"งานเข้าอย่างจังเลยอิแบบนี้ นายท่านพอจะทราบไหมเ้าคะ ว่าคุณหนูออกจากเกวียนไปตอนไหน"
ทาร่าถาม สีหน้าของนางซีดเหลืองเหมือนไม่สบายภายหลังทราบข่าวการหายตัวไปของคุณหนู พร้อมๆ กับทุกคนที่มานั่งตั้งวงอยู่หน้าเกวียนที่พักของหัวหน้าคณะเดินทาง
" ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน หลงคิดว่านางนอนหลับั้แ่ก่อนเราไต่เนินทรายขึ้นมา เป็ไปได้ไหมว่านางอาจแอบซ่อนอยู่บนเกวียนเราคันใดคันหนึ่งในค่าย"
"เป็ไปได้น้อยจริงๆ ขอรับ"
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งตอบ เขาสวมผ้าคลุมขนสัตว์สีดำเกือบทั้งตัวมองไม่เห็นเสื้อผ้าภายใน มีเคลาสั้นสีขาวปนดำสวมหมวกคลุมหัวจนถึงหน้าผากสีดำ ตัวสูงเสมอไหล่ของรีอาร์ สาวเท้าเดินเข้ามายืนตรงหน้าคล็อกครัชเพื่อแสดงความเห็น ชายผู้นี้คือหัวหน้ากองคลังสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบรายการสิ่งของต่างๆ ตามขบวนเกวียนแต่ละหลัง
"ก่อนหน้าที่เราตั้งค่ายกัน ข้าน้อยสั่งให้พวกลูกขบวนเช็ครายการสิ่งของที่อาจจะเสียหายจากแรงพายุในเกวียนทุกหลังอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ไม่พบร่องรอยของคุณหนูว่าหลบอยู่ที่ใดหรือซอกมุมใดของขบวนเกวียนของเราเลยขอรับนายท่าน"
ด้วยคำยืนยันนี้ทำให้ทุกคนยิ่งเป็กังวลหนักขึ้นไปอีก
"ลูกสาวข้าคงไม่โชคร้ายแอบลงเกวียนไปก่อนหน้าพายุทรายจะถล่มเข้ามาหรอกนะ"
หัวหน้าคณะพูดเสียงแ่ จ้องไปที่หัวหน้ากองคลังสินค้าที่กล่าวกับเขาเมื่อครู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลเกินกว่าจะพรรณณา บรรดาลูกขบวนเมื่อได้ยินคำดังกล่าวก็ต่างใจคอไม่ดีขึ้นไปอีก พายุทรายเมื่อครู่ทั้งทรงพลังและรุนแรง มันสามารถเปลี่ยนภูมิประเทศโดยรอบให้กลายเป็ูเาทรายขนาดใหญ่ได้ไม่ยาก ไม่มีทางที่จะมีสิ่งมีชีวิตใดยืนต้านทานมันได้ด้วยตัวเปล่า โดยไม่ถูกพัดตามลมหรือถูกฝังกลบใต้ละอองธุลีอันมหาศาล ยิ่งเป็เด็กหญิงตัวเล็กอย่างลิซาน่าแล้วยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง หากเป็ความจริงดังที่หัวหน้าคณะเดินทางกล่าวมา นั่นหมายความว่า ชะตาชีวิตของลิซาน่า ก็อาจหนีไม่พ้นห้วงมือของมัจจุราชคว้าตัวไปเสียแล้ว ต่างคนต่างเครียดและพยายามเค้นสมองเพื่อหาคำตอบพร้อมทั้งวิธีแก้ไข ไม่มีใครพูดอะไรอยู่ชั่วขณะหนึ่ง กระทั่งรีอาร์ผิวปากเรียกกวางเขาดาบของเขา ทุกคนได้สติเมื่อได้ยินเสียงนั้น มองเห็นร่างสูงใหญ่ควบกีบเท้าหนักมุ่งเข้ามากระชั้นชิดเรื่อยๆ มันรีบตรงเข้ามาหาเ้านายของมันโดยเร็ว ชายหนุ่มเร่งจัดแจงอาวุธ ถุงบรรจุน้ำ ยาสมุนไพรสามัญเท่าที่จะหาได้จากเกวียนรอบๆ และเนื้อที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ จากกองไฟ เอาใส่ห่อผ้าสะอาดก่อนนำยัดลงกระเป๋าหนักที่ผูกพ่วงสีข้างเ้ากวางตัวใหญ่ของเขา มันแบกสัมภาระมากมาย ทั้งยังมีกระเป๋าบรรจุอาวุธประจำกายของรีอาร์อีก 2 ใบ มันคือหอก 2 คมอาวุธกึ่งหอกกึ่งดาบที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวของชนเผ่านักรบบนทุ่งหญ้า อันเป็ชาติกำเนิดของรีอาร์และทาร่า ขนาดความยาวของหอกชนิดนี้ยาวกว่าสอง่แขน ตรงปลายและท้ายด้ามมีความแหลมคมเว้นตรงที่จับซึ่งเป็ลำกลมยาวประมาณ 2 ไม้บรรทัดขนาดเหมาะมือนับสิบๆ แท่ง เสียบบรรจุลงในปลอกรัดหอกที่ทำไว้เฉพาะสวมแยกเป็แท่งอย่างมีระเบียบ แล้วจึงมีกระเป๋าหนังปิดทับอีกชั้น สีน้ำตาลเข้มของกระเป๋าหนังสะท้อนกับแสงจากกองไฟสว่างยามค่ำคืนทำให้เห็นลักษณะของมันได้พอสังเขป มันถูกแขวนไว้ในแนวเฉียงทั้งพาด 2 ข้างของสะโพกเ้าสัตว์ตัวใหญ่ รีอาร์รีบะโขึ้นหลังของมันเมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อย ในขณะที่ทุกคนยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก รีอาร์มองไปที่ทุกคนก่อนกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
" ข้าเชื่อว่าคุณหนูยังไม่เป็อะไร ตอนนี้เธอปลอดภัยและคงหิวมาก เธออาจกำลังรอให้เราไปช่วยอยู่ ฉะนั้นพวกท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งคิดถึงเหตุอาเพศกันไปก่อนเลย ยิ่งชักช้าจะยิ่งเสียเวลา หากว่าคุณหนูกำลังหลงทางอยู่ ยิ่งเราชักช้าจะยิ่งทำให้คุณหนูเดินหลงห่างจากขบวนเกวียนของพวกเราไปมากเท่านั้น ข้าขออาสานำคนออกไปตามหาคุณหนูขอรับ"
"เดี๋ยวก่อนรีอาร์ ข้าจะไปกับเ้าด้วย"
คล็อกครัชรีบคว้าแขนของรีอาร์เอาไว้
"นายท่าน ข้าเกรงว่าท่านจะมีอันตรายเมื่อเราออกสำรวจด้วยกันในยามค่ำมืดแบบนี้ ดีไม่ดีจะพลัดหลงกันได้เมื่อกระจายตัวแยกกันออกตามหา ขอให้นายท่านโปรดวางใจและพักผ่อนรอพวกข้ากลับมาที่เกวียนหลักจะดีกว่าขอรับ"
"ลิซาน่าเป็ลูกสาวเพียงคนเดียวของข้า รีอาร์ จะให้ข้าทนรอฟังข่าวอยู่เฉยๆ เห็นทีว่าใจข้าคงจะสงบไม่ได้ ครั้งนี้ข้าจะไปกับเ้า ใครก็อย่าบังอาจห้าม"
รีอาร์นิ่งเงียบอยู่บนหลังกวาง เขาจำยอมต่อเหตุผลของเ้านาย ทาร่าเมื่อได้ฟังดังนั้นเธอจึงผิวปากเรียกกวางของเธอเข้ามาร่วมด้วยอีกตัว
"นายท่าน โปรดใช้กวางของข้าในการออกติดตามหาคุณหนูร่วมกับรีอาร์เถิด ในกองขบวนสินค้านี้ข้าจะเป็คนดูแลเองชั่วคราว นายท่านโปรดวางใจ"
