ตอนที่ 7 ภายนอกหมู่บ้านซาน
ภายนอกหมู่บ้านซาน สายฝนลงอย่างหนักในทุกทิศทาง,
ลมหนาวเย็นสั่นคลอน,
และความมืดกลางคืน นั้นทำให้รู้สึกถึงความเงียบสงบของสภาพแวดล้อมนี้อย่างชัดเจน.
ทั้งหนาวเย็นจับใจ
เหล่าผู้คนต่างหลับใหล ไม่เว้นแม้แต่ทหารยามห้าคนที่นั่งเฝ้าประตูด้านหน้า
นั่งหลับอย่างสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นที่ว่า เวลานี้มีความปลอดภัย
นั้นทำให้พวกเขาสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ.
ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในหมู่บ้านนี้เป็กลุ่มชายวัยกลางคน มีจำนวนไม่เกิน 120 คน
สำหรับหน้าประตูหมู่บ้านแบ่งรอบการเฝ้าระวังภายนอกหน้าประตู
ใน่เวลาหลังเที่ยงคืนนี้ทหาร 5 คน จะเป็ผู้เฝ้าระวังที่ประตูหน้า.
พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบผู้เข้าออก และรักษาการเคลื่อนไหวที่เข้ามาในหมู่บ้าน.
่เช้าถึงเย็น 10 คน
่เย็นถึงเที่ยงคืน 7 คน
และรอบเที่ยงคืนถึงเช้าอีก 5 คน
ส่วนที่เหลือจะแบ่งกำลังเฝ้าระวังตามพื้นที่สำคัญต่างๆ ภายในหมู่บ้าน
โดยแบ่งรอบตามเวลาทำงานแบบนี้เช่นกัน ต่างกันเพียงหน้าที่รับผิดชอบเท่านั้น
ซึ่งการแบ่งทีมเฝ้าระวังตามพื้นที่สำคัญภายในหมู่บ้าน เป็เครื่องมือที่ดีเพื่อรักษาความปลอดภัย.
แบ่งระหว่างทีมที่มีหน้าที่ใกล้เคียงกัน จะช่วยให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน.
นอกจากนี้, การแก้ไขหน้าที่ของทีมเฝ้าระวังในแต่ละรอบเวลาให้เป็มิตรต่อกัน และตรงไปตรงมา, จะช่วยให้ความเข้าใจและการทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.
หมู่บ้านซาน, ที่มีกำแพงดินที่สร้างไว้เป็รูปทรงสี่เหลี่ยมล้อมรอบ,
บรรยากาศของคืนนั้นกลายเป็ภาพที่น่ากลัว
เนื่องจาก. ขณะที่สายฝนตกอย่างหนักและทำให้ท้องฟ้ามืด,
เงาของหมาป่าวิ่งนำหน้ากลุ่มของคนห้าคนที่กำลังวิ่งออกมาจากหมู่บ้าน.
ด้วยวิธีการดมกลิ่นที่พิเศษของหมาป่าจิติญญาทำให้พวกเขาปลอดภัย
ทั้งกลุ่มวิ่งมากลางสายฝนเพื่อออกมาจากมุมหนึ่งของกำแพงดินที่กั้นเป็รั้วกำแพงรอบหมู่บ้านซาน
พวกเขาออกมาจากจุดรอยแตกขนาดใหญ่ของกำแพงดินที่กำลังรองบประมาณซ่อมแซม
พวกเขามีลักษณะเป็เงาคนที่กำลังวิ่งออกมาจากมุมหนึ่งของกำแพงดิน ที่มีประตูเดียวเพื่อเข้าออก.
ภาพเหล่านี้เป็ที่น่าสะพรึงกลัว เนื่องจากมีเงาคนห้าคนที่ดำเนินการอย่างรีบเร่งเหมือนภูตผี,
มีเงาของหมาป่าตัวใหญ่ที่ะโตัวลงมาก่อน เพิ่มความน่ากลัวในความมืด.
จากกำแพงดินที่เป็รั้ว, พวกเขาออกมาจากจุดรอยแตกขนาดใหญ่, ที่เป็จุดที่ถูกซ่อมแซมที่รอทำใหม่
"รอยแตกขนาดใหญ่" นั่นไม่ใช่ทางที่สบายๆ
แต่เป็ช่องรอยแตกที่แยกออกมา
แม้สภาพอากาศจะเย็นเพียงใดแต่สภาพจิตใจของเงาเ่าั้ล้วนร้อนดังถูกไฟเผา
เมื่อมาถึงจุดที่ปลอดภัย เป็ทุ่งหญ้าริมแม่น้ำนอกหมู่บ้าน
ฝนเริ่มหยุดตก เหลือเพียงลมหนาว
เงาแรกหมาป่าจิติญญาได้หยุดวิ่ง มันเริ่มดมกลิ่นรอบตัว
เมื่อพบว่าไร้คนจากหมู่บ้านติดตาม มันจึงสลายหายไป
กลางคืนคือ่เวลาที่เต็มไปด้วยความเงียบสงบและความมืด,
หลังฝนหยุดตกทำให้แสงแห่งดาวเป็จุดสว่างเดียวที่สามารถเห็นได้ในท้องฟ้า.
