ตอนที่ 37 ร้องเพียงครั้งเดียว ทำคนตะลึงงัน
“เยี่ยมมาก เยี่ยมจริง ๆ!”
ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนแรกที่ตอบสนอง ทุกคนต่างได้สติกลับมา พลางปรบมือขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ เสียงปรบมือดังระงมไปทั่ว
“บทกวีนี้สามารถถ่ายทอดไปได้หลายยุคสมัยจริง ๆ ‘เมื่อฟ้าให้อัจฉริยะมากะกาย คงมีที่เริงร่ายได้ใช้มัน พันตำลึงโปรยไปหาได้ใหม่’ ผู้ใดบอกว่าไม่เป็นเช่นนั้นกัน? ทุกคนเกิดมาล้วนไร้ค่าเช่นเดียวกัน? แม้จะไร้ค่าไปชั่วคราว แต่ไม่นานก็จะเป็นคนที่มีค่าขึ้น!”
“มีระดับ มีระดับ บทกวีนี้มีระดับจริง ๆ ‘ล้มวัวแพะสราญใจสรวลสังสรรค์ พบสหายรู้ใจให้ดื่มพลัน สามร้อยจอกปานนั้นมันจำเป็น’ ชีวิตคนเรายามเมื่อสุขก็สุขให้เต็มที่ จะสนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไปใยกัน สิ่งสำคัญคือต้องมีความสุขก่อน!”
“ข้าผู้นี้ไม่เคยได้ยินบทกวีอันยอดเยี่ยมเยี่ยงนี้มาหลายปีแล้ว งานชุมนุมบทกวีครานี้ดูไม่เสียเปล่าเลย เป็นผู้ตัดสินนี้คุ้มค่ายิ่งนัก ฮา ฮา ฮา”
“ประโยคที่ว่า ‘พันตำลึงโปรยไปหาได้ใหม่’ นั้นฟังแล้วช่างรู้สึกกล้าหาญและรื่นหูยิ่งนัก ราวกับบทกวีเศร้าอาดูรอย่างยกจอกเชิญนวลจันทร์มิอาจเทียบได้ นี่แสดงให้เห็นว่าอย่างไหนคือฟ้าอย่างไหนคือปฐพี”
คนที่เป็นผู้ตัดสินเหมือนกันพูดขึ้นมา คนก่อนนี้ที่พูดก็ทำให้ข้าหลวงไม่พอใจอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีคนพูดขึ้นมาอีก ท่านข้าหลวงไม่เพียงไม่ชายตามอง แต่กลับลอบพยักหน้ากับตัวเอง
ในเวลานี้ ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเสียงชื่มชมฉาจื่ออัน แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังคิดไม่ถึง เดิมทีเขาแค่ลองใช้บทกวีของหลิงซานฉิงเท่านั้น แต่ไม่นึกเลยว่าจะคิดถูกต้องที่ใช้บทกวีนี้ เขาก้มหน้าเหลือบมองนาง ทั้งขอบคุณทั้งตื่นเต้น
ในที่สุดเขาก็มีชื่อเสียงแล้ว! เชื่อเลยว่าผ่านวันนี้ไป เขาต้องมีคนรู้จักเพิ่มขึ้นเป็นแน่ เขาจะสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ และจะต้องมีสักวันหนึ่งที่เขาสอบติดจอหงวน
เขาตื่นเต้นไปชั่วขณะหนึ่ง จนเมินเฉยคนที่สำคัญที่สุดซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ดวงตาของอวี๋ซิ่งเหวินน่ากลัวอย่างมาก เขามีสีหน้าเคร่งขรึม จ้องเขม่งฉาจื่ออันตาไม่กะพริบ ชั่วครู่หนึ่ง ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ท่านข้าหลวง ข้าสงสัยว่าฉาจื่ออันโกง” น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นชากลบเสียงของทุกคนไปหมด
ผู้คนต่างตกใจ เวลานี้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยขึ้นมาอีก ท่านข้าหลวงมีสีหน้าเปลี่ยนไป พลางมองเขาอย่างไม่พอใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฉาจื่ออันไม่ได้แต่งบทกวีนี้ขึ้นมา มีหลักฐานหรือไม่?”
