บทที่ 18 ขัดหูขัดตา
หมู่บ้านหุบเขาเต็มไปด้วยความคึกคักหลังจากชาวบ้านทุกคนได้รับหน้าที่ในการทำงาน ในเช้าของทุกวันแม่ครัวซึ่งเป็คนทำงานในบ้านของตระกูลกู้จะทำโจ๊กข้าวขาวใส่เนื้อหมูสับและไข่เตรียมไว้ให้ทุกคนกินก่อนเริ่มทำงานและยังมีอาหารกลางวันให้ทุกคนได้กินอิ่มในทุกวันอีกด้วยทำให้ทุกคนทั้งหญิงชายซึ่งทำงานต่างหน้าที่กัน ต่างตั้งใจทำงานด้วยความขยันขันแข็ง
กู้หลินนำภาพแบบชุดโต๊ะน้ำชาครึ่งเสี้ยวฝังมุกจากชาติปัจจุบันมาให้ช่างในหมู่บ้านทำออกมาในแบบและลวดลายฝังมุกที่แตกต่างกันและยังทำป้ายอักษรมงคลฝังมุกหลากหลายแบบ
ส่วนเครื่องประดับกู้หลินนำแบบเครื่องประดับจากโลกปัจจุบันมาให้กู้เยี่ยสอนให้ผู้หญิงทำต่างหูปิ่นปักผม และกำไล หลายแบบจากเปลือกหอยมุก
หลังเวลาผ่านไปได้ครึ่งเดือน ตัวอย่างเครื่องเรือนและเครื่องประดับชุดแรกก็พร้อมที่จะเอาไปนำเสนอขายให้เถ้าแก่มู่เซิน
ภายในใจของกู้หลินคิดอยากทำแคตตาล็อกเพื่อนำเสนอขายแบบในโลกปัจจุบันจึงขอให้หลี่เหว่ยวาดภาพเครื่องเรือนและเครื่องประดับที่ทำเสร็จแล้วและที่ยังไม่ได้ทำใส่กระดาษให้หนึ่งชุด แล้วนำติดตัวไปหาเถ้าแก่มู่เพื่อนำเสนอขายอีกชุด
“พรุ่งนี้ข้าจะไปหาเถ้าแก่มู่จะเอาชุดโต๊ะน้ำชาครึ่งเสี้ยวไปให้เขาดูที่ร้านหนึ่งชุด และจะนำเครื่องประดับที่เราทำแล้วทั้งหมดไปให้เขาดูด้วยส่วนเครื่องเรือนแบบอื่น ข้าจะให้เขาดูจากภาพที่พี่เหว่ยวาดให้หลังจากเถ้าแก่มู่สั่งซื้อ ข้าถึงจะให้คนของเราเอาไปส่งให้เขาที่ร้าน”
กู้หลินเอ่ยปากบอกมารดาและอาจารย์หลี่ซึ่งบัดนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ช่วยงานที่บ้านของตระกูลกู้
“ข้าเพิ่งเคยเห็นการเอาภาพไปให้พ่อค้าเลือกก่อนแล้วทำทีหลัง”
อาจารย์หลี่เอ่ยขึ้นมาด้วยความสนใจ
“วิธีของข้าจะไม่ทำให้เราเสียเวลาทำของที่คนไม่้าเพราะเราจะทำเฉพาะของที่พวกเขา้าซื้อเท่านั้นอีกอย่างจะต้องมีการจ่ายมัดจำก่อนด้วย เพราะหากสั่งแล้วไม่เอาก็ยังมีเงินที่เขาจ่ายมาแล้วบางส่วน เป็ค่าของที่นำมาลงทุน”
กู้หลินอธิบายเป็ฉากให้มารดากับอาจารย์หลี่ฟังซึ่งกลยุทธ์การขายเหล่านี้ เป็ความรู้ที่ติดตัวมาในชาติที่เป็อัจฉราด้วยความที่เป็เด็กกำพร้าเติบโตมาในสถานสงเคราะห์ และอาศัยทุนเรียนซึ่งลำพังเงินทุนย่อม ไม่พอใช้จ่ายเธอจึงต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองด้วยการนำของมาขายตามตลาดนัด และขายของออนไลน์เพื่อหาเงินเรียนจนจบแต่คิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะได้นำความรู้จากอาชีพเก่ามาใช้ในโลกโบราณแห่งนี้
หลี่เหว่ยฟังคำพูดแปลก ๆ ของกู้หลินที่นับวันยิ่งมีคำใหม่ๆ ออกมา จนเดี๋ยวนี้ทุกคนต่างเข้าใจในภาษาของกู้หลินไปโดยปริยาย
“หลินเอ๋อร์จะไปกับพี่ใหญ่และคุณชายหลี่ใช่หรือไม่”
กู้เยี่ยเอ่ยถามเพราะไม่อยากให้ลูกสาวเข้าเมืองไปโดยลำพัง
“แน่นอนท่านแม่ข้าต้องนำพี่ใหญ่และพี่เหว่ยไปด้วยโดยเฉพาะพี่เหว่ยถือว่าเป็นักกฎหมายประจำตัวของข้าก็ว่าได้”
กู้หลินเผลอเอ่ยถึงคำศัพท์ในสมัยปัจจุบันจนทุกคนได้ฟังแล้วก็ทวนคำ
“นักกฎหมาย..คืออะไรเ้าหมายถึงคนสำนักยุติธรรมอย่างนั้นหรือ”
อาจารย์หลี่ถามคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
กู้หลินรู้ว่าตัวเองพลาดอีกแล้ว จึงแสร้งบอกว่าตัวเองจำผิด
“ฮ่า ฮ่าข้าจำไม่ได้ว่าเรียกอะไรท่านอาจารย์ ข้าก็เลยเรียกแบบนั้น”
ทุกคน “...????”