เมื่อเงยหน้ามองไปที่ดาว, สิ่งนี้ส่งผลให้รู้สึกถึงความเหงาอันลึกลับของภาพที่ไร้ชีวิต
ต้นไม้ที่ร่วมกับสายลมพัดลงเบาๆ กับน้ำฝนที่ถูกแช่,
แต่ก็ส่งเสียงสั่นเพลิดเพลินใจ.
ภาพลวดลายของน้ำฝนบนใบไม้ ทำให้ทุกสิ่งดูเหมือนเป็โลกของภาพวาดที่งดงามในเวลากลางคืน.
แม้จะมีเหตุการณ์ในรอบหมู่บ้านที่ทำให้มีความตื่นเต้น
ในขณะที่ปนเปไปกับความเงียบสงบในเวลานี้ของคืนที่มืดมิด,
สายฝนที่ตกลงมาเหมือนน้ำพรายอ่อนนุ่มที่ปกคลุมดินได้หยุดลง,
หยุดลงอย่างนุ่มนวลและสงบ.
ถึงแม้ว่าจะหนาวเย็น, แต่ภาพนี้ก็เติมเต็มด้วยความสงบที่ซ่อนอยู่ในความมืด.
คนนำขบวนเ้าของจิติญญาหมาป่า หันหน้ากลับมาพูดคุย
หยู่ฉ่างพูดขึ้น “พวกเราคงมาส่งได้ถึงเพียงตรงนี้ หวังว่าพวกท่านจะปลอดภัย”
***
จากนั้นหยู่ฉ่างฮูหยินพูดเสริมด้วยคำพูดอันอ่อนโยน
“โปรดรับห่อผ้า นี้เป็เสบียงอาหาร ยาสมุนไพร เสื้อผ้า กับเงินนิดหน่อย ที่ข้าได้เตรียมไว้ให้พวกท่านเดินทาง”
แม้นางจะไม่ได้สวยโดดเด่น แถมรูปร่างอวบ แต่ความใจดีของนางโด่งดังได้รับการยกย่องทั่วหมู่บ้าน.
ทุกครั้งที่สามีนางได้เนื้อกวาง, เนื้อหมู, หรือเนื้อไก่, นางมักจะนำมาแบ่งให้เพื่อนบ้านทุกคน. เสมอ
***
เซียงหยุนเดินเข้ามารับห่อผ้าสีเทาห่อใหญ่ ซึ่งเป็ ห่อผ้าที่ทำมาจากผ้ากันฝน
เซียงหยุนในสภาพเนื้อตัวที่เปียกชุ่ม
เขาได้ัักลิ่นของขนมปังจึงเปิดห่อผ้าและหยิบขนมปังออกมากินทันที
"ขอบคุณครับ หยู่ฉ่างฮูหยิน" เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณด้วยท่าทางใสซื่อน่าเอ็นดู
สองมือประสานแสดงท่าทำความเคารพตามวัฒนธรรมของหมู่บ้าน
***
เสียงเล็กสดใสเสียงหนึ่งดังขึ้น พูดขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"เซียงหยุน ข้าอยากหลบหนีไปพร้อมเ้า และข้าก็ไม่อยากเจอหน้าอ้วนๆ ซานมิ่งอีกแล้ว "
หยู่หนิงเริ่มพูดขึ้นด้วยน้ำตา เธอเล่าถึงความกลัว
นางคาดเดาว่าถ้าอยู่หมู่บ้านนี้ต่อไปนางคงจะถูกบังคับให้แต่งงานกับซานมิ่งเป็แน่
อนาคตเธอจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงนั้น.
***
เซียงหยุนสังเกตน้ำตาที่ปรากฏบนใบหน้าของเพื่อนสนิทและรับฟังคำพูดอย่าง "เข้าใจ,
หยู่หนิง. เราจะหาทางหลบหนีไปพร้อมกัน เข้าสู่โลกที่อิสระจากกองกำลังที่น่ากลัวในหมู่บ้านนี้."
เซียงหยุนตอบด้วยเสียงที่สง่างาม และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเพื่อน.
