“ฮัดเช้ย! ฮัดเช้ย!”
ทางด้านเจียงซื่อกำลังกัดฟันด่าทออย่างขุ่นเคือง ขณะเดียวกันเถียนฮวนก็เพิ่งมาถึงตัวตำบลพร้อมกับกู้ฉางสุ่ยนางจามติดๆ กันหลายครั้ง
“เ้าสบายดีไหม หรือว่าเพราะสองวันมานี้ต้องอดหลับอดนอนเลยเป็หวัดขึ้นมา?” กู้ฉางสุ่ยเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“อาจจะใช่ก็ได้! พอจัดการธุระเสร็จแล้ว เราซื้อขิงกลับไปต้มดื่มกันสักหน่อยเถอะ”เถียนฮวนกล่าว
กู้ฉางสุ่ยรีบพยักหน้ารับทันที ขณะทั้งสองคนกำลังสนทนากัน ทันใดนั้นกลิ่นหอมฉุยจากร้านบะหมี่ด้านหน้าก็ลอยมาเตะจมูก
เถียนฮวนถึงกับเดินต่อไม่ไหว นางอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจลึกๆ ลูบท้องตัวเองเบาๆ
เช้านี้ั้แ่ออกจากบ้านมา เดินทางมาตั้งครึ่งวัน น้ำสักหยดยังไม่ตกถึงท้อง!
เมื่อกู้ฉางสุ่ยเห็นเช่นนั้น เขาก็รีบจูงมือนางไว้ “ข้าหิวแล้ว พวกเราไปหาอะไรกินก่อนเถอะกินให้อิ่มแล้วค่อยเอาสมุนไพรไปขายที่โรงหมอก็ยังทัน”
เถียนฮวนพยักหน้ารับทันที
นางเองก็หิวไม่น้อย
ทั้งสองคนมาหยุดอยู่หน้าร้านบะหมี่ เ้าของร้านเห็นพวกเขาก็รีบทักทายอย่างกระตือรือร้น“สุ่ยเกอเอ๋อร์ใช่ไหม ข้าไม่ได้เจอเ้ามาตั้งนาน เ้าไม่ได้มาตัวตำบลครึ่งปีแล้วนะ”
“ขอรับ ท่านอาสาม พอดีที่บ้านมีเื่ยุ่งๆ ข้าเลยไม่ได้แวะมาเลย” กู้ฉางสุ่ยยิ้มตาหยีพลางพยักหน้า“แต่ตอนนี้ ข้าก็พาภรรยามากินบะหมี่ร้านท่าน รบกวนท่านแล้ว ขอบะหมี่ไก่ให้พวกเราสองชามขอรับ”
“โธ่ นึกว่าหายหน้าหายตาไปไหนตั้งครึ่งปี ที่แท้ก็มัวแต่ยุ่งเื่แต่งภรรยาเข้าบ้านนี่เองยินดีด้วยๆ” เ้าของร้านบะหมี่เอ่ยเสียงดังฟังชัด ใบหน้ากลมมนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขามองเถียนฮวนอีกครั้งก็ยิ่งหัวเราะร่า“ภรรยาของเ้าหน้าตาสะสวยจริงๆ เ้าหนุ่มนี่ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้!”
กู้ฉางสุ่ยยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะจูงมือเถียนฮวนไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง
“เมื่อก่อนทุกครั้งที่ท่านปู่พาข้ามาในตัวตำบล เราจะต้องแวะมากินบะหมี่ที่ร้านของท่านอาสามทุกทีบะหมี่ไก่ของท่านอาสามอร่อยมาก เส้นเหนียวนุ่ม น้ำแกงกลมกล่อม รสชาติเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนพวกข้ากินแล้วก็ไม่เคยเบื่อเลย”
“อย่างนั้นหรือ” พอได้ยินเขาชมบะหมี่ร้านนี้เสียยกใหญ่ เถียนฮวนก็พลอยสนใจขึ้นมาด้วย
ไม่นาน ท่านอาสามก็ยกบะหมี่ไก่สองชามร้อนๆ มาให้ถึงโต๊ะ
ท่านอาสามยกบะหมี่สองชามมาวางตรงหน้า ใบหน้ากลมๆ นั้นยิ้มกว้างจนเห็นริ้วรอยชัดเจน
“ั้แ่ปู่ของเ้าจากไป เ้าก็ไม่เคยแวะมากินบะหมี่ที่ร้านข้าอีกเลย ไม่คิดถึงรสชาตินี้บ้างหรือ วันนี้ข้าสั่งให้อาสะใภ้สามของเ้าลวกเส้นให้เยอะหน่อย แล้วก็ใส่ไก่เพิ่มให้อีกหนึ่งช้อนให้เ้าได้อิ่มเอมสมกับที่ไม่ได้มากินเสียนาน!”
