บทที่ 10 พ่ายแพ้ (รีไรท์)
“ฉันได้ยินชาวบ้านคุยกันว่าเธอหกล้มงั้นเหรอ าเ็ตรงไหนหรือเปล่า” จ้าวหนิงเซี่ยแสร้งเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง ก่อนจะปรี่เข้ามาหาหลิวไป๋ฮวาด้วยความรวดเร็วเพื่อดุร่องรอยว่าอีกฝ่ายาเ็จริงหรือไม่ ครั้นที่ไม่เห็นรอยแผลตามเนื้อตัวอย่างที่เธอหวังก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาในทัน
“อะไรกันไม่เห็นมีแผลเลย”
“ก็ใช่น่ะสิ ผิดหวังหรือไงที่ฉันยังสบายดีน่ะ…”
“...นี่ขยับออกไปได้แล้วไป!” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยเสียงดังลั่น ซ้ำยังผลักร่างเล็กของจ้าวหนิงเซี่ยออกไปไกล ๆ ตัวด้วยท่าทีที่รังเกียจ
“นี่ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอไป๋ฮวา ถ้าความเป็ห่วงของฉันทำให้เธอไม่พอใจเธอก็บอกมาตรง ๆ สิ ไม่เห็นต้องทำร้ายกันแบบนี้เลย” จ้าวหนิงเซี่ยบีบเสียงเล็ก เพื่อเรียกคะแนนความน่าสงสารจากชายหนุ่มหล่อเหล่าที่ตนไม่รู้จัก
“โอ๊ย! หยุดเสแสร้งสักทีเถอะหนิงจิน มันน่ารำคาญเธอไม่รู้หรือไง!” เสียงร้องตะคอกจากหลิวไป๋ฮวาดังขึ้น เป็ผลให้จ้าวหนิงเซี่ยใช้ดอกาสนั้นแสดงให้ชายแปลกหน้าได้เห็นว่าเธอเป็ผู้ถูกกระทำ
“ฉันเป็ห่วงเธอจากใจจริงนะไป๋ฮวา ทำไมถึงไม่เห็นคงวามดีของฉันบ้าง”
“นี่! ถ้าเป็ห่วงฉันจริง ๆ เธอก็ช่วยเก็บความหวังดีของเธอแล้วไสหัวออกไปจากบ้านฉันตอนนี้เลยจะดีกว่า”
“ไป๋ฮวา” โจวอี้หานที่เฝ่าดูสถาการณ์เงียบ ๆ นั้นเอ่ยปรามหลิวไป๋ฮวาออกมาเสียงดัง แต่ไม่ใช่เป็เพราะเขาเข้าข้างหญิงสาวอีกคนแม้แต่อย่างใด เขาเพียงแค่ไม่อยากให้หลิวไป๋ฮวาพูดคำหยาบเพราะหากใครมาได้ยินเข้าก็พานจะมองเะอในทางที่ไม่ดี
แต่จ้าวหนิงเซี่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก้เผลอคิดเข้าข้างตนเองว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังเห็นใจเะอ และคงไม่พ้นที่จะต่อว่าหลิวไป๋ฮวาเป็แน่
“ฉะ ฉันไม่คิดเลยนะไป๋ฮวาว่าเธอจะต่อว่าฉันเช่นนี้น่ะ ความเป็ห่วงของฉันมันเป็เพียงแค่ความรุ้สึกไร้ค่าใช่หรือเปล่า” หลิวไป๋ฮวาถอนหายใจพรืดยาว ตอนนี้เะออยากจะหาอะไรมายัดปากจ้าวหนิงเซี่ยให้หยุดพ่นวาจาที่น่ารังเกียจพวกนั้นเสียที เพราะมันสะอิดสะเอียนจวนจะอาเจียนออกมาอยู่แล้ว
นี่ถ้าไม่ติดว่าเธอเสียดายผลไม้ราคาแพงที่โจวอี้หานซื้อมาฝากนะ ก็คงจะเดินเข้าไปอาเจียนรดหน้าจ้าวหนิงเซี่ยตั้งนานแล้วล่ะ
คงไม่ปล่อยให้พูดพล่ามอยู่นานแบบนี้หรอก
