ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 165 ล่วงรู้ความลับ

            เมื่อฟังถึงตรงนี้ แม้คำพูดต่อท้ายไม่ได้พูดออกมาคนทั้งหมดตรงนั้นก็เข้าใจแจ่มแจ้ง

            ช่วงที่ผ่านมานี้สำนักเทียนซินและสำนักใหญ่อื่นๆปะทะกับเผ่าปีศาจอย่างกับน้ำและไฟ แต่ท่าทีของพรรคซิงหลัวออกจะแปลกไปเสียหน่อยที่แท้ก็เกี่ยวข้องกับเผ่าปีศาจนี่เอง

            ส่วนศิษย์หอจี๋เล่อที่ลอบฆ่าเขานั้นคงเป็นสายสืบของพรรคซิงหลัวแน่

            ที่เขารีบฆ่ามู่เซิงก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบก็เพราะว่ามู่เซิงจงใจพูดเสียงดังชัดเจน เกรงว่ารอบข้างจะมีคนอื่นอยู่หากได้ยินแล้วนำไปแจ้งกับสำนักเทียนซินและสำนักชิงเฉิง พรรคซิงหลัวคงตกที่นั่งลำบากแย่

            ดังนั้นเพื่อให้แผนใหญ่ของพรรคซิงหลัวสำเร็จลุล่วงศิษย์ทุกคนของพรรคเซียวเหยวและหอจี๋เล่อต้องตายหมด

            เมื่อศิษย์คนสุดท้ายของพรรคเซียวเหยวล้มลงละแวกนั้นก็เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น คนที่ตายไปไม่มีศพไหนที่หลงเหลือใบหน้าเค้าเดิม

            ตอนนี้เอง ก็มีคนชุดดำห้าคนปรากฏขึ้นข้างศพ

            คนชุดดำนั้นรูปร่างสูงใหญ่ สูงราวสองถึงสามเมตรได้ซิงสืออีที่แต่เดิมก็นับว่าสูงแล้ว อยู่กับพวกเขากลับกลายเป็นเล็กลงทันตา

            ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันไม่กี่คำ จู่ๆ คนชุดดำทั้งห้าก็นั่งลงข้างศพทั้งสิบเอ็ดมือดำคล้ำยื่นออกมาจากร่มผ้า คว้าศพร่างหนึ่งเข้าไปในชุดดำจากนั้นเสียงเคี้ยวกรุบกรับก็ดังตามมา ราวกับกำลังเคี้ยวกระดูก เลือดสดๆไหลหยดย้อยลงบนเท้าพวกมัน และยังมีแขนขาดหล่นออกมาจากชุดดำนั้นด้วย…

            “โอ้กกกก!!!”

            มีใครบางคนสะอิดสะเอียนจนอ้วกออกมา และคนนั้น…

            “ใคร!” ซิงสืออีสีหน้าเปลี่ยนชะงัดสายตาประกายคมกริบมองไปยังทิศทางที่มีเสียงอ้วก

            ทิศทางนั้นบังเอิญคือทิศที่หลิงเซียวกับโหยวเสี่ยวโม่อยู่พอดีและคนที่อ้วกก็คือโหยวเสี่ยวโม่ คนชุดดำที่แทะกินร่างศพนั้นต่อหน้าต่อตาทำเขาสยองจนอ้วก ‘ไม่ง่ายเลย’ กว่าที่เขาจะปรับตัวกับภาพนองเลือดได้

            คนที่ได้ยินเสียงไม่ใช่เพียงซิงสืออีแต่รวมไปถึงคนชุดดำทั้งห้าด้วย หยุดกินชะงักบางตัวที่กำลังกินได้ครึ่งเดียวก็โยนร่างครึ่งท่อนทิ้ง

            ศพบางรายถูกกินครึ่งท่อนบน บางรายครึ่งท่อนล่างมีอีกที่เหลือเพียงแขนขาสี่ข้าง…

            สภาพน่าสยดสยอง เลือดนองหยดติ๋งๆ สะอิดสะเอียนได้ใจลำไส้ใหญ่ขาวโพลน ไหนจะก้อนสมอง ไหลออกมากองเต็ม กระนั้นแล้ว…