****
หยู่หนิงพูดอย่างเต็มไปด้วยความกังวลและความสุภาพ.
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอโทษ...ที่ต่อไปหยู่หนิงไม่ได้อยู่ช่วยงานพวกท่าน
ข้าขอออกเดินทางไปพร้อมกับเซียงหยุน ท่านตาเซียงซื่อ และกิ่งก่าน้อย"
นางมองพ่อแม่ของนางด้วยน้ำตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น,
แสดงถึงความรักและความเคารพที่นางมีต่อพวกเขา.
****
หยู่ฉ่างฮูหยินเข้าสวมกอดลูกสาวด้วยความอบอุ่น
"หยู่หนิง, เ้าโตแล้ว. พ่อแม่คงเคารพการตัดสินใจของเ้า.
แต่้าให้เ้ากลับมาเยี่ยมบ้านบ้างนะ."
***
เสียงตาแก่ดังขึ้น
"พวกเ้าไม่ถามข้าสักคำว่าจะให้หยู่หนิงไปด้วยไหม
เอาเถอะข้าสัญญาว่าจะดูแลนางอย่างดีให้เหมือนหลานสาวแท้ๆ"
เซียงซื่อแอบมีรอยยิ้มและมองไปที่เซียงหยุน
ส่วนกิ้งก่าน้อย (หิมะขาว) ทำหน้าเศร้าที่ต้องลาจากผัวเมียตระกูลหนิง
เหมือนมันจะรับรู้ได้ว่านี่อาจจะเป็การลาจากกันชั่วนิรันดร์
*******************
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี
"พระอาทิตย์ใกล้จะขึ้น พวกเราคงต้องแยกย้ายกันได้แล้ว
เส้นทางลงเขามีทั้งหมด 10 เส้นทาง
ข้าเซียงซื่อจะเลือกใช้เส้นทางที่ 7 สั้นที่สุดและอันตรายมากที่สุดเพื่อหลบหนี
เส้นทางนี้ไม่มีนักเดินทางหรือพ่อค้าผ่านมานานแล้ว" "พวกเราเดินทาง" เซียงซื่อออกคำสั่งกับหลานๆ
***
ระหว่างที่ทั้งสามคนเดินแยกตัวออกมา
เด็กทั้งสองถามเป็เสียงเดียวกัน "ท่านตาพวกเราจะเดินทางไปที่ไหนกัน???"
เซียงหยุนและหยู่หนิงถามขึ้นด้วยความสงสัยระหว่างทางเดินลงจากหุบเขาลี้ลับ
***
เซียงซื่อหันไปทางหนึ่งที่ดูเป็เส้นทางหลัก พร้อมทั้งส่งมอบแผนที่ให้กับหยู่หนิงและเซียงหยุน "
เราจะเลือกเส้นทางนี้ เป็ทางที่สั้นและดูเหมาะสมที่สุด"
คำตอบของเซียงซื่อบอกถึงความมั่นใจของเขาในการเลือกเส้นทางนั้น
เซียงซื่อยิ้มที่ใบหน้าพร้อมจะเล่าสิ่งที่ตนเองคิดไว้อย่างจริงจัง
"ข้าวางแผนจะพาพวกเ้าออกไปดูโลกภายนอก ไม่ใช่หมู่บ้านแต่ต้องเป็เมือง
ค้นหาเมืองที่ดีและสงบเพียงพอให้พวกเ้าได้เรียนรู้ตำราวิชาการต่างๆ
ทั้งวิชาแพทย์ วิชาดาบ วิชาดาราศาสตร์ วิชาพฤกษศาสตร์ ฯลฯ
เติบโตเป็ผู้ใหญ่ที่ดีมีความสามารถในอนาคต"
ระหว่างเดินลงเขาไปเรื่อยๆเซียงซื่อมองหลานทั้งสอง
แล้วพูดขึ้น "ข้ายินดีที่จะสอนสิ่งต่างๆ ในโลกใหม่นี้ให้พวกเ้า"
เสียงพูดของเซียงซื่อเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจและความลับอีกมาก "
ข้าเชื่อว่าการเดินทางนี้จะเป็ทางที่ให้พวกเ้าได้ััประสบการณ์ที่น่าจดจำและมีประโยชน์"
เซียงซื่อมองไปที่หยู่หนิงด้วยความคล้ายคลึงแห่งความห่วงใย ที่ต้องจากพ่อแม่"
และหากพวกเ้า้าความช่วยเหลือในการเรียนรู้ทุกอย่าง ข้าก็จะเป็ผู้ช่วยเสมอ"
เซียงซื่อจึงเริ่มอธิบาย
"ข้าจะอธิบายตำแหน่งที่พวกเราอยู่คือบริเวณริมขอบรอบนอกของหมู่บ้านซาน
ที่นี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหุบเขาลี้ลับในเขตปกครองซินเจียง