“ตอนนี้ไป๋ฮวาคงไม่พร้อมจะพูดกับคุณ คุณกลับไปก่อนเถอะ” โจวอี้หานเอ่ยขึ้น ในขณะที่สายตาของเขามองจ้าวหนิงเซี่ยอย่างพิจารณา คล้ายจะมีความรู้สึกบางอย่างที่บ่งบอกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ดูใสซื่อเหมือนเปลือกนอกที่เห็น
“งั้นเหรอ ฉันกลับก่อนก็ได้” จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยเสียงเบากับโจวอี้หาน ก่อนที่เธอจะหันกลับไปหาไป๋ฮวาที่เบือนหน้าหนีไปทางอื่นคล้ายไม่อยากจะมองหน้าเธอแม้แต่อย่างใด
“อย่าถือโทษโกรธฉันเลยนะ ฉันไม่เคยประสงค์ร้ายต่อเธอเลยสักครั้ง ไว้วันหลังฉันจะมาหาใหม่นะ” เธอเอ่ยขึ้นเสียงเบา ครั้นที่เห็นว่าหลิวไป๋ฮวายังคงเมินเฉยต่อตน ก็เดินก้มหน้าออกไปจากบ้านของหลิวไป๋ฮวาในทันที
กระทั่งเดินห่างออกมาไกลพอสมควร มือเล้กก็กำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้นที่หลิวไป๋ฮวากล้าหักหน้าเธอต่อหน้าคนอื่นเช่นนั้น
“กรี๊ดดด แกมันโง่นังไป๋ฮวา! นอกจากฉันแล้วก็ไม่มีใครอยากเสวนากับแกด้วยหรอก หยิ่งผยองพองขนไปเถอะ สักวันแกจะต้องกลายเป็ที่รังเกียจของทุกคนแน่!” จ้าวหนิงเซี่ยตะคอกความอัดอั้นในใจของตนออกมาเสียงดังลั่น เป็ผลให้ชาวบ้านที่กำลังทำสวนอยู่แถวนั้นต่างหันไปมองอีกฝ่ายกันเป็ตาเดียวกัน
“พวกแกมองอะไร ทำงานไปเซ่!” เมื่อเห็นท่าทีราวกับสุนัขคลั่ง ชาวบ้านต่างก็ส่ายหน้ากันเป็พัลวัน ก่อนที่พวกเธอจะหันกลับมาทำงานของตนต่อเนื่องจากมีประโยชน์กว่าเป็ไหน ๆ
ั์ตาของจ้าวหนิงเซี่ยในตอนนี้ก่อเกิดเป็เปลวเพลิงโหมลุกด้วยความอิจฉาริษยา ทุกคนต่างก็ดูแลเอาอกเอาใจ ทั้งยังเอาแต่ปกป้องและช่วยเหลือแต่หลิวไป๋ฮวา ทั้งที่เธอลงทุนปลอมแปลงเปลือกนอกให้ดูเป็คนอ่อนต่อโลก ทั้งยังใสซื่อและน่าปกป้องมากขนาดนี้
ความริษยาก่อเกิดขึ้นในใจหญิงสาวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งทุกคนคอยดูแลประคบประหงมหลิวไป๋ฮวามากเพียงใด ความเกลียดชังที่จ้าวหนิงเซี่ยมีต่ออีกฝ่ายก็ยิ่งทวีคูณเป็ร้อยเท่าพันเท่า จนในที่สุดก็อยากจะทำลายอีกฝ่ายให้อับอายย่อยยับ จนไม่อาจสู้หน้าคนที่นี่ได้อีก
จ้าวหนิงเซี่ยกำหมัดแน่น ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น และริษยา ก่อนจะเดินกลับบ้านไปทั้งที่ใบหน้าของตนยังถมึงทึงอยู่เช่นนั้น
…
“นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว คุณเองก็คงจะ้าพักผ่อน ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอตัวกลับก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้ม หยิบข้าวของเครื่องใช้ของตัวเอง แต่ทิ้งถุงผลไม้หลากหลายชนิดเอาไว้บนโต๊ะโดยไม่เก็บกลับ