วันต่อมากู้หลินในชุดแต่งกายทะมัดทะแมงมองดูคล้ายกับหนุ่มน้อยรูปงามก็ขึ้นรถม้าออกจากบ้านพร้อม กู้เฉิน พี่ชายที่เปลี่ยนเป็คุณชายผู้มีบุคลิกเงียบขรึมไปแล้ว
“ไปแวะรับคุณชายหลี่ที่บ้านของเขาก่อนแล้วค่อยเข้าเมือง”
เสียงราบเรียบของกู้เฉินสั่งคนขับรถม้า่หลังเธอและพี่ใหญ่ไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนทำให้กู้หลินมองพี่ชายที่เปลี่ยนไปดูสุขุมและน่าเกรงขามราวกับทหาร
แวบหนึ่งกู้หลินคิดว่าพี่ชายอาจจะมีลักษณะเหมือนพ่อจนเกิดความสงสัยของว่าพ่อเ้าของร่างเป็ใครกันแน่และทำไมผู้เฒ่าทั้งสองไม่เคยพูดถึง
กู้หลินนั่งใจลอยในรถม้าจนเดินทางมาถึงบ้านของหลี่เหว่ยหญิงสาวมองเห็นเขายืนรออยู่ที่หน้าบ้าน ในชุดสีอ่อนขับใบหน้าคมคายให้ดูโดดเด่นขึ้นมา
“อาเฉิน หลินเอ๋อร์”
เสียงทักทายของหลี่เหว่ยทำให้กู้หลินนั่งมองเขาอยู่ในรถม้าและยิ้มให้อย่างเปิดเผย
“ข้ามารับพี่เหว่ยเร็วเกินไปหรือไม่”
กู้หลินถามอย่างเอาใจยามที่ต้องขอความช่วยเหลือจากเขา
“ไม่หรอก เวลากำลังพอดีถ้าไปสายกว่านี้เราอาจจะเสียเวลารอนานที่ประตูเมือง”
เมืองจิงโจวที่กำลังจะเข้าไปในตอนนี้ถึงแม้จะไม่ใช่เมืองหลวง แต่ความคึกคักและจำนวนของคนค่อนข้างแ่า พอ ๆกันกับเมืองหลวง จึงทำให้ร้านใหญ่ ๆ จากเมืองหลวง เลือกที่จะมาเปิดสาขาที่นี่เหมือนร้านของเถ้าแก่มู่ ซึ่งกู้หลินได้ยินจากเถ้าแก่หวังว่ามีร้านชื่อเดียวกันอยู่ในเมืองหลวงด้วย
รถม้าของกู้หลินเข้ามาถึงร้านของเถ้าแก่มู่ก็เป็เวลายามซื่อพอดี(10.00 น.) หลงจู๊เพิ่งส่งลูกค้าที่หน้าร้านเสร็จก็มองเห็นคุณหนูตระกูลกู้ลงจากรถม้า โดยมีคุณชายหลี่ยืนรับอยู่ด้านล่าง
“คุณชาย คุณหนูกู้ คุณชาย”
หลงจู๊ทักทายทั้งสามสายตาก็เลยมองขึ้นไปบน รถม้าแล้วเห็นโต๊ะเก้าอี้ที่ส่งแสงวิบวับสวยงามแปลกตา
“ข้าเอาเครื่องเรือนมาให้เถ้าแก่ของท่านดูขอรบกวนหลงจู๊ช่วยไปบอกเถ้าแก่ และให้คนงานมาช่วยยกชุดโต๊ะน้ำชาไปให้เถ้าแก่ดูได้หรือไม่”
เสียงกังวานใสของคุณหนูกู้ที่เอ่ยอย่างเกรงใจทำให้หลงจู๊ค้อมหัวรับด้วยความยินดี
“ได้ขอรับเชิญทุกท่านเข้าไปนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อน ข้าจะไปบอกนายท่าน”
ก่อนที่จะเดินเข้าไปในร้านขายของหางตาของ กู้หลินก็มองเห็นร้านค้าขนาดใหญ่ถัดไปกำลังจัดเตรียมหน้าร้านคล้ายกำลังจะเปิดร้านใหม่ในเร็ววัน จึงหันมาถามหลงจู๊ด้วยความสงสัย
“หลงจู๊ ร้านถัดไปจะขายอะไรหรือช่างดูใหญ่โตนัก”
หลงจู๊ฟังก็ยิ้มที่มุมปากก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“เป็ร้านใหม่ของเถ้าแก่ขอรับจะเปิดขายเครื่องเรือนโดยเฉพาะ”
ดวงตาของกู้หลินเป็ประกายวาววับเมื่อได้ฟังคำตอบก่อนจะเดินตามพี่ชายเข้าไปห้องชั้นในสุดของร้าน
ทั้งสามนั่งรออยู่ชั่วครู่เถ้าแก่มู่ก็ก้าวเข้ามาด้านใน
“คารวะทุกท่านได้ยินหลงจู๊บอกว่าคุณหนูกู้เอาเครื่องเรือนมาให้ดู”
กู้หลินยังไม่ได้ตอบคนงานของร้านก็ยกชุดโต๊ะ น้ำชาครึ่งเสี้ยวพร้อมเก้าอี้และกล่องสินค้าอย่างอื่นเข้ามาวางในห้อง
“นี่คือเครื่องเรือนตัวอย่างที่ข้านำมาให้เถ้าแก่ดูเชิญท่านติชมได้”
หญิงสาวมองตามเถ้าแก่มู่ ที่ตอนนี้มองเครื่องเรือนด้วยตาเป็ประกายราวกับพบของเล่นถูกใจ
“ช่างงามยิ่งนัก แล้วคุณหนูนำมาแบบเดียวหรือ”
หลังจากสำรวจทุกตารางนิ้วแล้วเถ้าแก่มู่ก็หันมาถามกู้หลิน
“หามิได้ ช่างของข้าทำไว้หลายแบบแต่จะให้นำมาให้เถ้าแก่ดูทั้งหมดก็คงไม่ได้ ข้าจึงนำภาพมาให้ เถ้าแก่เลือกดูหลังจากท่านสั่งข้าจะนำมาให้ในภายหลัง”
เถ้าแก่มู่รู้สึกทึ่งกับวิธีการขายแบบใหม่ของกู้หลินซึ่งหญิงสาวก็ยื่นภาพวาดเหมือนจริงในรูปเล่มให้เขาดู
“ภาพเครื่องเรือนชุดแรกคือทำเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมส่งแต่ภาพชุดหลังเป็การออกแบบให้ดู หากท่านชอบใจก็สามารถสั่งทำได้ ใช้เวลาไม่เกิน 10วัน”
หญิงสาวอธิบายรายละเอียดแต่ละภาพเถ้าแก่มู่ตอนแรกก็มองภาพในมือ แต่เวลาต่อมาก็มองจ้องแต่ใบหน้าเล็กและปากสีแดงย้อยที่ขยับไปมาของกู้หลินจน หลี่เหว่ยที่มองอย่างจับผิดอยู่กระแอมเบาๆ ด้วยความรู้สึกขวางหูขวางตา
“อะแฮ่ม..เถ้าแก่มู่คงจะมีภาพในใจแล้วกระมังว่าอยากซื้อเครื่องเรือนแบบใด ถ้าหากยังไม่ได้ตัดสินใจก็ต้องรีบหน่อยเพราะคุณหนูกู้ไม่ได้นำเครื่องเรือนมาอย่างเดียว แต่ยังนำป้ายอักษรมงคล และเครื่องประดับจากเปลือกหอยมุกมาให้เถ้าแก่เลือกด้วย”
หลี่เหว่ยพูดแล้วก็ส่งสายตาให้สหายหยิบกล่องเครื่องประดับออกมา
เถ้าแก่มู่เมื่อได้ยินเสียงขัดจังหวะก็หันมาทำหน้าฉงนและมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าขัดใจ
กู้หลินมองเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังงัดข้อกันด้วยความรู้สึกที่ร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก
“เด็กสองคนนี้อะไรนักหนา...หัวจะปวด”