ข้าจะเริ่มต้นพาพวกเราไปเมืองใกล้ๆ นี่ ชื่อเมืองอัตลัดเป็เมืองที่มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 3000 คน
และนักท่องเที่ยวประมาณ 1000 คน มีหมู่บ้านในการดูแล 30 หมู่บ้าน
นั้นรวมถึงหมู่บ้านซานแห่งหุบเขาลี้ลับของเราด้วย
แม้ผู้นำฯซานจะปกครองแบบผู้นำเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
แต่มันก็ยังส่งเนื้อสัตว์ แร่เหล็ก และแร่อื่นๆ ที่พวกมันขุดค้นพบบางส่วนมองให้เ้าเมืองอัตลัด"
"ทำนองนั้น เมืองอัตลัดนี้ถูกตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และการค้า
หวังว่าเราจะได้รับการต้อนรับที่ดีจากชาวเมือง"
หลานรักข้าจะอธิบายให้เ้าได้ฟังต่อ
เหมือนกับที่เ้าได้อ่านในตำราที่หอสมุด
"สำหรับโลกเรามี 4 เขตปกครอง หรือ คือ 4 ขั้วอำนาจ
ดังนี้ ซินเจียงทางเหนือ เจียงซีทางใต้ กานซู่ทางตะวันตก อานฮุยทางตะวันออก
แต่ละเขตปกครองก็มีเมืองที่ขึ้นตรงนับสิบเมือง
เป็ขุมกำลังที่ต่อสู้แย่งชิงดินแดนกันมาตลอด" เซียงซื่อเล่าเื่ไปก็เอามือไปหยิบดาบจากด้านหลัง
ด้านหลังของเซียงซื่อมีดาบอยู่สองเล่มสีเงินและสีทอง
"เซียงหยุน หยู่หนิง พวกเ้าต้องมีอาวุธไว้ป้องกันตัว เอาดาบนี้ไป"
เซียงซื่อโยนดาบทั้งสองเล่มให้กับหลานชายหลานสาวเก็บไว้
เมื่อเซียงหยุนรับดาบทองก็จำได้ทันทีว่านี่ว่าดาบที่ตนถืออยู่ในมือคือดาบประจำตระกูลซาน
***********
เซียงหยุนเริ่มมีสีหน้าสงสัย "ท่านเอาดาบเล่มนี้มาได้ยังไง"
********
เซียงซื่อยิ้มแล้วตอบด้วยท่าทางสบายๆ
"ในเมื่อพวกมันกล่าวหาว่าเ้าเป็คนขโมยดาบ
และยังออกประกาศจะจับเ้าขังคุก
ข้าเซียงซื่อก็จัดการทำให้ดาบของพวกมันถูกขโมยไปจริงๆ ก็เท่านั้น
ดาบเล่มนี้มีความสำคัญอันยิ่งในประวัติศาสตร์ มันไม่เพียงเป็อาวุธเท่านั้น
แต่ยังเป็สัญลักษณ์ของดินแดนที่ปกครองอยู่ "
จากนั้นตาเฒ่าก็นิ่งเงียบไป เหมือนมีเื่ราวในใจ
เซียงซื่อพูดพร้อมแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
"จริงๆ ข้าเซียงซื่อเห็นกับตาตัวเองว่าเ้าเด็กซานมิ่งกับจี้กุน เอาดาบนั้นมาซ่อนในบ้านของเรา
ระหว่างที่พวกมันเดินเข้ามาในบ้าน ข้าเซียงซื่อก็คิดว่าเป็ขโมยจึงหลบออกมาทางหน้าต่าง
และคอยมองดูพฤติกรรมของพวกมันอย่างเงียบๆ
แต่ถึงข้าจะพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ในเมื่อพวกมันเป็ลูกหลานผู้นำหมู่บ้านฯ"
"หลังจากที่เ้าเด็กทั้งคู่ออกไปจากบ้าน ข้าจึงรีบเข้าไปดูว่าพวกมันเอาอะไรมาเก็บไว้
ปรากฏว่ามันคือดาบประจำตระกูลซาน
ไม่ทันที่ข้าจะได้วางแผนการใดๆ เพื่อจะแก้ปัญหา เสียงฝีเท้าของพวกทหารหลายคนก็ดังขึ้น
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วเหมือนเตรียมการกันมา
ทางเดียวที่ข้าคิดได้คือหลบออกมาซ่อนตัวก่อน"
เซียงซื่อเริ่มใส่อารมณ์ ขณะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ...