“คงไม่ใช่เหมือนดั่งของเจ้าทุกประการหรอกนะ เจ้าถึงได้ตกใจอย่างมาก อดใจไม่ได้จึงถามขึ้นใช่หรือไม่?” สิ้นเสียงท่านข้าหลวง ก็มีเสียงใสกังวานเอ่ยขึ้น เป็นหลิงซานฉิงนั่นเอง
คนที่ดูอยู่ด้านข้างต่างงุนงงกับคำพูดเหล่านี้ ทำให้แยกไม่ออกว่าใครถูกใครผิดไปชั่วขณะ อีกทั้งคำพูดของหลิงซานฉิงยังทำให้คนคิดมากขึ้น เหมือนกันอะไร? บทกวีของฉาจื่ออันจะเหมือนกับอวี๋ซิ่งเหวินได้อย่างไร หรือว่า...
“มีคนลอกเลียนแบบ?”
ไม่รู้ว่าผู้ใดพูดประโยคนี้ขึ้น ทุกคนถูกความคิดนั้นครอบงำ และคิดไปในทางนั้น หรือว่าจะมีคนที่ลอกเลียนแบบอีกคนจริง ๆ แต่งานนี้คือการแต่งในสนามแข่ง จะเกิดการลอกเลียนแบบขึ้นได้อย่างไร?
ถึงกระนั้นทุกคนต่างรู้ดี การแต่งสดบนเวทีหาใช่ว่าทุกคนจะทำได้ หลังจากที่คนส่วนใหญ่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์เข้าร่วมงาน พวกเขาก็ได้เตรียมบทกวีจากที่บ้านมาสักบทสองบท เพื่อรับมือกับการแข่งขันวันนี้
แน่นอนว่าแม้จะไม่มีใครพูดออกมา แต่ทุกคนต่างรู้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ หากบอกว่ามีคนลอกเลียนแบบ ก็ค่อยสมเหตุสมผลขึ้นมาหน่อย
หรือจะมีคนลอกเลียนแบบจริง ๆ?
ไม่ว่าฉาจื่ออันจะอารมณ์ดีแค่ไหน ทว่าในตอนนี้ก็ถูกยั่วจนเกิดโทสะขึ้น นี่ไม่ใช่ว่าโจรตะโกนจับโจรอยู่รึ เขาส่งเสียงเย้ยหยันออกมาและตอกกลับไป “เหตุใดคุณชายรองถึงว่าข้าลอกเลียนแบบ หรือว่าเจ้าเห็นกับตา? หรือจะบอกว่าข้าลอกเลียนแบบเจ้า? ระหว่างเราสองคน ใครกันที่เป็นคนลอกเลียนแบบ ข้าว่าคุณชายรองน่าจะรู้ดี”
เขามิกลัวคำครหา เพราะระหว่างพวกเขาสองคน คนที่ลอกเลียนแบบนั้นไม่ใช่เขาแน่นอน
อวี๋ซิ่งเหวินยิ่งเผยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เมื่อก่อนฉาจื่ออันไม่เคยจะพูดเช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นการคบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล มีหลิงซานฉิงที่ฉลาดปราดเปรื่องอยู่ข้างกาย คงได้เรียนรู้มาอยู่บ้าง
เขาส่งเสียงออกมาอย่างเย็นชา “ฉาจื่ออัน คารมเจ้าช่างคมคายนัก หากว่าข้าลอกบทกวีเจ้า คงละอายใจจนไม่กล้าเข้าร่วมการแข่งบทกวีครั้งนี้เป็นแน่ แล้วข้าจะอ่านบทกวีของเจ้าออกมาได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจำเป็นต้องลอกบทกวีเจ้าด้วยรึ? ช่างน่าขันนัก”
ใช่ เขาอวี๋ซิ่งเหวินที่รอบรู้ทางด้านกวีวาดภาพ ไอ้ฉาจื่ออันที่ไม่มีชื่อเสียงอันใดจะเอาอะไรมาเทียบกับเขาได้ ระหว่างเราสองคน ใครลอกเลียนแบบใครนั้น เพียงพริบตาเดียวทุกคนก็มองออกแล้ว
ครั้นคำพูดนี้หลุดออกไป คนที่มองดูอยู่ข้าง ๆ ก็เคลื่อนสายตาไปมองฉาจื่ออัน เขามีสีหน้าแดงก่ำ นี้มันไร้เหตุผลชัด ๆ!