เธอไม่ขัดข้องในความประสงค์ของเ้านาย ระหว่างพูดก็หันสบตากับรีอาร์ผู้เป็สามี เป็สัญญาณฝากฝังให้ช่วยดูแลเ้านายให้ดี รีอาร์พยักหน้ารับคำ ก่อนจะหันไปเรียกรวมคนเพื่อเกณฑ์เข้าร่วมการติดตามหาลิซาน่าในครั้งนี้ หัวหน้าคณะเดินทางสั่งให้คนงานเปิดคลังอุปกรณ์ นำเสื้อกันหนาวออกมาแจกทุกคนที่จะร่วมขบวนไปกับเขา ถุงน้ำและเสบียงถูกจัดเตรียมนำใส่กระเป๋าแบกขึ้นหลังอย่างเร่งด่วน คบเพลิงไฟถูกจุดขึ้นส่งต่อกันไปจนสว่างทั้งกองขบวน ทั้งผ้าคลุม หอก ดาบและหน้าไม้ถูกพกไปใช้สำรองเผื่อเกิดเหตุร้ายไม่คาดฝัน ชายฉกรรจ์สภาพร่างกายแข็งแรงมีประสบการณ์ด้านการทหารและต่อสู้ถูกบรรจุลงในหน่วยพิเศษที่ถูกจัดตั้งอย่างรีบๆ ประกอบไปด้วยคนเดินเท้าจำนวน 40 นาย ทาร์ซแบกสัมภาระและคนขี่บังคับจำนวน 10 คู่ นับรวมรีอาร์กับคล็อกครัช จำนวนทั้งหมดเท่ากับ 52 คนพอดิบพอดี ทั้งหมดพร้อมออกเดินทางแล้วในเวลานี้
"เราจะแบ่งกำลังกันออกตาม 4 ทาง นายท่านกับข้าและลูกหาบส่วนหนึ่งจะมุ่งลงไปตามเส้นทางเดิมที่เราผ่านมาเมื่อตอนกลางวัน ส่วนที่เหลือ ให้กระจายกันหาตามจุดต่างๆ รอบค่าย ค่อยๆ หาอย่างละเอียดทีละ 200-300 เมตร คอยสังเกตพื้นที่ที่มีลักษณะเป็โพรงถ้ำ ต้นไม้หรือโขดหิน ข้ามั่นใจว่า่พายุทรายพัดเข้ามาสถานที่เหล่านี้คุณหนูน่าจะใช้มันเพื่อหลบภัย เมื่อเจอคุณหนูแล้วให้จุดพลุสีแดงเป็สัญญาณให้กลุ่มอื่นๆ ทราบ และคอยเฝ้าสังเกตสัญญาณสีฟ้าจากกลุ่มของข้ากับนายท่านเพื่อถอนกำลังกลับค่ายไม่ว่าจะหาคุณหนูเจอหรือไม่ก็ตาม"
รีอาร์แบ่งหน้าที่ได้อย่างชาญฉลาด หลังพูดจบก็พ่นควันบุหรี่ออกจากปาก ก่อนจะดีดก้นของมันลงพื้น เขาจัดการแบ่งกลุ่มและแจ้งแผนการเป็ที่เรียบร้อย จึงนำเ้านายและผู้ติดตามในกลุ่มตัวเองมุ่งลงเนินสวนทางกับเส้นทางที่ไต่ขึ้นมา โดยอาศัยแสงของคบเพลิงนำทางและเสียงะโเรียกหาลิซาน่าเป็ระยะ
ขบวนติดตามแยกย้ายกันไปตามทิศต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย อากาศค่ำคืนเวลานี้ติดลบเกินกว่ามนุษย์ปกติจะอาศัยอยู่ได้โดยปราศจากกองไฟและเครื่องนุ่งห่มแบบหนา ในมือของหัวหน้าคณะเดินทางกอดเสื้อกันหนาวตัวเล็ก อันเป็สมบัติที่จะนำไปมอบให้กับลูกสาวภายหลังพบตัว ในใจของเขาเฝ้าภาวนาขออย่าให้ลิซาน่าประสบเคราะห์กรรมอันใดเลย อีกเสียงหนึ่งในความรู้สึกก็นึกสบถโทษตัวเองที่ไม่เฉลียวใจปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น นี่เป็ครั้งแรกที่หัวใจของผู้ชายร่างใหญ่หวั่นไหวหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา
"ลิซาน่า อยู่ที่ไหนลูก พ่อมารับเ้ากลับค่ายแล้ว หากได้ยินเสียงพ่อเ้ารีบตอบกลับมาอย่าช้าที อากาศหนาวมากเดี๋ยวจะป่วยไม่สบาย ลิซาน่า เ้าได้ยินเสียงพ่อไหม"