"พอเหล่าทหารออกไปกันหมด ในหัวข้าคิดทันทีว่าต้องหาทางช่วยเ้าให้ได้เซียงหยุน"
***
ทั้งสามยังไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกกองทหารหมู่บ้านตามล่า
พูดคุยเดินลงเขากันอย่างสนุกสนาน ...
"หยู่ฉางบอกข้าว่าเ้าและข้าคงอยู่หมู่บ้านซานไม่ได้อีกแล้ว ควรหลบหนี
ข้าจึงไปเก็บของใช้จำเป็ในบ้าน และเดินทางไปกับหยู่ฉางเพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านซือเป่า"
"ดังนั้นหลังจากที่ข้าได้กุญแจห้องขังและกุญแจโซ่ตรวนจากท่านซือเป่า
ข้าก็ตรงมาที่คุกใต้ดินทันที ระหว่างทางที่จะมาช่วยเ้าข้าผ่านบ้านผู้นำซานฯ
จึงหยุดแวะคิดว่าน่าจะเอาดาบที่ก่อปัญหาไปด้วย
ยังไงเ้าก็โดนคนทั้งหมู่บ้านฯตำหนิว่าเป็ขโมยไปแล้ว"
เซียงซื่อรู้สึกสะใจกับการได้ขโมยดาบเล่มนี้ออกมาจากหมู่บ้าน
ระหว่างที่พวกเขาทั้งสามกำลังเดินพูดคุยและเล่าเื่ราวต่างๆ นั้น
พวกเขาไม่รู้เลยว่า เกิดเื่กับ หยู่ฉ่าง และหยู่ฉ่างฮูหยิน
หลังจากที่แยกจากกันไม่นานระหว่างทางกลับเข้าเมือง ที่กำลังปีนกำแพงกลับเข้าเมือง
อีกฝั่งนั้น ทั้งสองโชคร้าย ทั้งสองได้พบเจอผู้าุโที่สอง ผู้ที่ถือครองจิติญญาค้างคาวดำ กับกองทหารประมาณ 50 คนพร้อมอาวุธครบมือรอจับอยู่
เนื่องจาก เหล่าทหารเพิ่งรายงานให้ ผู้าุโสองทราบถึงการแหกคุกของเซียงหยุน
ใน่เช้ามืดของวันใหม่ แม้หมาป่าจิติญญาจะเก่งในเื่การดมกลิ่น
แต่ก็ไม่อาจจะหนีพ้นคลื่นรัศมีค้างคาวที่ตามจับ อยู่บริเวณกำแพงเมือง
ทั้งสองจึงได้ถูกจับตัวมัดตัวเข้าคุกรอการตัดสินโทษ
*******************************
หยู่หนิงถามขึ้นด้วยรอยยิ้มหวานๆ ปนสงสัย
"ท่านตา ท่านรู้ได้ยังไงว่าดาบวางอยู่ตรงไหน"
****
เซียงซื่อตอบกลับ "ข้าเซียงซื่อทำงานที่บ้านผู้นำซานฯมานาน เข้าออกเพื่อจัดแต่งต้นไม้ดอกไม้ภายในบ้านอยู่เป็ประจำ ย่อมรู้ดีว่าดาบจัดวางไว้ตรงไหน"
เซียงซื่อพร้อมมองกลับมาที่เซียงหยุนหลานชาย
เห็นเซียงหยุนหลานชายกำลังจับดาบเพื่อสำรวจดาบเล่มนี้อย่างละเอียด
***********
เซียงหยุนรู้สึกดีใจและยกมือแสดงความขอบคุณเซียงซื่อ "ข้าขอขอบคุณท่านตา"
**********
เซียงซื่อยิ้มรับแล้วกล่าว: " จากความรู้ของตา
ดาบเงินคือสมบัติระดับแผ่นดินเป็ดาบของตามาั้แ่ยังเด็ก
ส่วนของเ้าหลานชายนี้คือดาบทองที่เชื่อมโยงเรากับตำนานและภูมิปัญญาที่สืบทอดมามากมาย แม้ไม่รู้แหล่งกำเนิด "
แต่ เมื่อเ้าจับดาบขึ้นมาอย่างโปร่งใส และมีวิชาที่ควรรู้
เ้าจะสามารถป้องกันบ้านเมืองจากโลกที่มืดมิดได้ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่
เสียดายที่สิ่งล้ำค่านี้ กลับตกมาอยู่ในมือคนโง่ ตระกูลคนโง่ อย่างตระกูลซาน
ซึ่งมันไม่รู้คุ้นค่าที่แท้จริงของดาบเล่มนี้ เอาดาบสีทองมาเป็เพียงสัญลักษณ์ประจำตระกูล.