หลิงซานฉิงคิดอย่างรวดเร็ว และจู่ ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ในเมื่อคุณชายรองพูดว่าฉาจื่ออันเป็นคนลอกบทกวีท่าน เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งสองก็แต่งบทกวีขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แล้วมาเทียบกัน แบบนี้ก็จะรู้แล้วว่าใครลอกเลียนแบบใคร ข้าเชื่อว่าคุณชายรองจะไม่กลัวการทดสอบเล็ก ๆ นี้”
แม้จะเอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับทำให้คนอื่นยิ้มไม่ออก หากอวี๋ซิ่งเหวินไม่ตกลง ก็แสดงว่าเขากลัว หากเขาใม่ใช่คนลอก จะต้องมีเหตุผลอันใดให้ต้องกลัว? แต่หากเขาตกลง เช่นนั้นเจตนาของหลิงซานฉิงต้องสมหวังเป็นแน่ และนั่นเป็นสิ่งที่เขาจะไม่ยอมเด็ดขาด
ฉะนั้นไม่ว่าอย่างไร เขาคงต้องทำ
เมื่อเขาตกลง หลิงซานฉิงก็ยกยิ้มออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน พลางพยักหน้า “คุณชายรองช่างตรงไปตรงมาจริง ๆ เช่นนั้นเชิญคุณชายรองเริ่มก่อน” นางยิ้มตาหยีขึ้นมา “เชื่อว่าด้วยจิตใจของคุณชายรอง คงจะไม่บ่ายเบี่ยงแน่นอน?”
อวี๋ซิ่งเหวินยิ้มอย่างเย็นชา เขาแทบขบกรามแน่น “ย่อมไม่ขัดข้อง”
ระยะห่างนั้นไกลกันมาก แต่คล้ายกับหลิงซานฉิงได้ยินเสียงขบฟันจากอีกฝ่าย
ผู้ตัดสินสองสามท่านก็ได้ให้ทั้งสองแข่งกันอีกครั้ง โดยให้อวี๋ซิ่งเหวินแต่งก่อน ต้องการแค่เพียงบทเดียว หัวข้อนั้นจะเป็นอะไรก็ได้
เขากล่าวพร้อมกับทำไม้ทำมือ “วันนี้เมื่อปีก่อน ณ ประตูนี้ ข้าพานพบดวงหน้าแดงเปล่งปลั่งดั่งดอกท้อ มิรู้โฉมนางระหกระเหินไปที่ใด เหลือเพียงดอกท้อแย้มยิ้มล้อลมวสันต์อยู่ดังเดิม ”
“จิ๊จิ๊ เหตุใดเรื่องช่างโรแมนติกเช่นนี้ พวกหญิงสาวต่างร้องเจื้อยแจ้ว ไม่รู้ว่าแม่หญิงคนใดจะกุมหัวใจของคุณชายรองกัน”
เมื่ออวี๋ซิ่งเหวินอ่านจบ ผู้ชมยังไม่ทันได้ติชม ก็ตลกขบขันกับคำพูดของหลิงซานฉิง
มิรู้โฉมนางระหกระเหินไปที่ใด เหลือเพียงดอกท้อแย้มยิ้มล้อลมวสันต์อยู่ดังเดิม ประโยคนี้ใช่ว่าจะสื่อถึงความรักระหว่างคนสองคน แต่สื่อถึงมิตรสหายก็ได้เช่นกัน เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ ผู้ชมก็รู้สึกว่าน่าขันและพากันคล้อยตาม
สีหน้าอวี๋ซิ่งเหวินมึนงงถึงขีดสุด สรุปแล้วผู้หญิงคนนี้รู้จริงหรือไม่? เหตุใดถึงได้พูดจาเหลวไหล
คนรอบข้างบ้างก็ขำขัน บ้างก็เยาะเย้ย แต่กลับเป็นการยืดเวลาให้ฉาจื่ออันได้ไม่น้อย
