เสียงะโอ้อนวอนอย่างสิ้นหวังของ อวิ๋น ดังแทรกเข้ามาถึงในครัวที่กำลังวุ่นวาย ฉางตง (นาวี) ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมถ้วยชามถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาไม่ได้หงุดหงิดที่เด็กน้อยส่งเสียงดัง แต่เขากำลังกังวลว่าความวุ่นวายหน้าหน้าร้านจะทำให้ เถ้าแก่ไฉ อารมณ์เสียจนพาลมาหักค่าแรงที่เขาตั้งใจจะเก็บไว้ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักชุดใหม่มากกว่า
ฉางตงเดินออกมาพิงประตูครัวด้วยท่าทางผ่อนคลาย มือหนึ่งถือผ้าขี้ริ้วเช็ดคราบน้ำบนนิ้วมือ สายตามองดูเหตุการณ์หน้าเคาน์เตอร์เหมือนคนนอก
อวิ๋น เด็กชายในชุดป่านขาดรุ่งริ่งยังคงก้มกราบศิษย์สำนักไท่ซวนเพื่อขอเป็ศิษย์ ทว่ากลับถูกศิษย์น้องคนหนึ่งตะคอกไล่อย่างไร้เยื่อใยเพียงเพราะ "จุดตันเถียนอุดตัน" ในขณะนั้นเอง ศิษย์น้องคนที่สองที่เพิ่งประลองเสร็จเมื่อเช้าก็สังเกตเห็นฉางตงเข้า
"ศิษย์พี่ ดูเสี่ยวเอ้อคนนั้นสิขอรับ! เขาคือคนที่ทายผลประลองของข้าเมื่อเช้าได้อย่างแม่นยำ"
ลี่ิ ศิษย์พี่ใหญ่ตวัดสายตามามองฉางตงที่ยืนทำหน้าซื่อตาใสอยู่ "เสี่ยวเอ้อ... เ้ารู้เื่วรยุทธ์ด้วยอย่างนั้นหรือ?"
ก่อนที่ฉางตงจะได้อ้าปากตอบ เสียงแหลมสูงของ เถ้าแก่ไฉ ก็ดังขัดขึ้นมาจากหลังเคาน์เตอร์พร้อมกับร่างท้วมที่พุ่งพรวดออกมาประจบประแจง
"จอมยุทธ์ท่านเข้าใจผิดแล้ว! ไอ้ฉางตงมันจะไปรู้เื่อะไร วัน ๆ มันก็แค่พวกตาถั่วที่ชอบเพ้อฝันไปเรื่อย อย่าไปถือสากะลามะพร้าวอย่างมันเลยขอรับ!" เถ้าแก่ไฉหัวเราะแห้ง ๆ พลางหันมาถลึงตาใส่ฉางตง "ไอ้ฉางตง! ยืนบื้อทำไม? ไปยกน้ำชามาปรนนิบัติท่านจอมยุทธ์สิ! ถ้าช้าข้าจะหักค่าข้าวเ้า!"