            “โอ้กกก…!!” โหยวเสี่ยวโม่กลั้นไม่ไหวอีกต่อไปกระเพาะที่ว่างเปล่าอ้วกออกมาเป็นน้ำกรดแทน

            เมื่อเขาส่งเสียงซิงสืออีและพรรคพวกก็แน่ใจตำแหน่งของพวกเขาทันทีและหาหลิงเซียวกับโหยวเสี่ยวโม่เจอในเวลาอันรวดเร็ว หลิงเซียวเห็นว่าถูกพวกเขาหาเจอแล้วจึงไม่ได้หลบซ่อนต่อ อุ้มโหยวเสี่ยวโม่ที่อาเจียนไม่หยุดไปพิงอยู่ตรงเถาวัลย์กิ่งใหญ่

            ใบหน้าของหลิงเซียว พรรคพวกซิงสืออีนั้นรู้จักดี เมื่อเห็นเขาท่าทีของซิงสืออีก็ฉงนขึ้นมา “หลินเซียวแห่งสำนักเทียนซิน?” พูดจบ สายตาคู่นั้นรีบสำรวจรอบข้างเพื่อดูว่ามีคนซ่อนตัวอยู่อีกบ้าง

            แต่ที่ทำให้เขาแปลกใจคือ นอกจากพวกเขาสองคนเขาไม่เห็นใครอื่นใดอีก ดูท่าแล้ว ละแวกนี้คงมีเพียงพวกเขาแค่สองคนแต่ซิงสืออีก็ไม่ได้โล่งใจเสียทีเดียวจ้องมองหลิงเซียวและโหยวเสี่ยวโม่ด้วยสายตาหวาดระแวง ทั้งยังแฝงไปด้วยความชั่วร้าย

            หลิงเซียวปรายตามองพวกเขาท่าทียิ้มเยาะพรรคซิงหลัวกับเผ่าปีศาจสมคบคิดกัน? นี่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจมากทีเดียว

            แต่เมื่อคิดถึงการกระทำของพรรคซิงหลัวหลังๆ มานี้ก็ชัดเจนว่ามีลับลมคมในอยู่ พรรคซิงหลัวนั้นมีความเป็นไปได้ว่าจะร่วมมือกับเผ่าปีศาจเดิมทีเขาตั้งใจว่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่เสียดายที่ไม่เป็นไปตามแผน

            แล้วหลิงเซียวก็ก้มลงมองโหยวเสี่ยวโม่ที่ยังอาเจียนไม่หยุดพร้อมลูบหลังเขาเบาๆ “ศิษย์น้องเล็กไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?”

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ตอบเขา เพียงแต่ยื่นมือมาหน้าเขา แล้วดึงเสื้อดูเหมือนว่าเขาไม่เป็นอะไรรึ? พระเจ้า เขาพึ่งจะเคยเห็นตัวประหลาดกินคนเป็นครั้งแรกนะ

            แน่นอนว่า เขาไม่ได้พึ่งเคยเห็นภาพนองเลือดเป็นหนแรกก่อนหน้านี้ที่ทุ่งกว้างเมืองฮุยจี๋ ก็เคยมีภาพแบบนี้เกิดขึ้นตอนนั้นเขาเองก็ตกใจไม่น้อย แต่นั่นใช้เวลาเพียงน้อยนิด และไม่มีตัวประหลาดกินคน

            แม้ชาติที่แล้วเขาจะดูหนังสยองขวัญมาเยอะในนั้นก็พอมีพวกกินคนอยู่บ้าง แต่นั่นเป็นเพียงการแสดง แล้วยังกั้นด้วยกระจกอีกชั้นรู้อยู่แก่ใจว่ามันปลอม เขาจะไปเคยเชยชมภาพจริงแบบนี้ตอนไหนกัน? ทั้งยังคนแสดงจริงสร้างความช็อกกับเขามากทีเดียว เขาไม่อาเจียนทั้งกระเพาะออกมาก็บุญแล้ว

            หลิงเซียวยิ้มตาพริ้มเอ่ยกับเขา “ชินแล้วก็ดีขึ้นเอง”