เขาป้องปากะโเรียกชื่อลูกสาว เกร็งคอจนเห็นเส้นเืปูดตลอดทั้งลำคอจนถึงใบหน้า รีอาร์กับบรรดาลูกหาบกระจายตัวเดินเป็วงกว้างเว้นระยะห่างกันคนละ 200 เมตร ช่วยกันเรียกหาอีกหลายแรง พื้นที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด แต่ยังพอมีแสงดาวและดวงจันทร์ส่องให้เห็นทาง สีนวลฉาบเป็ประกายของพื้นทรายที่สะท้อนแสงจากฟากฟ้าช่างงดงามราวกับเนินละอองดาวต่างโลก ทว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาชื่นชมความวิจิตรตระการนี้ เหนือเนินทรายมองเห็นกลุ่มดวงไฟจากคบเพลิงกำลังเคลื่อนที่เป็จุดๆ นับสิบดวง ระคนกับเสียงะโป้องปากเรียกชื่อเด็กหญิงตัวน้อยระงมก้องทั่ว แต่ก็ไร้วี่แววการตอบกลับ นอกจากเสียงในราตรีของสัตว์กลางคืนอันได้แก่ นกฮูกและหมาจิ้งจอกทะเลทราย ที่เห่าหอนเป็ระยะๆ ตามธรรมชาติสรรพสำเนียงของท้องที่ในเวลานี้เท่านั้น
เวลาผ่านไป 2 - 3 ชั่วโมง กลายเป็ 5 - 6 ชั่วโมง การออกค้นหาเด็กหญิงกินเวลาั้แ่่หัวค่ำจนถึงเที่ยงคืนกว่าปาจะเข้าสู่ตีหนึ่งเศษ คณะติดตามกลุ่มของหัวหน้ากองเกวียนถูกรีอาร์กลับรวมกลุ่มเพื่อหารือและพักผ่อนภายหลังแยกกระจายการค้นหา เชื่อว่ายังไม่มีกลุ่มไหนใน 4 กลุ่มที่แยกตัวออกไปพบเจอวี่แววของลิซาน่าคุณหนูตัวน้อย เพราะยังไม่เห็นสัญญาณจากพลุเพลิงตามที่นัดหมาย การค้นหาอาจกินเวลาถึงเช้าและคณะเดินทางของคล็อกครัชอาจต้องตั้งหลักอยู่ที่เนินทรายนี้จนกว่าจะหาบุตรสาวของเขาจนเจอ กองไฟถูกจุดขึ้นท่ามกลางอากาศหนาวที่ไม่มีวี่แววจะลดลงแต่อย่างใด คนงานแบ่งกลุ่มจุดไฟขึ้นหลายกองต่างกรูเข้ามาพิงอาศัยความอบอุ่นคลายหนาว คล็อกครัชทิ้งก้นลงไม่ห่างจากกองไฟของตนเองมากนัก เขานั่งเหม่อนัยตาจองเปลวไฟไม่กระพริบนึกโทษตัวเองในใจเพียงคนเดียว รีอาร์เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ด้วยลักษณะนิสัยของเขาไม่ใช่คนที่สามารถปลอบใจใครได้ดีเท่าไรนัก จึงนำหม้อสนามใส่น้ำเอามาแขวนเหนือกองไฟทำน้ำร้อนและเอาเนื้อย่างมาอุ่น จากนั้นจึงยื่นมันให้กับเ้านายเป็สิ่งของแทนคำพูดปลอบใจที่เขาทำไม่เป็
หัวหน้าคณะหันสบตาลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ ก็เห็นอีกฝ่ายพยักหน้าขอให้รับสิ่งของที่เขาบรรจงจัดสรรให้
" เข้ากินอะไรไม่ลงหรอกรีอาร์ ขอบใจเ้ามากที่เป็ห่วง"
คล็อกครัชปฏิเสธ เสียงของเขาทั้งแ่เบาและแหบแห้ง เป็ผลมาจากการะโเรียกลูกสาวไม่ได้หยุดั้แ่่หัวค่ำจนถึงเวลานี้