ฉางตงไม่ได้โกรธเคือง เขาเพียงแต่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ทราบแล้วครับเถ้าแก่ ข้าน้อยก็แค่พูดไปตามที่เห็นว่าท่านจอมยุทธ์ชุดฟ้าดูราศีจับกว่าอีกฝ่ายเท่านั้นเอง ไม่ได้มีความรู้อะไรสูงส่งหรอกครับ"
คำตอบที่ดูเหมือนคนประจบแบบซื่อ ๆ ทำให้พวกศิษย์ไท่ซวนหัวเราะร่าด้วยความพอใจ ลี่ิโบกมืออย่างใจดี "เออ... เ้ามันตาแหลมใช้ได้ ไปเตรียมสุราอาหารมาเถอะ"
ฉางตงยกน้ำชาและสุราออกมาวางบนโต๊ะอย่างเงียบเชียบ เขาพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับอากาศธาตุที่สุด แต่หูที่เคยชินกับการสังเกตการณ์กลับเก็บข้อมูลจากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารโดยอัตโนมัติ
ลี่ิรินสุราลงจอกก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พวกเ้าอย่ามัวแต่ดื่มเพลิน ภารกิจปราบ 'กลุ่มโจรเขี้ยวโลกันตร์' ที่เ้าสำนักมอบหมายมานั้นสำคัญมาก มีข่าวว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ในป่าแถบนี้เพื่อดักปล้นขบวนสินค้า เราต้องหาค่ายลับของพวกมันให้เจอ"
ฉางตงที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ใกล้ ๆ แอบคิดในใจ 'ปราบโจรเหรอ... ฟังดูวุ่นวายชะมัด'
----------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงและแขกในร้านเริ่มบางตา ฉางตงก็ได้เดินทางกลับไปยังบ้านของเขาพร้อมกับแวะซื้อหมั่นโถวอุ่น ๆ จากร้านข้างทางติดมือมาด้วย เมื่อถึงบ้านเก่าคร่ำคร่า เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าพื้นที่เล็ก ๆ ข้างกองฟางถูกถากถางเป็แปลงผักที่มีต้นผักกาดและต้นหอมชูไสวเขียวชอุ่ม เขาเดินนำหมั่นโถวไปวางไว้ในบ้าน ก่อนจะกลับออกมาตักน้ำรดผักในแปลง สำหรับเขาแล้ว การได้เห็นยอดผักค่อย ๆ เติบโตช่วยเติมเต็มหัวใจให้เขาได้ไม่น้อย แม้เขาจะยังไม่แน่ใจว่าความรู้สึกสงบสุขนี้มาจากตัวเขาเองหรือเป็ความรู้สึกที่ตกค้างมาจากฉางตงคนเก่ากันแน่
"พรุ่งนี้น่าจะเก็บไปทำแกงจืดได้แล้วแฮะ..." เขาพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
ทว่าในระหว่างที่เขากำลังดูแลแปลงผักอยู่นั้น ความสงบก็ถูกรบกวนด้วยเสียงสะอื้นเบา ๆ ที่ดังมาจากใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก เขาเห็นอวิ๋นที่นั่งคุดคู้กอดเข่าร้องไห้อยู่เพียงลำพังหลังจากถูกคนจากสำนักใหญ่ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉางตงนิ่งมองเด็กชายอยู่นาน ความรู้สึกหนึ่งที่เคยถูกฝังไว้สมัยเป็นักมวยผุดขึ้นมา... ความรู้สึกของคนที่ถูกต้อนจนจนมุม
ฉางตงถอนหายใจยาว วางถังน้ำลง แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านหยิบหมั่นโถวอุ่น ๆ สองลูกที่เขาแบ่งไว้เป็มื้อเย็นของตัวเองออกมา เขาเดินตรงไปหาอวิ๋นอย่างช้า ๆ
"ร้องไห้ไปท้องก็ไม่อิ่มหรอก กินนี่ก่อนสิ" เขาพูดพลางยื่นหมั่นโถวให้
อวิ๋นเงยหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตามองเสี่ยวเอ้อธรรมดา ๆ ตรงหน้าด้วยความงุนงง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วพึมพำว่าเขาจะขอเก็บหมั่นโถวก้อนนี้ไปให้ท่านแม่และน้องสาวที่บ้านกินแทน
พอได้ยินแบบนั้น หมั่นโถวที่เหลืออยู่ในบ้านก็เริ่มไม่อร่อยขึ้นมาทันที... ใครจะไปคิดว่าการกินหมั่นโถวที่ตัวเองซื้อมาด้วยหยาดเหงื่อ ต้องมาต่อสู้กับมโนธรรมในจิตใจอย่างหนักหน่วงขนาดนี้ นาวีได้แต่กลั้นน้ำตา แบ่งหมั่นโถวอีกครึ่งลูกที่เขากำลังกินอยู่ส่งให้อวิ๋นไปเพิ่มอีกคนละนิด
เขามองตามหลังเด็กชายที่วิ่งจากไปพร้อมหมั่นโถวในมือ ก่อนจะก้มลงมองหมั่นโถวครึ่งลูกสุดท้ายในมือตัวเอง... แล้วค่อย ๆ กัดกินหมั่นโถวครึ่งลูกราคา 4 อีแปะ ที่แพงที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมา พร้อมกับน้ำตาที่ค่อย ๆ ไหลออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว (ทั้งที่ปกติหมั่นโถว 1 ลูกจะมีราคาเพียง 1-2 อีแปะเท่านั้น)