“เดินทางดี ๆ ล่ะ อี้หาน” เขาหยักยิ้มให้หญิงสาว เดินเข้ามาหาหลิวไป๋ฮวาอีกครั้งก่อนจะวางมือลงบนศีรษะแล้วลูบไปมาอย่างที่ทำเป็ประจำด้วยความเอ็นดู
“ดูแลตัวเองได้ใช่หรือเปล่า”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่ใช่เด็ก ๆ” เธอเอ่ยบอกด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายที่อีกฝ่ายปฏิบัติกับเธอไม่ต่าจากเด็กอยู่ร่ำไป
“เด็กโข่งล่ะสิไม่ว่า”
“ถ้าจะต่อว่าฉันแบบนี้ก็กลับไปได้แล้วไป อี้หาน หากยังช้ากว่านี้ค่ำมืดจะเดินทางลำบากเสีย ทั้งยังอันตรายจากพวกสัตว์ป่าอีก ่นี้เป็่ที่อาหารขาดแคลน พวกสัตว์ป่าจะชอบออกล่าอาหารใกล้หมู่บ้าน กลางคืนจะมองไม่เห็นภัยอันตราย…”
“กลับแล้ว ๆ เื่แค่นี้ไม่เห็นต้องขู่กันหรอก คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้กลัวสัตว์ป่าพวกนั้นเลยสักนิด”
“ถึงไม่กลัวก็ระวังตัวเอาไว้ หากถูกทำร้ายเข้ามันจะลำบาก เดือดร้อนหาคนดูแลอีก”
“ก็คุณไงที่ต้องมาดูแลผม”
“คุณช่วยพูดอะไรที่มันฟังดูเป็ไปได้เสียหน่อยเถอะ จะให้ฉันไปดูแลคุณที่ร่างกายบึกบึนแบบนี้น่ะเหรอ บนโลกนี้มีอาชีพพยาบาลนะเผื่อคุณไม่รู้”
คำพูดคำจาฟังดูร้ายกาจ ทว่าในสายตาโจวอี้หานก็ยังมองว่าอีกฝ่ายนั้นน่าเอ็นดูยิ่งกว่า
“พูดจาอะไรเช่นนั้นกันล่ะ คุณไป๋ฮวา อย่ามองโลกในแง่ร้ายไปหน่อยเลย ผมไม่เสียท่าให้สัตว์พวกนั้นทำร้ายง่าย ๆ หรอก แต่อย่างที่คุณบอกนั่นแหละ แสงก็ใกล้จะหมด อย่างไรผมคงต้องขอตัวกลับก่อน”
“เดินทางดี ๆ ล่ะ อี้หาน แต่ฉันคงไม่ได้ไปส่งคุณที่หน้าบ้านหรอกนะ”
“ไม่เป็ไร ส่งแค่ตรงนี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ ไป๋ฮวา”
ั์ตาสีน้ำตาลอ่อน ทอแสงประกายจับจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างของโจวอี้หานที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็พ้นรั้วประตูไม้ไผ่
หลิวไป๋ฮวาถอดถอนลมหายใจออกหนัก ๆ เธอย้อนเวลามาเพียงแค่หนึ่งวัน ทว่ากลับเหน็ดเหนื่อยเพราะพบเจอกับเหตุการณ์พวกนี้ ทั้งที่เคยผ่านมาแล้วแต่บางเหตุการณ์ก็ไม่อาจจำได้
เหนื่อยเหลือเกิน ร่างกายอ่อนแรงคล้ายกำลังประท้วงว่าเธอจะต้องไปพักผ่อนในตอนนี้
หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้สานอย่างเหนื่อยหน่ายที่หลังจากนี้เธอจะต้องรับมือกับจ้าวหนิงเซี่ยที่ไม่ยอมรามือจากการกลั่นแกล้งเธอเป็แน่ ไม่รู้เธอไปทำอะไรให้เจ็บแค้นนักหนา ถึงได้ตามจองล้างจองผลาญเธอถึงขนาดนี้