กว่ารถม้าจะวิ่งมาถึงหน้าประตูเมืองไมเนอร์ดวงอาทิตย์ก็คล้อยไปทางทิศตะวันตกแสดงถึงเวลายามบ่ายหน้ากำแพงเมืองซึ่งสร้างจากอิฐฉาบปูนมีทหารลาดตระเวนยืนเฝ้าอยู่เป็ระยะและที่หน้าประตูเหล็กซึ่งเปิดทิ้งไว้โดยมีทหารยามสี่คนตั้งแผงกั้นไม้คอยดักทางเฝ้าอยู่เดินตรงมาทางรถม้าของแคเรนไกอัสดึงเชือกให้ม้าหยุดเดินก่อนจะะโลงจากรถม้าเพื่อไปเจรจากับทหารยาม
ไกอัสหยิบป้ายโลหะสีเงินซึ่งทำจากโลหะวิสทานัมขึ้นมาโลหะชนิดนี้ดูผิวเผินคล้ายโลหะทั่วไปแต่มีความแวววาวเมื่อต้องแสงสว่างคล้ายแร่เงินแต่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า บนป้ายสลักตรารูปดาบแปดเล่มที่วางคมดาบชี้ออกเรียงเป็ทรงกลมด้ามดาบชี้เข้าหากันถูกพันเอาไว้ด้วยเถาวัลย์หนามและดอกกุหลาบทหารยามรีบวางอาวุธแล้วคุกเข่าลงกับพื้น
“ขออภัยพวกข้าไม่ทราบว่าเป็คนในสำนักราชวัง”
“ท่านหญิงแคเรนมาเยือนตระกูลอีสตันบูลตามคำสั่งของราชินีเรเนเซียที่หกโปรดให้คนไปแจ้งข่าวเพื่อส่งคนมานำทางด้วย”
“ทราบแล้วครับในระหว่างนี้ไปพักรอที่ศาลาริมน้ำตกก่อนดีหรือไม่ท่านเ้าเมืองอาจจะใช้เวลาเตรียมตัวสักหน่อยจึงส่งคนมารับได้”
“บังอาจจะให้ท่านหญิงรองั้นหรือ”
“ไม่เป็ไร”
เสียงหวานของหญิงสาวดังแทรกขึ้นพร้อมๆกับที่แคเรนเปิดประตูรถม้าออกมา ไกอัสหันมาโค้งให้เธอในขณะที่ทหารยามยังคงคุกเข่าอยู่แคเรนมองดูทุกคนก่อนจะกล่าวเสียงเบา
“ข้ารอได้จะได้ใช้เวลาเที่ยวชมเมืองไปด้วย”
ไกอัสได้ยินคำสั่งก็ไม่ได้ขัดเขาหันไปกล่าวกับทหารยาม “งั้นเ้านำทางไปที่ศาลาก็แล้วกัน”
ทหารยามคนหนึ่งรับปากก่อนจะผายมือให้ไกอัสะโกลับขึ้นไปบนรถม้าก่อนจะเดินนำหน้ารถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ช้าๆ ผ่านประตูเมืองเข้าไป
แคเรนมองผ่านหน้าต่างรถม้าเห็นบ้านเรือนที่สร้างจากอิฐฉาบปูนสีขาวแต่หลังคาทาสีเขียวสีของหลังคาแสดงถึงสีประจำตระกูลที่ปกครองเมือง แผงขายของที่ตั้งอยู่ตามตรอกนอกจากจะวางขายของกินอย่างขนมปังและผลไม้แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็อาวุธซึ่งมีทั้งดาบหอก ลูกธนู หลากหลายรูปแบบ แคเรนรู้จักเมืองนี้จากในตำราของปราสาทตระกูลอีสตันบูลขึ้นชื่อเื่ฝีมือตีอาวุธและประดิษฐ์สิ่งของ
นอกจากอาวุธแล้วในเมืองยังมีเครื่องทุ่นแรงรูปทรงแปลกตาซึ่งสร้างจากโลหะวิสทานัมทั้งสิ้น อย่างเช่นรางเหล็กที่วางเป็แนวรอบเมืองมีรถขบวนยาววิ่งผ่านไปมาด้วยล้อเดี่ยวแต่กลับรับน้ำหนักได้เกือบสิบคนคาร์ลเห็นสายตาของแคเรนจดจ่ออย่างสนใจก็อธิบายให้ฟัง
“นั่นเรียกว่ารถรางครับใช้วิ่งรับส่งคนไปทั่วเมืองไมเนอร์ เพราะที่นี่ค้าขายสิ่งของมีน้ำหนักมากอย่างอาวุธและแร่โลหะจึงสร้างพาหนะเพื่อการขนส่งที่ง่ายขึ้น”
