้เกรงใจ ข้ามีนามว่าหวังซุนส่วนคนนี้เป็หลานชายของข้ามีนามว่าจินหยาง พวกข้าทั้งสองกำลังจะเดินทางไปที่สำนักคุ้มภัยฟูเวยเช่นกัน”
จื่อห้าวและถังไห่ก้มศีรษะคารวะหวังซุน
“ที่แท้ท่านคือผู้าุโหวังซุนเพื่อนของท่านหัวหน้านั่นเอง”
“อย่าเรียกข้าผู้าุโเลย ข้าเป็เพียงตาแก่ผู้หนึ่งเท่านั้นเอง พวกเ้าทานอะไรมาหรือยังข้าพอมีเนื้อแห้งอยู่”
“ไม่เป็ไรขอรับ พวกข้าพอมีอาหารติดตัวมาอยู่บ้าง”
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังทานเนื้อแห้ง ทันใดนั้นเองจินหยางได้ยินเทียนคงเอ่ยวาจาออกมาก็หันไปมองถังไห่
“คุณชายขอรับ ชายผู้นั้นได้รับาเ็ขอรับ”
จินหยางยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดเหลาซู่เสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ก็หันไปมองทางขวามือและลุกขึ้นขู่คำรามออกมา โฮก!!!
“คุณชายระวังตัวด้วยขอรับ ท่านกำลังโดนล้อม”
จินหยางได้ยินเสียงที่เทียนคงเอ่ยวาจาออกมาก็กำชับกระบี่ในมือซ้ายแน่นใช้มือขวาคว้าจับไปที่ด้ามกระบี่ หวังซุนรีบปลดดาบออกมาถือเอาไว้เช่นกัน ไม่ถึงสิบลมหายใจก็พบกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำแปดคนล้อมทั้งสี่เอาไว้
“จื่อห้าว ถังไห่ พวกเ้าทั้งสองสังหารคนของข้าแล้วคิดว่าจะหนีรอดอย่างนั้นรึ?”
“พวกเ้ากลุ่มโจรทงฉือจมูกดมกลิ่นได้ดีกว่าสุนัขยิ่งนัก”
“หุบปากของเ้าซะ! ถึงแม้เ้าจะมีคนมาเพิ่มก็หาได้หลีกหนีความตายไปได้ ข้าจะตัดศีรษะของพวกเ้าเซ่นไหว้คนของข้าที่ตายไป”
จื่อห้าวหันไปมองหวังซุน
“ต้องขออภัยท่านหวังซุนที่ทำให้ลำบากขอรับ”
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นจื่อห้าว”
“พวกเ้ากล่าวร่ำลากันเสร็จแล้วหรือยัง”
ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งยกมือซ้ายขึ้นมา ชายฉกรรจ์ที่เหลือก็ชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งทะยานเข้าหาทั้งสี่ จื่อห้าวะโออกมาเสียงดังลั่น
“ท่านหวังซุน น้องชายจิงหยางระวังตัวด้วย เหลาซู่สังหารพวกมัน!”