ฉาจื่ออันมองไปทางหลิงซานฉิง บทกวีเมื่อครู่เป็นนางที่ช่วยแต่งให้เขา ไม่เช่นนั้นเขาจะแต่งออกมาได้อย่างไร แต่ยามนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ? หากไม่ใช่ว่าคำพูดหลิงซานฉิงดึงดูดผู้คนไว้ บทกวีของอวี๋ซิ่งเหวินน่าจะเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน แม้จะเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะแต่งออกมาได้ทันทีเช่นนี้เลย
ไม่นึกเลยว่าหลิงซานฉิงจะเข้าใจในจุดนี้ดียิ่งกว่าเขา นางดึงมือเขาที่อยู่ใต้โต๊ะ และเขียนอะไรบางอย่างลงบนฝ่ามือของเขา ทำให้เขารู้สึกคันมือนัก แต่เขาไม่กล้าขยับตัวมาก ได้แต่ตั้งสติแล้วซึมซับทุกปลายนิ้วที่นางบรรจงเขียนลงไป
อวี๋ซิ่งเหวินขมวดคิ้ว รู้สึกตงิด ๆ และไม่สนผู้คนที่กำลังหัวเราะ เขาเดินรุดขึ้นหน้า โชคดีที่หลิงซานฉิงเขียนประโยคสุดท้ายเสร็จพอดี และชักมือกลับได้ทัน
“ฉาจื่ออัน ถึงตาเจ้าแล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้าคิดไม่ออกหรอกนะ?” เสียงดังขึ้นไปแปดระดับ มากพอที่จะทำให้ทุกคนได้ยิน
ฉาจื่ออันไม่สนใจเขา แต่มองไปยังดอกเก็กฮวยที่วางอยู่ตรงกลางลาน “ในเมื่อหัวข้อคุณชายรองคือดอกไม้ ข้าก็จะใช้ดอกไม้มาเป็นหัวข้อเช่นกัน” เขาหยุดไปชั่วขณะ ทั่วบริเวณเงียบลง ริมฝีปากบางเริ่มขยับ
“ยามวันที่แปดเดือนเก้าสารทฤดูมาถึง ผกามาศร่วงโรยหลังดอกเก๊กฮวยแบ่งบาน ส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วฉางอัน ทั่วทั้งเมืองดั่งเกราะทองวางเรียงราย”
เมื่อบทกลอนนี้ดังออกไป อวี๋ซิ่งเหวินก็หน้าดำคล้ำเครียด ไร้ซึ่งข้อสงสัย ฉาจื่ออันได้เปิดประสบการณ์ใหม่และเปลี่ยนความคิดของคนแต่งบทกวีเหล่านั้นอีกครั้ง
“ไม่นึกเลยว่าดอกเก๊กฮวยจะนำมาแต่งได้คมเช่นนี้ ทั่วทั้งเมืองดั่งเกราะทองวางเรียงราย คนที่ไม่รู้คงคิดว่าทัพทหารม้านับหมื่นได้กล้ำกรายเข้ามาในเมือง”
“ผกามาศร่วงโรยหลังดอกเก๊กฮวยแบ่งบาน มันควรจะเป็นเช่นนั้นไม่ใช่รึ แต่ไหนแต่ไรมา ยามเมื่อดอกเก๊กฮวยบานแล้ว จะมีผกามาศเท่าใดกันที่ร่วงโรยไป”
ในฤดูใบไม้ร่วง ดอกไม้นานาชนิดได้เหี่ยวเฉา แต่ดอกเก๊กฮวยกลับบานสะพรั่ง มันเป็นกฎของธรรมชาติอยู่แล้ว แต่บทกวีนี้กลับแต่งเป็น “เพราะดอกเก๊กฮวยแบ่งบาน ดอกไม้อื่นรู้สึกต่ำต้อย จึงได้ร่วงโรยไป”
ฉีกทุกกฎที่เคยมีมา ทำให้คนได้ฟังสิ่งแปลกใหม่
นี่สิถึงจะเป็นบทกวีอันยอดเยี่ยม สอนให้รู้จักพัฒนา ในสายตาของท่านข้าหลวงก็อดเผยความชื่นชมออกมาไม่ได้ แม้เขาจะสนิทสนมกับนายอำเภอ แต่ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขามิอาจเห็นแก่ความรู้สึกส่วนตัวได้ ยิ่งไปกว่านั้น บทกวีของฉาจื่ออันนั้นดีกว่าอวี๋ซิ่งเหวินอย่างมาก เขาไม่มีทางเห็นแก่ความรู้สึกเก่า ๆ ได้