“ข้าพอรู้เื่คร่าวๆเกี่ยวกับเมืองไมเนอร์ แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นของแปลกๆ เช่นนี้ด้วย”
“นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเหมืองแร่โลหะวิสทานัมที่ใหญ่ที่สุดด้วยคิดว่าท่านเ้าตระกูลอีสตันบูลคงจะพาท่านหญิงไปชมที่นั่นหลังจากพบปะกันแล้ว”
“ข้าเคยอ่านเจอเื่เหมืองแร่ที่ว่าอยู่บ้างแต่คนที่ข้าต้องทำพันธะไอรอนบอนด์ด้วยคือบุตรชายของท่านเ้าตระกูลใช่มั้ย”
“ท่านเ้าตระกูลมีนามว่าเบอร์นาร์ด อีสตันบูล ส่วนบุตรชายมีนามว่า อีริค อีสตันบูล”
“คาร์ลเ้าเคยเจอเขาหรือไม่”
“ไม่เคยครับ”คาร์ลกล่าวพลางเบือนสายตาไปทางอื่นเขามักทำแบบนี้เมื่อ้าโกหกหรือหาข้อแก้ตัวก่อนจะกล่าวต่อไป“ข้ารับใช้ท่านหญิงั้แ่เด็ก ไม่เคยออกจากปราสาท”
“การพูดจาของเ้าบางครั้งก็ทำให้ข้าเคลือบแคลง แต่เ้าก็ไม่เคยอธิบายให้ชัดเสียที”
“ข้าก็พูดชัดเจนทุกคำแล้วท่านหญิงคิดมากเองต่างหาก”
การสนทนาของทั้งคู่ถูกขัดจังหวะเมื่อรถม้าหยุดลงคาร์ลมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าเห็นศาลาไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับธารน้ำตกใสคาร์ลเปิดประตูรถม้าจึงได้ยินเสียงสายน้ำจากที่สูงตกกระทบผิวน้ำเสียงดังจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นไกอัสะโลงจากรถม้าเดินนำทั้งคู่ขึ้นไปนั่งพักบนศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยมทหารยามที่เดินนำทางมาจึงหยุดยืนคุ้มกันอยู่หน้าทางเข้าศาลาไม้ส่วนไกอัสยืนคุ้มกันอยู่ห่างจากคาร์ลและแคเรนไปไม่ไกลนัก
แคเรนชะโงกหน้ามองผ่านช่องเปิดโล่งด้านหลังพนักพิงที่นั่งบนศาลาไม้ธารน้ำใสจนมองเห็นหินก้นลำธารมีคลื่นน้ำกระเพื่อมเหนือผิวน้ำเป็ระยะจากแรงไหลของน้ำตกเสียงนกร้องท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดผ่านทำให้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งแผ่กิ่งก้านอยู่เหนือศาลาไม้โบกสะบัดไปมา
คาร์ลมองดูท่านหญิงที่ท่าทางอารมณ์ดีในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก็อดถามขึ้นไม่ได้
“ท่านดูจะชอบใจกับข้างนอกมากกว่าในปราสาทนะ”
“ใช่สิได้เห็นสิ่งแปลกตามากมายนอกเหนือจากโคมไฟกับเฟอร์นิเจอร์ในปราสาทเป็ใครก็ต้องชอบใจมากกว่าอยู่แล้ว หรือเ้าอยากถูกขังในปราสาทมากกว่า”
“ข้าชอบอยู่ข้างท่านหญิงครับ”
“เ้าเป็พ่อบ้านก็ต้องพูดจาเอาใจข้าอยู่แล้วบางครั้งข้าก็แยกไม่ออกว่าเ้าพูดจริงหรือแค่เออออตามข้า”
คาร์ลหยิบกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำผึ้งออกมายื่นให้แคเรนแทนคำตอบ“ดื่มน้ำหน่อยเถอะครับ”