เซียงหยุนหลานชายกับหยู่หนิงทั้งสองเดินไปฟังไปอย่างสนใจ,
***********
เื่ราวของดาบทองก็เริ่มคลี่คลายขึ้นมาเล็กน้อย เซียงหยุนเปลี่ยนมาเหน็บดาบมัดเอาไว้ที่เอวด้านหน้าใกล้กับถุงน้ำ
(ดาบทองคำ ถูกเซียงหยุนเปลี่ยนชื่อเป็ ดาบตัดฟ้า)
เซียงหยุน มองที่ดาบและกล่าวขึ้น "สำหรับดาบเล่มนี้ข้าจะตั้งชื่อมันใหม่ว่า ดาบตัดฟ้า และจะเป็ดาบประจำตัวข้าตลอดไป"
******
เซียงซื่อยิ้มยืนยัน: "ดาบตัดฟ้า เสียงนามที่สวยงามและมีน้ำหนักความหมายที่ลึกซึ้ง ดีมากเลยทีเดียว"
เมื่อเขาพูดจบ, เสียงเตือนจากจิติญญากิ้งกาน้อยที่อยู่ในกระเป๋าตาเฒ่าดังขึ้นมา,
ตาเฒ่าจึงรีบเร่งให้หลานเดินทางไปทางผ่านที่ 7
ทั้งสามเดินทางลงจากหุบเขาหมู่บ้านมาได้ไกลประมาณ 10 ลี้ (里) ,หมายถึง 20 กิโล หรือ 20 กงหลี่ (公里)
พระอาทิตย์กำลังขึ้นส่องแสงสีส้มสวยงาม เมื่อสะท้อนกับสีเขียวของใบไม้ใบหญ้า และสีสันของดอกไม้ป่าบนูเา
เมื่อเดินต่อมาสักครู่ก็เริ่มได้ยินเสียงน้ำไหล บรรยากาศบริเวณนี้จัดว่าสวยมาก
เซียงซื่อกำชับหลานๆ
"เรากำลังเดินมาถึงลำธารน้ำบนูเา พวกเ้าทั้งคู่เอาถุงเก็บน้ำ 2 ใบนี้ไปเก็บน้ำมาให้เต็ม
และค่อยๆ ดื่ม ยิ่งกระหายต้องค่อยๆ ดื่มช้าๆ"
พร้อมหยิบถุงใส่น้ำ 2 ถุงออกมาใส่ผงเกลือและผงสมุนไพรป่าที่บดแล้วลงไปเล็กน้อย แล้วจึงโยนให้หลานๆ"
น้ำของลำธารบนูเานี้สะอาดและสดชื่นมาก แต่การเติมผงสมุนไพรป่ากับเกลือจะทำให้มีรสชาติอันเป็เอกลักษณ์มากขึ้น"
เซียงซื่ออธิบายให้ทราบพร้อมกับยิ้มแฉ่ง.
ทุกคนนำถุงน้ำที่เติมผสมสมุนไพรป่าและเกลือไปต่อทาง
พร้อมกันกลับมองไปที่ทิวทัศน์ที่สวยงามบนูเา.
แสงแดดที่เริ่มขึ้นส่องแสงสีทองสวยงามตอนเช้า ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวมีเสน่ห์เพิ่มขึ้น.
การเดินทางของพวกเขานี้ เหมือนเป็การผจญภัยในโลกที่ยังไม่รู้จักมากมาย.
คนทั้งสามเมื่อมาถึงลำธารูเา ก็เริ่มนั่งลงตักน้ำในลำธารขึ้นมาดื่ม
น้ำลำธารมีความสดชื่นและบริสุทธิ์, ทำให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นตลอดการดื่ม. พร้อมกักเก็บน้ำใส่ถุงไว้ดื่ม
จากนั้นหยู่หนิงดึงมือเซียงหยุนออกห่างมาจากเซียงซื่อเพื่อให้มาเป็เพื่อนดูดอกไม้ แพะูเา และเหล่าปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ
ปลาที่มีสีสันสวยงามและการว่ายน้ำได้อย่างเรียบง่าย ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความประทับใจ.
"ดูเหมือนว่าปลาทั้งหมดมีรูปแบบที่น่าสนใจ มีความหลากหลายมาก"
เซียงซื่อพูดพร้อมกับมองเห็นปลาต่าง ๆ ที่ว่ายน้ำ.
ความเงียบสงบของธรรมชาติ ร่มเย็นของป่าเขา, และน้ำตกลำธารที่ไหลเบาๆ ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็มิตรกับธรรมชาติ.
เซียงซื่อและทั้งสองคนพร้อมเดินทางต่อ.