"แต่ท่านต้องกินอะไรบ้าง ไม่งั้นจะมีแรงติดตามหาคุณหนูไปได้อีกนานแค่ไหน อย่างน้อยอาหารและน้ำอุ่นที่ข้าน้อยมอบให้ท่านก็ทำให้เสียงที่แหบแห้งของนายท่านกลับคืนมาบ้าง เพื่อเอาไว้ใช้เรียกคุณหนูในอีกไม่กี่ชั่วโมงที่เรากำลังจะออกเดินทางต่อนะขอรับ"
รีอาร์ยื่นชิ้นเนื้อในมือที่รองด้วยผ้าสะอาดสีขาวและกระติกน้ำอุ่นให้เ้านายอีกรอบพร้อมพยักหน้ายิ้มให้
คล็อกครัชเลียบริมฝีปากอันแห้งผาก พยักหน้ารับของมาด้วยความเต็มใจ และเห็นด้วยกับเหตุผลของผู้รับใช้ เขากัดแทะกินอย่างกระหายแม้สภาพจิตใจจะไม่อยากรับอาหาร รีอาร์ผู้จับจ้องมองเ้านายไม่ห่างใจชื้นขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นเช่นนั้น สายตาของชายหนุ่มผิวคล้ำเหลือบมองรอบๆ อย่างระมัดระวัง ประสาทััตื่นตัวถึงที่สุดพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอันอาจเกิดได้ขึ้นทุกเมื่อ สิ่งที่เห็นมีเพียงกองดินเป็ประกายกินพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ไม่ต่างกับกำลังล่องเรืออยู่ในมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่ง ไร้วี่แววเงาของเด็กหญิงตัวเล็ก จุดหนึ่งซึ่งดวงตาของมาหยุดอยู่ คือเพิงหินขนาดย่อมห่างออกไปไม่ไกลนักเงาของมันเมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์ช่างไม่ต่างกับโครงร่างของอสูรราตรีดูน่าหวั่นสะพรึง รีอาร์คล้ายต้องมนต์มายาไม่ให้ละสายตาจากเพิงหินก้อนนั้น เสียงคุยกันระงมของบรรดาลูกขบวนคนอื่นๆ กระซิบซาบผ่านสายลมเข้ามากระทบหูของเขาอยู่เรื่อยๆ ในใจนึกหาวิธีแก้ไขปัญหาใหญ่ให้เ้านายตลอดเวลา คุณหนูลิซาน่า อาจอยู่ที่ใดได้บ้างในดงนรกราตรีแห่งนี้ จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ แม้ก่อนหน้าออกเดินทางตามหาเขาจะให้กำลังใจทุกคนให้เชื่อมั่นว่าคุณหนูจะรอด แต่หลังจากตามหาหลายชั่วโมงความมั่นใจของเขาก็เริ่มแ่ลงพอๆ กับความเหน็ดเหนื่อยที่พรั่งพรูเข้ามา
"เราออกห่างจากค่ายมาไกลเท่าไรแล้ว"
เสียงของคล็อกครัชสะกิดเขาให้ตื่นจากภวังค์ รีอาร์สะดุ้งสลัดสายตาจากเป้าหมายหันมามองเ้านาย ครุ่นคิดอยู่สักพักจึงตอบกลับไป
"ประมาณ 3 - 4 กิโลเมตรเห็นจะได้ขอรับ ไม่นับระยะทางตอนลงเนินมา"
"เส้นทางข้างหน้าเป็ยังไงบ้าง ที่ที่เราจะเดินทางผ่าน"
หัวหน้าคณะถามระหว่างบดเคี้ยวอาหารไปพลาง
"ก่อนหน้านี้เป็ร่องเนินทรายลึกพอสมควร แต่หลังจากพายุทรายซัดผ่านเมื่อ่เย็น ตอนนี้เส้นทางเดิมกลายเป็เนินเรียบหมดแล้วขอรับ"
"งั้นก็เดินสะดวกก็ตอนเรามาน่ะสิ"
"ใช่ขอรับ ถือเป็เื่ดีสำหรับเรา แต่สำหรับการออกติดตามหาคุณโดยหวังอาศัยร่องรอยและสภาพเนินทรายที่สูงขึ้นขนาดนี้ ข้าเกรงเหลือเกินว่า..."