            ชินน้องแกสิ! โหยวเสี่ยวโม่เหลือกตามองบน คำนี้อีกแล้ว

            “หลินเซียวยอดคนแห่งสำนักเทียนซินกลับมาอยู่นี่ลำพังคนเดียว? ฮ่าๆๆ ถือว่าเจ้าโชคไม่ดี เห็นทีวันนี้จะมีลาภก้อนใหญ่ ข้าเจ้าซะสำนักเทียนซินก็เท่ากับเสียแขนไปข้างหนึ่ง เชื่อว่าท่านประมุขกับนายน้อยคงพอใจแน่”

            ซิงสืออีสำรวจอยู่นาน ในที่สุดก็แน่ใจว่าละแวกนี้มีเพียงพวกเขาไม่มีศิษย์สำนักเทียนซินคนอื่นอยู่แล้ว ถึงหัวเราะได้ใจออกมาแววตาชั่วร้ายเผยออกมา ราวกับกำลังเห็นภาพเจ้าสำนักตกรางวัลอย่างงามให้เขาอยู่

            อย่างที่รู้แม้หลินเซียวแห่งสำนักเทียนซินจะมีพลังแค่ชั้นดวงดาวสองดาว แต่ปีนี้เขาอายุเพียงสามสิบปีอายุใกล้เคียงกับลั่วซูเหอแห่งสำนักชิงเฉิง คนทั่วไปอายุรุ่นนี้มีน้อยนักที่จะไต่ถึงชั้นดวงดาว อย่างเช่นนายน้อยของพวกเขา ซิงเทียนเสีย

            นายน้อยของพรรคซิงหลัวอายุสี่สิบเอ็ดปีแล้วพลังของเขาเหนือกว่าหลินเซียวและลั่วซูเหอแค่สองดาว

            แต่ว่า ตอนที่นายน้อยอายุสามสิบพลังของเขาเป็นเพียงดวงดาวหนึ่งดาว แม้ต่ำกว่าทั้งสองหนึ่งดาวแต่นายน้อยผู้ยโสรู้สึกว่านี่เป็นความน่าละอาย ดังนั้นจึงมองพวกเขาเป็นศัตรูมาตลอด

            ประมุขของพวกเขาก็เห็นว่าหากปล่อยหลินเซียวกับลั่วซูเหอไว้แบบนี้สักวันคงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของพรรคซิงหลัวแน่ดังนั้นจึงออกคำสั่งไว้นานแล้วว่าแดนสวรรค์วิมานเปิดขึ้นหนนี้ หากสบโอกาสจะฆ่าทั้งสองคนให้จงได้

            ซิงสืออีคิดไม่ถึงว่า เขายังไม่ทันไปเสาะหาทั้งสองคนหนึ่งในนั้นก็กลับถวายตัวมาให้ถึงที่ อีกทั้งข้างกายหลินเซียวก็มีแค่คนเดียวทั้งยังเป็นนักหลอมโอสถตัวเล็กที่จะเป็นตัวถ่วงซะเปล่าๆนี่ไม่เท่ากับสวรรค์กำลังช่วยเหลือเขาอยู่หรือ?

            “ซิงสืออี ข้าจะเอาศพของหลินเซียว”

            ขณะนี้เอง หนึ่งในคนชุดดำทั้งห้าก็เอ่ยขึ้น

            เสียงของปีศาจตนนี้แหบพร่า คล้ายเสียงเครื่องจักรขึ้นสนิมที่พยายามขับเคลื่อนแฝงเร้นไปด้วยความดีใจอย่างอดใจรอไม่ไหว เหมือนว่าหลินเซียวเป็นสิ่งของชิ้นหนึ่งเสียอย่างนั้น

            ซิงสืออีหัวเราะลั่นทันที “ไม่มีปัญหา แต่หัวของเขาข้าต้องหิ้วกลับไปให้นายน้อยของข้าหากเขารู้ว่าหลินเซียวตายแล้ว ต้องดีใจเป็นอย่างมากแน่”

            “ถ้างั้น เจ้าจะลงมือเอง หรือให้คนของข้าลงมือ?” คนชุดดำหัวเราะในลำคอ

            “ข้าเอง กะอีแค่พลังชั้นดวงดาวสองดาวข้าใช้นิ้วเดียวก็เอามันอยู่แล้ว” ซิงสืออีเอ่ยขึ้นด้วยความลำพองดวงตาส่อแววสังหาร ยกแขนขวาแล้วแกว่งดาบใหญ่ในมือ พร้อมกับสะบัดเลือดบนดาบออก