บรรยากาศในทุ่งหญ้าและป่าไม้มีความเงียบสงบ,
แต่กลับไพเราะเสียงน้ำไหลของลำธารที่สร้างดนตรีธรรมชาติที่สวยงาม.
ผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจีและป่าไม้ที่มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้.
อากาศสดชื่นและลมหอมกลิ่นดอกไม้
สร้างบรรยากาศที่สบายใจและทำให้ทุกคนเพลิดเพลินในการเดินทาง.
เซียงซื่อมองหาเส้นทางในป่าบนูเา.
ยังคงคิดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และแผนการที่จะพ้นจากการตามล่าของผู้ติดตาม.
ความมืดมัวที่ซ่อนเร้นในใจของเซียงซื่อ พร้อมที่จะค้นหาคำตอบในทุ่งหญ้า และป่าไม้ที่กว้างใหญ่.
เขาทำตัวให้เป็เสรีมาจนถึงวันนี้, แต่เื่เก่ายังคงกำลังครองใจเขา.
ความมืดมัวที่เขาเลือกซ่อนอยู่ในใจ มีการผสมผสานของความทุกข์ใจ และความเ็ปจากเหตุการณ์ในอดีต.
"ข้าจะซ่อนความลับเื่ชาติกำเนิดของเด็กคนนี้ได้อีกนานแค่ไหน"
เซียงซื่อบ่นกับตนเอง พร้อมนึกถึงอดีต ที่เคยอุ้มทารกน้อยวัย 10 เดือนหลบหนีการตามล่า ของกองทัพฯมาจนถึงหมู่บ้านซาน
มีผลกระทบอยู่ในใจของเขาตลอดเวลา...
"ข้าและเซียงหยุนจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
ชะตาชีวิตคือสิ่งที่ข้าและหลานต้องขีดเขียนขึ้นมาเอง"
เซียงซื่อคิดในใจ และค่อยๆ เริ่มลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมเดินทางต่อ
คำกล่าวของเขาแสดงถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นที่จะผ่านทุกความท้าทาย.
การไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเป็จุดเด่นของเขา
"เซียงหยุน หยู่หนิง เราต้องเดินทางต่อ เมืองอัลตัยห่างจากที่เราอยู่ตอนนี้ประมาณ 120 ลี้ (里) ,หมายถึง 240 กิโล หรือ 240 กงหลี่ (公里) ต้องผ่านหมู่บ้านอีก 3 แห่ง
ก่อนจะถึงเมือง ระยะทางยังอีกไกลอย่าได้หยุดเดิน
"เซียงหยุนกับหยู่หนิงรับทราบคำกล่าวของเซียงซื่อด้วยมีความตั้งใจที่จะเดินต่อไป.
พวกเขายังคงทุ่มเทในการเดินทางของตนอย่างมุ่งมั่น.
ทั้งสามเดินมาถึงบริเวณที่เป็หน้าผาสูงชัน
เป็จุดที่การเดินทางยากลำบากที่สุด และต้องใช้ความระมัดระวังมากที่สุด
นี้เป็เหตุให้การเดินทางเข้าหมู่บ้านซานยากลำบาก จนได้ชื่อว่าหุบเขาลี้ลับ
(เป็เส้นทางเข้าออกหมู่บ้านซานในอดีตที่ไม่เคยถูกใช้มานาน หลังจากมีการขุดค้นพบแร่ธาตุต่างๆ หมู่บ้านก็มีการพัฒนาเส้นทางเข้าออกหมู่บ้านใหม่เพิ่มอีก 9 เส้นทาง วัตถุประสงค์เพื่อให้ทำการค้าขายและเดินทางได้สะดวกมากขึ้น)
พื้นที่นี้เคยเป็เขตทำา มีการฝั่งลูกะเิในพื้นดิน
และกองหินทำไว้ให้ตกหล่นง่าย อันเป็เหตุผลที่ทำให้เป็จุดที่ต้องใช้ความระมัดระวังมากที่สุดในการเดินทาง.