"เราจะหานางจนพบ"
หัวหน้าคณะชิงตัดบทก่อนรีอาร์พูดจบ ชายหนุ่มหันไปสบตาเ้านาย แววตาอีกฝ่ายเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาไม่ย่อท้อ
"ลิซาน่าเป็ลูกคนเดียวของข้า นางเป็ตัวแทนของเอเลน่า ภรรยาผู้เป็ที่รักยิ่ง ชีวิตข้าช่างอาภัพวาสนาต่ำต้อย ภรรยาเพียงคนเดียวต้องจากโลกนี้ไปด้วยโรคร้าย ทิ้งลูกสาวของเราที่เพิ่งเกิดได้ไม่ถึง 4 เดือนเอาไว้เป็ตัวแทนต่างหน้า ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งนางไว้ในที่แบบนี้เด็ด ต่อให้พบนางสภาพใดข้าก็จะยินยอมรับในชะตากรรมที่พระเป็เ้ามอบให้อย่างถึงที่สุด แม้ว่าจะต้องสละทรัพย์สินหรือขบวนเกวียนทั้งหมดลงที่นี่ก็ตาม"
คล็อกครัชกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
"อะ เอ่อ จริงด้วยขอรับ คุณหนูต้องปลอดภัยแน่นอน ข้าเองก็เชื่อเช่นนั้น"
รีอาร์ แช่มชื่นเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจเมื่อได้ฟังคำของเ้านาย เหมือนไฟในกายของเขากลับมาลุกโชนอีกหนหลังแ่ลงจากความเหน็ดเหนื่อย เห็นได้ชัดว่าหัวหัวคณะเดินทางผู้นี้มีทั้งความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและไม่ย่อท้อต่อชะตากรรมเลย เขาสามารถปลุกกำลังใจคนอื่นๆ ได้สมกับฐานะผู้นำโดยแท้
กลางดึกของทะเลทรายหมอกสีขาวโพลนแผ่ลงปกคลุมพื้นที่จนมองไม่เห็นบริบทโดยรอบถนัดตา ขณะนี้เป็เวลาเกือบตี 2 ครึ่งเห็นจะได้ยังไม่มีใครได้พักผ่อนหลังจากการเดินทางตลอดทั้งวัน ภายใต้ความสงัดเหมือนว่าโลกทั้งใบถูกหยุดไว้ในความเงียบ จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นแว่วฝ่าสายลมและทะเลหมอกลอยมากระทบโสตประสาทของทุกคน
** หวี๊ด หวี๊ด หวี๊ดดดดดดด **
มันคล้ายกับเสียงแตรเขาสัตว์ขนาดเล็กไม่เกินฝ่ามือ ดังและหยุดต่อเนื่องเป็จังหวะ คล้ายระหัสมอส
"ฟังสิ เสียงนั่น"
ลูกหาบคนหนึ่งเอ่ย ขณะที่ทุกคนค่อยๆ หยุดส่งเสียงพูดคุย เขายืนขึ้นสดับเสียงปริศนา ร่างกายผอมแห้งหัวล้านไร้เส้นผม เขาสวมผ้าคลุมสีดำปกปิดกายจนมิดตลอดั้แ่คอลงมาถึงข้อเท้า สะกิดบอกให้ทุกคนฟัง ช่วยกันตีความหมายและพยายามจับทิศทาง
"นายท่านขอรับ หรือว่านี่"
รีอาร์กระซิบปรึกษาคล็อกครัช หัวหน้าคณะขมวดคิ้วตั้งสมาธิเอียงหูฟังอยู่เพียงครู่ ก็ค่อยๆ ยิ้มออกมา แววตาเปลี่ยนเป็ประกาย
"ใช่แล้วรีอาร์ พระผู้เป็เ้าทรงเมตตาเราแล้ว นี่เป็เสียงจากขลุ่ยเขาสัตว์ที่ข้ามอบให้กับลิซาน่า นางกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรา เร็วเข้า รีบไปหานางกัน"