“ขอบคุณท่านอาสาม ท่านใจดียิ่งนัก” กู้ฉางสุ่ยรีบกล่าวขอบคุณ
ท่านอาสามโบกมือไปมา “พูดอะไรกัน ข้าเห็นเ้ามาั้แ่เด็กๆ ตอนนี้เ้าแต่งงานแล้วข้าก็ดีใจยิ่งนัก!”
ว่าแล้วก็หัวเราะพลางคุยกับกู้ฉางสุ่ยอีกสองสามประโยค พอเห็นมีลูกค้าใหม่เข้ามาจึงรีบเดินไปต้อนรับ
“ท่านอาสามเป็คนแบบนี้แหละ ใจดีมาก ตอนท่านปู่ยังอยู่ก็คุยกับเขาเป็ครึ่งค่อนวัน”กู้ฉางสุ่ยเอ่ยเสียงเบา แล้วดันชามบะหมี่ไปตรงหน้านาง “กินเถอะ!”
เถียนฮวนพยักหน้า สองคนจึงหยิบตะเกียบขึ้นมากินบะหมี่
ทั้งสองหิวจัด กู้ฉางสุ่ยเลยซดบะหมี่จนเกลี้ยงชาม น้ำแกงก็ไม่เว้น ส่วนเถียนฮวนกินไปได้ครึ่งเดียวก็อิ่มนางเลยเลื่อนชามที่เหลือบะหมี่ครึ่งหนึ่งมาวางตรงหน้าเขา
“ท่านกินเถอะ ข้าอิ่มแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ดื่มน้ำแกงหน่อยสิ น้ำแกงร้านท่านอาสามอร่อยมาก เมื่อก่อนท่านปู่พาข้ามาเราสองคนจะต้องซดน้ำแกงจนหมดทุกหยด” กู้ฉางสุ่ยว่า “ลูกค้าหลายคนก็มากินเพราะน้ำแกงของเขานี่แหละ!”
พอได้ยินเช่นนั้น เถียนฮวนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เ้าเป็อะไรไป น้ำแกงมีปัญหาหรือ” กู้ฉางสุ่ยเห็นท่าทางนางก็รีบถาม
“ไม่มีปัญหา น้ำแกงเคี่ยวโดยใช้โครงไก่กับโครงเป็ดทั้งคืนจะใส และรสชาติหอมหวานเส้นเหนียวนุ่ม ตอนผัดใส่เครื่องปรุงมากพอสมควร ตอนนี้ยังให้มาเยอะขนาดนี้ แสดงว่าเ้าของร้านเป็คนซื่อสัตย์
“แต่อย่างไรก็ตาม น้ำแกงของร้านนี้เป็เพียง ‘น้ำต้มกระดูก’ เป็หนึ่งในน้ำแกงเข้มข้น น้ำแกงแบบนี้จะใช้โครงไก่โครงเป็ด และกระดูกหมูมาต้ม จากนั้นเคี่ยวพลางเติมน้ำตลอดเวลา และใส่เครื่องปรุงตามไปเรื่อยๆเพื่อรักษารสชาติ เวลาผ่านไปนานเข้า รสก็เริ่มปะปน ข้าเลยไม่ชอบเท่าไหร่”
ตอนแรกกู้ฉางสุ่ยก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอกินของที่เถียนฮวนทำจนเคยชิน พอกลับมากินบะหมี่ร้านนี้ก็ดูเหมือนจะมีรสแปลกๆอยู่บ้าง แต่อธิบายไม่ถูกว่ามันแปลกอย่างไร จนกระทั่งเถียนฮวนอธิบายให้ฟังอย่างชัดเจนเขาก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที
“แต่ร้านเล็กๆ แบบนี้ ลูกค้าเข้าออกตลอด น้ำแกงจะปล่อยให้เย็นไม่ได้ ดังนั้นการที่ยังรักษารสชาติไว้ได้แบบนี้ก็ถือว่าดีมากแล้วโดยรวมก็ยังอร่อยอยู่ ท่านกินต่อเถอะ กินเสร็จจะได้ไปขายสมุนไพร” เถียนฮวนกล่าวต่อ
ยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงดัง ‘ตึง!’