“จะปิดปากฉันล่ะสิ”
น้ำเสียงของแคเรนไม่สบอารมณ์นักแต่เธอก็รับกระบอกไม้ไผ่มาเมื่อเงยหน้าจะดื่มน้ำผึ้งสายตาก็พลันไปสะดุดเข้ากับร่างของไกอัสที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลเธอมองดูกระบอกน้ำในมือแล้วจึงหันไปคุยกับคาร์ล
“เรียกไกอัสมานั่งพักด้วยกันสิเขาน่าจะกระหายน้ำแย่แล้ว”
“เขาเป็ถึงบุตรชายของตระกูลองครักษ์แค่นี้ไม่เหนื่อยง่ายๆ หรอกครับ”
แคเรนลุกขึ้นยืนทำให้คาร์ลถอนหายใจคาร์ลเปลี่ยนเอากระบอกน้ำอันใหม่ให้เธอก่อนมองดูเธอเดินไปยื่นกระบอกน้ำอันนั้นให้ไกอัส
“ั้แ่เดินทางมาท่านก็แทบไม่พูดกับข้าสักคำ ข้าคิดว่าท่านอาจจะเหนื่อย”แคเรนกล่าวกับไกอัสในขณะที่มองดูเขารับกระบอกน้ำไป ั์ตาสีฟ้าครามสะท้อนความแปลกใจอยู่ในที
“ขอบคุณท่านหญิง”
“เ้าสองคนเนี่ยนะคนหนึ่งก็พูดหาความจริงไม่ได้ อีกคนก็ไม่พูดเลยสรุปว่าข้าจะคุยกับใครได้บ้างเนี่ย”
“ขออภัยด้วย”
“แล้วจะขออภัยทำไม”แคเรนกล่าวด้วยความงุนงง
“ปกติข้าถนัดแต่เื่ใช้อาวุธนิสัยอาจจะแข็งกร้าว ท่านหญิงคงไม่ชอบพูดคุยกับข้าหรอก”
แคเรนเดินหน้านิ่งกลับมานั่งที่เดิมคาร์ลเห็นเธอไม่พูดไม่จาก็ได้แต่ยิ้มขำแล้วกล่าวกับเธอ “เท่าที่ข้าเห็น นิสัยของตระกูลชาฟเวิร์นเป็แบบนี้มาั้แ่รุ่นพ่อแล้วแต่ไม่ใช่คนไม่ดีหรอกครับ”
“อย่างน้อยก็น่าจะพูดเล่นกันบ้างแบบนี้เหมือนเดินกับหุ่นเลย”
“เห็นแบบนี้แต่เื่ฝีมือการต่อสู้ไม่เป็รองใครตระกูลชาฟเวิร์นเป็ตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดและได้รับพลังจากองค์ราชินีมากที่สุดในบรรดาแปดตระกูล”
“เคยได้ยินว่าพลังในการควบคุมโลหะวิสทานัมของแต่ละตระกูลแตกต่างกันตอนนี้ข้าเคยเห็นกับตาแค่ของตระกูลเวนดีส ยังไม่เคยเห็นของตระกูลชาฟเวิร์นเลย”
“หากเดินทางกับเขาไปเรื่อยๆก็คงได้เห็นเองครับ แต่ตอนนี้ไกอัสยังไม่ได้ทำพันธะไอรอนบอนด์กับท่านหญิงอาจจะยังใช้พลังไม่ได้”
“นั่นสิถ้าไม่มีพลังจากสายเืของราชวงศ์ แล้วเกิดเจอมือสังหารจากกองทัพะ เขาจะรับมือได้มั้ยนะ”
“ท่านก็น่าจะเห็นฝีมือเขาแล้วตอนอยู่ที่ปราสาทเขารับมือได้หากจำนวนไม่มากเกินไป” คาร์ลตอบ“บางทีท่านอาจจะต้องทำสัญญากับเขาในอีกไม่นานนี้”
“ข้ายังไม่รู้เลยว่าตระกูลอีสตันบูลจะยอมทำพันธะไอรอนบอนด์กับข้าหรือเปล่าเมื่อครู่เ้าก็เห็น ขนาดทหารยามยังไม่ใคร่จะเกรงใจข้าเลย”
“ไม่แปลกหรอกครับพวกเขาภักดีต่อองค์ราชินีมาตลอด อยู่ๆ จะให้เปลี่ยนมาภักดีต่อท่านหญิงมันไม่ใช่เื่ที่จะทำได้ในทันทีท่านต้องทำให้เขาเชื่อถือให้ได้ถึงจะบรรลุหน้าที่”
แคเรนพยักหน้ารับรู้ในขณะที่ไกอัสเดินเข้ามาก่อนกล่าวกับทั้งคู่
“คนของตระกูลอีสตันบูลมาถึงแล้วเตรียมตัวไปที่คฤหาสน์เถอะครับ”