ทั้งคณะติดตามไม่รีรอ เร่งเก็บสัมภาระยัดใส่กระเป๋า ทั้งหม้อสนามที่พักจากกองไฟจนน้ำเริ่มเย็นถูกสาดทิ้งและเช็ดอย่างด่วนรีบเร่ง ลูกหาบแบกกระเป๋าหนังขึ้นบ่า แล้วจุดคบเพลิงแจกส่งต่อให้กันคนละคบ รีอาร์ดันบั้นท้ายคล็อกครัชขึ้นขี่หลังกวางเขาดาบของทาร่าที่ยืมมา จากนั้นก็กระโจนพาตัวเองขึ้นพาหะนะอีกตัว ถือคบเพลิงนำขบวนมุ่งตามไปยังทิศทางที่มาของเสียง โดยมีทาร์ซอีก 2 ตัวพร้อมคนบังคับเดินรั้งท้ายขบวนตามมาติดๆ ต่างเต็มไปด้วยความหวังระคนปลื้มปิติอย่างบอกไม่ถูกกับสัญญาณดีงามที่ถูกส่งผ่านสายลมมา
ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่ดูคล้ายจะเป็ปลายยอด ลำต้นั้แ่่กลางยาวลงไปถึงโคนถูกฝังกลบด้วยมวลทรายจำนวนมหาศาล อายุอานามไม่ขาดจากร้อยกว่าปีเห็นจะได้ มีใบแผ่แตกกิ่งก้านยาวโค้งรับขนานกับพื้นโลกคล้ายว่ามันจะกลายเป็เสาค้ำท้องฟ้าตระหง่านสูงนับหลายร้อยเมตรจากพื้นดิน หากไร้มวลของทรายจำนวนมากที่กองรวมกันเป็ูเาบดบังรัศมีแห่งราชันย์พฤกษา ตรงส่วนหนึ่งของกิ่งก้านขนาดมหึมาปรากฏเงาตระคลุมตระครามของเด็กหญิงตัวเล็กผู้หนึ่ง อายุไม่เกิน 9 - 10 ปีกำลังฉุดยื้อบางสิ่งอย่างเอาเป็เอาตาย ในบางจังหว่ะเธอหยิบขลุ่ยตรงคอที่ทำมาจากเขาสัตว์ขึ้นมาเป่าส่งสัญญาณไม่ขาดระยะ เสื้อแขนยาวสีครีมอ่อนทำมาจากขนสัตว์ทับอีกชั้นด้วยเสื้อกั๊กสีน้ำเงินเข้มเมื่อต้องประกายแสงของดวงจันทร์ยามราตรี เธอสวมหมวกไหมพรมถัก ผมยาวมัดรวบเป็เปียกึ่งมัดจุก สวมรองเท้าบูทเล็กพอดีกับฝ่าเท้า กำลังนั่งพับเข่าออกแรงจับบางสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มันส่งเสียงร้องขู่ไม่ค่อยถนัด ปากของมันคงกัดบางสิ่งเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
"ปล่อยเดี๋ยวนี้นะเทียร์บี้ ข้าบอกให้ปล่อยไงเล่าเ้าแมวดื้อ ฮึ๊บ!! "
"แง่งๆ ๆ หม่าวววว "
มันร้องขู่ทำท่าพองขนอย่างดุร้าย ในปากคาบกัดเศษผ้าเก่าๆ ผืนหนึ่งไม่ยอมปล่อย ทั้งเขี้ยวและเล็บจิกกัดสะบัดเหมือนจะฉีกให้ขาดตรงนั้น ในขณะที่ลำตัวถูกจับโดยลิซาน่าผู้เป็เ้าของ เธอทั้งตีและออกแรงดึงแต่มันก็ไม่เป็ผล ทั้งคู่ฉุดยื้อกันอยู่นานเท่าไรไม่ทราบ กระทั่งเธอได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนเองสะท้อนดังแว่วมาแต่ไกล เื้ัที่หันกลับไปมอง ตรงเนินทรายห่างออกไปไม่เกิน 500 เมตร มีแสงสว่างจ้าสีส้มจางๆ จำนวนมากกำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาเธอด้วยความเร็วประมาณหนึ่ง แสงนั้นสะท้อนละอองหมอก พอเห็นได้ลางๆ เด็กหญิงยิ้มร่าด้วยสัญชาติญาณรีบปล่อยมือจากเ้าสัตว์หน้าขนตัวปัญหา ออกมายืนะโพลางะโโบกมือให้ ส่งเสียงตอบกลับไปด้วยท่าลิงโลด