ตาเฒ่าเซียงซื่อดำเนินการอย่างรอบคอบ
เพื่อจัดเตรียมตัวให้พร้อมกับการเดินทางต่อไป จึงเรียกขาวน้อยกิ้งก่าจิติญญาออกมาจากในกระเป๋า
“พวกเ้าจงดูเอาไว้นี้คือความรู้ของคนในเมือง
สัตว์อสูรไม่ใช่เพียงแค่สัตว์เลี้ยงเหมือนที่หมู่บ้านซานนำมาใช้งาน
พวกมันด้อยค่าผู้ใช้จิติญญา ให้เป็เพียงนายพราน นั้นไม่ฉลาดเลยจริงๆ”
:ดูซะ ผสานจิตอสูร” ร่างและิญญาผสมผสานรวมเป็หนึ่ง การผสานจิตอสูรในรูปแบบของคน และสัตว์อสูรเป็ฉากที่มีความสำคัญ
มีแสงิญญารอบตัวผู้ใช้งาน พร้อมจิติญญาเข้าไปอยู่ในจิตใจ
รูปลักษณะเป็ตามประเภทจิติญญา
"เอาละ ผูกเชือกเข้ากับตัว เอาให้แน่นที่สุดไว้ก่อน มัดกับข้าไว้ตามลำดับ
ข้า หยู่หนิง เซียงหยุน" เซียงซื่อออกคำสั่งและเริ่มเดินลงไปบนเส้นทางเล็กๆ ขอบูเา
เซียงซื่อนำพวกเขาลงไปบนเส้นทางเล็กๆ ขอบูเา
การเดินทางนี้อาจเป็ทางที่ท้าทาย แต่พวกเขาจะต้องพากันไปด้วยความกล้าหาญ
“1.2.3.เดิน”
“1.2.3.4.5.หยุด”
“ด้านหน้ามีะเิขยับซ้ายสองก้าว
เดินต่อ 1.2.3.4.5.6.
ด้านซ้ายมีะเิขยับขวาหนึ่งก้าว”
ผ่านไปประมาณสามก้านธูป
********************
"น่ากลัวมากๆ" เซียงหยุนและหยู่หนิงส่งเสียงพร้อมๆ กัน
******************
เซียงซื่อรู้ดีว่าเป็่เวลาอันตรายมากที่สุด
เพราะคนที่ใช้เส้นทางนี้ส่วนใหญ่จะต้องมีเครื่องมือปีนเขา กับเครื่องตรวจสอบะเิ และดวงล้วนๆ
จากหินที่หล่นลงมาจากยอดเขา แต่เพื่อหลีกหนีการตามล่าจากคนในหมู่บ้านซาน ้าเดินทางให้เร็วที่สุด จึงต้องเลือกใช้เส้นทางลัดเส้นนี้
ดังนั้นทั้งสามคนค่อยๆ เดินช้าๆ จนถึงปลายทาง
"พวกเรามาถึงทางออกของเส้นทางลึกลับแล้ว
พวกเ้าปลอดภัยและข้าหวังว่าจะไม่กลัวนะ ด้วยร่างจำแลงสัตว์อสูรของข้าจะทำให้พวกเ้าปลอดภัย
แม้มันไม่มีความสามารถต่อสู้แต่มันมีความสามารถในการเอาตัวรอดพิเศษ
ทั้งการมองเห็นกับดัก การคาดการณ์ล่วงหน้าหนึ่งถึงสองนาที
ไปจนการปรับตัวหลบซ่อนหลบหนีตามสภาพแวดล้อม
นี้เป็เหตุให้ข้าซ่อนตัวอยู่ในเมืองโดยไม่ถูกทหารจับ และขโมยดาบออกมาได้"
หลังเล่าจบเซียงซื่อส่งรอยยิ้มกับหลานๆ เมื่อทั้งสามเหยียบเท้าลงบนพื้นดินที่กว้างขึ้น
หลังจากที่เซียงซื่อได้นำพวกเขาลงมาเส้นทางที่ท้าทายบนเขา
พวกเขามาถึงทางออกของเส้นทางลึกลับ.
เซียงหยุนและหยู่หนิงส่งสายตามองกันและกัน กับความลำบากที่ผ่านมา
แต่ในตอนเดียวกัน, พวกเขาก็รู้สึกประหลาดใจและน่าตื่นเต้นเมื่อเห็นรูปร่างของท่านตาเซียงซื่อและความลึกลับของมัน.
*************
เซียงหยุนและหยู่หนิงส่งเสียงพร้อมๆ กันอีกครั้ง "กลัวสุดๆ เลยท่านตา"
***************
เซียงซื่อกล่าวถึงการใช้พลังของสัตว์อสูรเป็เื่ที่น่าประทับใจ
แต่เขามักจะซ่อนพลังทำตัวเป็เพียงคนสวน และซ่อนตัวอาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังเก่าๆ
แต่ครั้งนี้จำเป็ต้องใช้พลังเพื่อช่วยให้หลานปลอดภัย.
"เอาละ พวกเราจะหยุดพักทานอาหารเที่ยงกันตรงจุดนี้นะ"
เซียงซื่อชี้นิ้วบอกตำแหน่งให้หลานๆ หยุดพักและมีความหวังว่าทุกคนจะปลอดภัยในระหว่างการเดินทางต่อ. ..