เขามองไปที่อวี๋ซิ่งเหวินทันที “อวี๋ซิ่งเหวิน บทกวีของฉาจื่ออันนั้นได้แต่งขึ้นที่นี่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่าเจ้าเลือกหัวข้ออะไร ยามนี้เจ้าควรยอมรับได้แล้ว” เขาพูดไปด้วยและส่งสายตาไปทางเขาด้วย
ส่วนสำคัญอยู่ที่การแข่งขันวาดภาพหลังจากนี้ ไม่จำเป็นต้องถกเถียงกับฉาจื่ออันอยู่ตรงนี้ และมันยังทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเขาเป็นคนใจแคบ
เมื่อเอ่ยถึงการแข่งขันวาดภาพ นั่นเป็นสิ่งที่อวี๋ซิ่งเหวินกังวลมากที่สุด ถึงอย่างไรคนที่สามารถสร้างผลงานโดดเด่นทุกชั่วขณะเช่นนั้นได้ ย่อมมิควรดูแคลนง่าย ๆ
แต่เมื่อได้ฟังความเห็นของท่านข้าหลวง จึงต้องยอมแต่เพียงเท่านี้
ท่านข้าหลวงรู้สึกทอดถอนใจ เขามองไปยังฉาจื่ออัน และกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ตอนนี้ข้าขอประกาศว่า ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจากการแข่งขันแต่งบทกวีในครั้งนี้คือฉาจื่ออัน!” เขาพูดชื่อในตอนท้ายออกมาทีละคำ
ฉาจื่ออันแทบไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้อันดับหนึ่งจากการแข่งขันบทกวี เมื่อเทียบกับการวาดภาพแล้ว การแต่งบทกวีคือจุดอ่อนของเขา
ถึงแม้เขาจะได้รับความช่วยเหลือจากหลิงซานฉิงไม่น้อย แต่อันดับหนึ่งคนเดียวเช่นนี้ มันทำให้คนที่คาดหวังตื่นเต้นเหลือเกิน
หลังจากการแข่งขันบทกวีจบ ก็ต่อด้วยการแข่งขันวาดภาพ ทุกคนยังไม่เปลี่ยนสถานที่ เด็กรับใช้ก็ย้ายเหล้าที่อยู่บนโต๊ะ แล้วเปลี่ยนเป็นผ้าใบ พู่กัน และหมึก
ขณะที่ผู้คนต่างเตรียมตัวแสดงความสามารถ จู่ ๆ ท่านข้าหลวงก็เอ่ยขึ้นว่า “การแข่งขันวาดภาพครั้งนี้มีหัวข้อคือ ‘ฝน’ ขอให้ทุกท่านตั้งใจให้เต็มที่”
สิ้นเสียง ทั่วทั้งบริเวณต่างตกใจ
“ก่อนหน้านี้บอกว่าการแข่งขันวาดภาพไม่มีหัวข้อไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ ๆ ถึงนำฝนมาเป็นหัวข้อล่ะ นี่มันไม่หลอกลวงรึ”
“นำฝนมาเป็นหัวข้อแล้วจะวาดอย่างไรล่ะ เรื่องนี้พวกเราทุกคนไม่รู้มาก่อนแน่นอน มันกะทันหันเกินไป พวกเราไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนเลยสักนิด”
ไม่เพียงแต่คนที่อยู่รอบ ๆ ส่งเสียงโต้แย้งออกมา ฉาจื่ออันก็ตกตะลึงเช่นกัน จู่ ๆ ก็กำหนดหัวข้อเช่นนี้ แล้วภาพที่เขาได้เตรียมไว้ก็นำมาใช้ไม่ได้น่ะสิ?
ทั่วบริเวณต่างมีเสียงซุบซิบพูดคุย มีเพียงหลิงซานฉิงผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น