ทั้งสองหันไปมอง เห็นท่านอาสามเดินตรงมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“แม่นางน้อยช่างพูดจริงนะ! น้ำแกงไก่ของข้าต้มแบบนี้หลายปีแล้ว คนที่เคยกินไม่มีใครบ่นมีแต่ชมทั้งนั้น! เ้าอายุน้อยอยู่แท้ๆ กลับกล้าวิจารณ์น้ำแกงตำรับข้าเสียแล้ว”
กู้ฉางสุ่ยรีบดึงเถียนฮวนไปไว้ด้านหลัง “ท่านอาสาม นางแค่พูดตามความเห็นของตัวเองไม่ได้มีเจตนาว่าร้ายเลยนะขอรับ”
เถียนฮวนก็เอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าแค่พูดความจริงเท่านั้น หากท่านไม่เชื่อ ตอนต้มน้ำแกงคืนนี้ใส่สุราเพิ่มสักถ้วยพรุ่งนี้ต้มน้ำแกงค่อยเติมแค่เกลือ รสชาติจะดีกว่านี้มาก”
เขาเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ แต่แม่นางน้อยผู้นี้กลับกล้าชี้แนะเขา!
ท่านอาสามสีหน้าถมึงทึงทันที
“หึ! ทุกๆ ปีมีคนวิจารณ์ข้าไม่ต่ำกว่าร้อยคน หากข้าทำตามที่พวกเขาพูด ร้านข้าคงปิดไปนานแล้ว!ถ้าเ้ามั่นใจนักก็เปิดร้านแข่งกับข้าสิ”
“ถ้าไม่ติดว่าข้าชอบปรุงยา ข้าคงเปิดร้านอาหารแข่งกับท่านไปแล้ว” เถียนฮวนตอบเรียบๆ
“แม่นางน้อยตัวแค่นี้ คำพูดคำจาโอหังไม่เบาเลยนะ!” ท่านอาสามหัวเราะด้วยความโกรธ“สุ่ยเกอเอ๋อร์ ภรรยาเ้าเป็ลูกสาวบ้านใด บิดามารดาสั่งสอนนางอย่างไร”
เถียนฮวนโกรธจัด
จะดุด่าว่ากล่าวนางอย่างไรก็ได้ แต่ท่านพ่อท่านแม่นางใครอย่าแตะ!
“ท่านพูดถูก ข้าอายุยังน้อย แต่ท่านเองก็ควรรู้ว่า ของเก่าที่สืบทอดมาก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไปั้แ่โบราณจนถึงตอนนี้ มีตำรับอาหารตั้งมากมายที่ถูกปรับปรุง หรือแม้แต่ตำรายาก็เคยถูกพิสูจน์ว่าผิดมาแล้วนับไม่ถ้วนหากคนเรายอมรับข้อบกพร่อง กล้าแก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละถึงจะก้าวหน้าได้พ่อแม่ข้าสอนมาแบบนี้ ข้าก็ไม่เห็นว่าพวกท่านสอนผิดตรงไหน”
น้ำเสียงของนางหนักแน่นมั่นคง ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็มิอาจสรรหาคำว่าโต้ตอบนางได้!
กู้ฉางสุ่ยเห็นท่าไม่ดี รีบวางเงินสี่เหวินลงบนโต๊ะ “ท่านอาสาม ท่านก็รู้จักนิสัยข้าดีภรรยาข้าไม่มีเจตนาร้าย คำแนะนำของนาง ท่านลองเก็บไปคิดดูก็ได้นะขอรับ เผื่อจะมีประโยชน์บ้าง”
พูดจบก็จูงมือเถียนฮวนเดินออกจากร้านไป
พอทั้งสองเดินลับไป ท่านอาสามถึงค่อยๆ ได้สติ เขาหันไปมองน้ำแกงที่เถียนฮวนยังไม่แตะต้องแล้วขมวดคิ้วพึมพำกับตัวเอง
“เ้าไม่ควรทำเช่นนี้กับข้าเพื่อเอาใจภรรยาเ้า!”
เพียงแต่...เมื่อคิดถึงคำพูดของเถียนฮวนกับสีหน้าจริงจังของกู้ฉางสุ่ยเมื่อครู่เขาก็อดรู้สึกคันไม้คันมือไม่ได้
เขาค่อยๆ เดินไปหาภรรยาที่กำลังลวกเส้นอยู่
“นี่ เ้าคิดว่า...คืนนี้เราจะลองทำแบบที่แม่นางน้อยพูดดีหรือไม่”