            ขณะนั้นเอง หลิงเซียวที่คอยปลอบโหยวเสี่ยวโม่ก็ค่อยๆหัวเราะขึ้น

            เสียงหัวเราะของหลิงเซียวปนไปด้วยความอึดอัดใจแต่ที่คนอื่นได้ยินนั้น กลับน่าประหลาดใจมากกว่า คนทั่วไปหากอยู่ภายใต้ความกดดันของชั้นเชิงพลังแบบนี้ก็ต้องรีบหนีถึงจะถูก แต่พวกเขาไม่ได้หนียิ่งไปกว่านั้นคือไม่มีทีท่าหวาดกลัวแต่อย่างใด

            พรรคพวกซิงสืออีในที่สุดก็เริ่มรู้สึกถึงความขัดแย้งนี้ “เจ้าหัวเราะอะไร?”

            หลิงเซียวค่อยๆ เบาเสียงหัวเราะลง มองซิงสืออีท่าทางนึกสนุกจากนั้นก้มลงมองโหยวเสี่ยวโม่ที่จวนจะอาเจียนเสร็จมือหนึ่งลูบผมนุ่มลื่นของเขาแล้วหัวเราะ “ศิษย์น้องเล็กแม้ว่าศิษย์พี่จะรู้ลึกและเข้าใจเรื่องที่เจ้าพึ่งจะเคยเจอภาพสยดสยองเช่นนี้แต่เจ้าก็เห็นแล้วว่าพวกเขาล่วงรู้ความลับของพวกเราเข้า ดังนั้นศิษย์พี่ ‘จำใจ’ ต้องฆ่าพวกเขาต่อหน้าเจ้าเจ้าต้องเข้าใจศิษย์พี่นะ!”

            โหยวเสี่ยวโม่กลอกตาบนใส่เขาทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคนพวกนี้รู้ความลับอะไรของพวกเขา? พูดมาสวยหรู ก็แค่อยากฆ่าคน ทำเป็นหาข้ออ้างอะไรมากมาย

            หลายวันติดต่อกันที่ต้องเจอภาพนองเลือดน่าสลดบวกกับวันนี้ที่ต้องเจอความสยดสยองนี้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางของโรคจิตอย่างขัดขืนไม่ได้ตอนนี้เขากระจ่างถึงคติข้อหนึ่งที่ว่า โลกนี้ไม่มีอะไรน่าสยดสยองที่สุดมีแต่ที่น่าสยดสยองมากกว่าต่างหาก!

            แต่ว่า พวกซิงสืออีที่ได้ยินหลิงเซียวพูดเช่นนี้กลับรู้สึกว่ากำลังได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก

            หลินเซียวคิดว่าลำพังตัวเองจะฆ่าคนทั้งหมดนี่ได้? นี่มันตลกสิ้นดีอีกอย่างเขาคำนวณจุดยืนของตัวเองผิดไปรึเปล่า คนที่กำลังจะถูกฆ่าปิดปากคือพวกเขาถึงจะถูก

            หลินเซียวล่วงรู้ความลับของพวกเขารู้ว่าพรรคซิงหลัวสมคบคิดกับเผ่าปีศาจเพราะงั้นไม่ว่ายังไงพวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยเขากับนักหลอมโอสถนี่ไปแน่

            หลิงเซียวลุกขึ้น ลูบหัวเขาแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ศิษย์น้องเล็ก เจ้าอ้วกไปก่อนรอเจ้าอ้วกเสร็จ ข้าก็คงเก็บพวกเขาเสร็จพอดี”

            โหยวเสี่ยวโม่พูดไม่ออก ได้แต่เหลือกตาตอบเขาไปเขาคิดได้ว่าความโหดของหลิงเซียวไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด

            จากนั้นเขาก็โดดลงจากเถาวัลย์ ชุดขาวปลิวไสวตามลมมุมปากยิ้มกริ่ม ดูสง่างามเช่นคุณชาย ใครจะคิดล่ะว่า เขาในตอนนี้คือกำลังจะไปฆ่าคน

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน