ณ โรงเรียนมัธยมหญิงล้วน แห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนมชัญญา ได้มาร่วมซ้อมวงดนตรีไทย กับเพื่อนๆ ด้วยกัน 5-6 คน บนเวที หอประชุมอีกด้านหนึ่งก็มีผู้ปกครองพาบุตรหลาน มาดูที่เรียน ม.4 ใหม่ โดยมีคุณครูพาเดินแนะนำซึ่งข้าวปุ้นเดินอยู่กับแม่ของเธอ แต่พอเยื้องกรายเข้ามาพื้นที่หอประชุมใต้อาคารรู้สึกเหมือนต้องมนต์กับเสียงขิมที่กำลังบรรเลงได้อย่างไพเราะ เลยกวาดสายตามองตามเสียงไปที่เวทีเบื้องหน้าเห็นชัญญา ในชุดนักเรียน ขับกล่อมได้น่าชวนพิสมัย ทำเอาสาวน้อยถึงกับยิ้มออกมาผู้บรรเลงขิมรู้ได้ถึงการถูกเพ่งมองจากเบื้องล่าง จึงเงยหน้าเล็กน้อย เห็นสายตาที่ไร้เดียงสาก็ยิ้มตอบให้แก่กัน
หลังจากพ่อ แม่ ของเด็กๆ อีกเกือบ 10คน รวมถึงแม่รุ่ง และข้าวปุ้น (แม่ของข้าวปุ้น)เดินดูโดยรอบของโรงเรียนพอสมควร คุณครูจึงให้ไปนั่งพัก เพื่อรอเรียกทดสอบความสามารถทางด้านกีฬาดนตรี ที่นักเรียน ม.3 แต่ละคนมี ซึ่งเป็โควต้าพิเศษ โดยที่ไม่ต้องสอบคัดเลือก
ครู – น้องข้าวปุ้นเชิญทดสอบความสามารถค่ะ
แม่รุ่ง - ตาหนูแล้วลูกทำให้เต็มที่นะลูก
ข้าวปุ้น – คะแม่
ข้าวปุ้น ได้โชว์ฝีมือ การเป่าฟลุ้ต ทำเอาคุณครูที่เป็กรรมการในการคัดเลือก ถึงกับปรบมือในความสามารถที่แสดงออกมาเป็จังหวะ
เดียวกับชัญญา เดินขึ้นมาชั้น 2 ตรงมาที่ห้องดนตรีเพื่อเอาไม้ตีระนาดให้เพื่อน จึงได้ยินเสียงฟลุ้ตที่บรรเลงออกมา เธอจึงหยุดฟังท่วงทำนอง
ดังกล่าวรู้สึกไพเราะ เสนาะหู ทำเอาใจแทบเคลิ้ม จนอดยิ้มให้กับข้าวปุ้นไม่ได้ พอบรรเลงจบเธอโค้งตัวยกมือไหว้ครูตรงหน้า และเหมือนรู้ว่า
มีใครยืนมองอยู่หลังกรรมการ จึงยิ้มบางๆผ่านแววตาน่าเอ็นดูให้กับชัญญา
ครูชาย - อ้าว ชัญญา มาพอดีเลย เดี๋ยวครูฝากพาผู้ปกครองและน้องข้าวปุ้นไปอีกห้องรอการทดสอบการฟังเสียงเครื่องดนตรีหน่อยนะ
ชัญญา – ได้ค่ะครู / มาค่ะน้องข้าวปุ้น (พร้อมกวักมือเรียกน้องข้าวปุ้น)
ข้าวปุ้น - พี่ชื่อ ชัญญาเหรอค่ะ
ชัญญา - ใช่ค่ะ
“ชื่อเพราะจัง” “เมื่อกี้นี้พี่ตีขิมอยู่ที่เวที ใช่ไหมค่ะ หนูได้ฟังแล้วแหละ พี่เล่นเก่งมากเลย”
“อ้อใช่ๆ ก็ไม่เก่งเท่าไรหรอก พี่ก็อาศัยฝึกจากพ่อของพี่นั่นแหละ”
“อะถึงแล้ว เดี๋ยวน้องรอที่ห้องนี้นะ” ชัญญาพาน้องส่งถึงห้อง
(ข้าวปุ้นยิ้มให้และจับปลายนิ้วชัญญาเล็กน้อยแสดงความขอบความคุณ)
##########
ในคืนเดือนมืดวันหนึ่งพ่อเอี่ยม บรรเลงขิมจนจบ ก็เตรียมเก็บเข้าที่เพื่อจะเข้านอน แต่หารู้ไม่ว่ามีสายตา 3 คู่ จับจ้องมาจากภายนอก ซ่อนตัวอยู่ในโพรงหญ้ามืด มองตรงไปยังห้องดนตรีที่เปิดไฟสลัวเหลืองนวลอยู่ @@ หลังจากห้องที่บรรเลงขิม ปิดไฟได้ไม่นาน สายตาที่แอบมอง
อยู่ก็พุ่งตัวออกจากโพรงหญ้า บุกขึ้นบ้านนายช่างเอี่ยมทันที
ลุงรอน วัย 65 หนึ่งในสามคนงานของบ้านพ่อเอี่ยม ตื่นมาเข้าห้องน้ำ่ 4 ทุ่มกว่า เห็นเงาตะคุ่ม อยู่แถวหลังบ้าน“เอ๊ะ นั่นใคร ออกมานะ” แก พูดออกไป แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับ “รึจะเป็ขโมย” แกเปรยออกมาเบาๆ “ห๊ะ ขโมย ขโมย”คราวนี้ลุงจอนะโดังกว่าเดิม ทำ
เอาคนบนบ้าน ใตามเสียงที่แกะโ “มีอะไรรึลุงรอน” แม่อุ๊ ถามตอบ (แม่ของชัญญา)
“ตายละหว่า มีไฟไหม้ด้วย”ลุงรอนหันกลับไปทางหน้าบ้าน หลังจากได้กลิ่นควัน พูดไม่ทันขาดคำ “ปั๊ก” “โอ้ย”แล้วลุงรอน ก็ล้มลง
จากการโดนตีแถวท้ายทอยจนนิ่งไป ด้วยฝีมือคนในเงามืดที่ไม่เห็นแม้กระทั่งหน้าตา@@ ่เวลานั้น ไฟเริ่มโหมกระหน่ำมากขึ้นตามแรงลม
ที่เป็ตัวช่วย ทำให้เปลวไฟลุกพรึ่บไปถึงห้องเก็บเครื่องดนตรี ส่วนบริเวณอื่นของบ้านก็โดนไฟลามเกือบครึ่งหลังทุกคนในบ้านต่างหนีเอาตัว
รอดอย่างกระเสือกกระสน
“เอ๊ะ นั่นลุงรอน” “ใครก็ได้มาพาแกออกไปหน่อยไม่รู้แกตายรึยัง” แม่อุ๊ บอกคนงานที่ต่างวิ่งหนี มาแบกลุงรอนออกไปนอกบ้าน
“อ้าวแล้วนี่พ่อไปไหน ไม่เห็นลงมาซะที พ่อ พ่อ” แม่อุ๊ ะโเรียกอย่างร้อนใจ “พ่อพ่อ หนูกับแม่ลงมาแล้ว พ่อรีบลงมาเร็ว” ชัญญา
ช่วยะโเรียก
พ่อเอี่ยมวิ่งไปยังห้องเก็บเครื่องดนตรีไทย พยายามกวาดใส่ผ้าขาวม้า มาให้ได้มากที่สุด และมากองไว้ตรงบันไดเหลือตัวสุดท้ายคือ
ขิมผีเสื้อ ทำจากไม้มะริดทั้งตัว ราคาไม่ต่ำกว่า2 แสนบาท ซึ่งเป็มรดกตกทอด เค้าจึงแหวกกลุ่มควันดำทะมึน เข้าไปในห้องอีกครั้งเพื่อ
คว้าสมบัติอันล้ำค่า ออกมาให้จงได้
เสียงคนงานและเมียกับลูก ยังยืนะโเรียกพ่อเอี่ยมไม่ขาดสาย ทางหน้าต่างห้องเก็บเครื่องดนตรีอีกฝั่งที่มีกลุ่มควันไม่หนาแน่นมาก “ช่างเอี่ยม รีบออกมาได้แล้ว” คนงานช่วยเรียก “พ่อพ่อ รีบออกมาซะทีเถอะ เอาชีวิตเรารอดก่อนเถอะ” เสียงแม่อุ๊ ะโ อีกแรง
“ใครก็ได้ช่วยรับที จะไม่ไหวแล้ว” พ่อเอี่ยม ฝ่าควันดำ มาชะโงกหน้ามาะโผ่านจากห้องดนตรี แล้วกล่องขิมก็ถูกโยนลอยออกจากหน้าต่างมา โชคดีที่คนงานช่วยรับไว้ได้ทัน ขิมจึงไม่ได้เสียหายแต่อย่างใดพอเปิดกล่องขิมออก พบกระดาษหนึ่งใบ เขียนไว้ว่า “เอากล่องขิม
นี้ไปให้ถึงมือบ้านพ่อเชิด” แม่อุ๊ จึงกำชับ น้าแสง หนึ่งในคนงาน ให้นำกล่องขิมไปฝากให้กับคนที่เขียนชื่อไว้ในกระดาษ
น้าแสงจึงพากล่องขิม ขึ้นมอเตอร์ไซค์ ฝ่าความมืด ไปบ้านพ่อเชิด ที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 15กม. ระหว่างนั้น ก็มีรถกระบะอีกคัน ขับตามหลังน้าแสง ที่แท้เป็ไอ้โม่งสามคนที่เข้ามาขโมย และวางเพลิงบ้านนายช่างเอี่ยม ซึ่งพวกมันยังดักซุ่มรออยู่แถวนั้น
มอเตอร์ไซค์น้าแสงขี่ไปได้ไม่กี่กิโล “ปัง ปัง ปัง” เสียงปืนดังไล่หลังมาน้าแสงต้องคอยเหลียงหลัง ระวังลูกปืนจากคนที่คิดตามล่า แต่สุดท้ายก็พลาดท่า โดนยิงเข้าที่หัวไหล่ซ้ายและขาซ้าย
กระทั่งมีรถตำรวจวิ่งสวนมาจึงเข้าขวางและไล่ตามสามหัวขโมยนั้นไป น้าแสง จึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายกัดฟัน ขี่ต่อไปให้ถึงบ้านพ่อเชิด@@ กระทั่งพอมาถึง น้าแสง ได้ประคองตัวเองเดินลากขาที่เืไหลซึมหยดลงพื้นเช่นเดียวกับหัวไหล่ซ้ายที่าเ็ เอากล่องขิมวางตรงหน้าบ้าน แล้วก็หมดสติลงตรงนั้น
เช้าวันต่อมาแม่รุ่ง (แม่ของข้าวปุ้น) เปิดประตูบ้าน ผงะกับกล่องไม้สีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า ไม่แน่ใจมันคือกล่องไม้อะไร จึงเรียก “พ่อ พ่อ มานี่หน่อย” “ไม่รู้ใครเอาอะไรมาวางหน้าบ้านเรา”แม่รุ่ง ะโอย่างตื่นตระหนก
“ไหนแม่ ของอะไร ไหนดูซิ”พ่อเชิด รีบเดินมาจากบนบ้านอย่างกระวนกระวาย และก็ต้องแปลกใจกับกล่องไม้ที่ว่านี้เช่นกันเค้าจึงค่อยๆ เปิดกล่องขิมออกดู แววตาลุกโพลงมากขึ้น เพราะนั่นเป็ขิมที่มีส่วนประกอบบางส่วนในตัวขิมผสมด้วยทองคำ ไม่ว่าจะเป็หมุดยึดสาย หมุดปรับเสียง หย่องเสียง และที่ทำให้พ่อเอี่ยมจำได้ดีคือชื่อ เอี่ยมและเชิด ที่สลักไว้ใต้ฝากล่องขิม ที่ทั้งสองคนได้ทำขิมตัวนี้ร่วมกันเมื่อ18 ปีก่อน