"ท่านพ่อ พี่รีอาร์ พี่ทาร่า ข้าอยู่ทางนี้ ยู๊วฮู๊ววว"
ลิซาน่าป้องปากะโสุดเสียง เมื่อพ้นเนินทรายลงมาหัวหน้าคณะเดินทางก็ได้พบกับบุคคลสูญหายผู้เป็เสมือนแก้วตาดวงใจของเขา เธอยืนะโโลดเต้นดีใจระคนร้องไห้ ในที่สุด ความหนักใจของเขาก็คลายลง กลุ่มของรีอาร์พากันถอนหายใจโล่งอกกันยกขบวน ต่างเร่งฝีเท้าลงมารับคุณหนูตรงหลุมทรายอันมีกิ่งของต้นไม้ใหญ่เป็หลักให้หลบภัย คล็อกครัชะโลงจากหลังกวางเขาดาบ โล่เข้าหาลิซาน่าบุตรสาว สองพ่อลูกโผเข้ากอดกันแน่นเอาหัวถูกันไปมา หัวหน้าคณะรีบสำรวจทั่วร่างลูกสาวทันที เขายกเธอขึ้นจับพลิกซ้ายขวาเกรงว่าเธอจะได้รับอันตราย
"ลิซาน่า เ้าไม่ได้รับาเ็ตรงไหนใช่ไหม"
เขาถามด้วยความเป็กังวล เด็กหญิงส่ายหน้าแทนคำตอบ เธอยิ้มหน้ารื่นด้วยความดีใจ หัวหน้าคณะวางเธอลงเมื่อไม่พบาแหรือสิ่งผิดปกติอะไร เป็จังหวะเดียวกับคนอื่นกรูเข้ามาล้อมคุณหนูตัวเล็กเอาไว้ด้วยความเป็ห่วงไม่แพ้กัน ใบหน้าแช่มชื่นเปี่ยมความสุขปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มจากผู้คนรอบๆ กายเด็กน้อย เธอััความอบอุ่นได้แม้ยื่นอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเจียนขาดใจ บิดาของเธอสวมเสื้อกันหนาวให้โดยไม่รีรอ ห่มผ้าขนสัตว์ทับอีกชั้นเพื่อเพิ่มความอุ่น ก่อนที่เธอจะนึกขึ้นได้ และผละวิ่งออกจากกลุ่มไปยังกิ่งไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งบัดนี้เ้าแมวป่าตัวจ้อยสัตว์เลี้ยงของเธอ ยังคงวุ่นอยู่กับผ้าผืนเดิมไม่ยอมปล่อย ลิซาน่ายืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก เธอทั้งะโด่าและหาเศษไม้จากพื้นปาใส่หมายให้มันยอมเลิกราทว่าไม่ได้ผล รีอาร์และคล็อกครัชเดินเข้ามาสมทบ นำคบเพลิงส่องดู ก็เห็นร่างแมวป่าตัวเล็กขนสีส้มอ่อนปนดำกำลังขย้ำบางสิ่งอยู่
"นั่นเทียร์บี้ไม่ใช่เหรอ มันกำลังทำอะไรของมัน"
ชายหนุ่มผิวคล้ำถามด้วยความสงสัย
"ไปรีอาร์ เอามันกลับไปด้วย นี่ดึกมากแล้วเดี๋ยวทาร่าและคนอื่นๆ จะเป็ห่วง"
หัวหน้าคณะออกคำสั่งโดยไม่ติดใจสิ่งที่มันทำ เขาหันไปบอกพวกลูกหาบให้จุดผลุไฟสีแดงส่งสัญญาณให้ทีมอื่นๆ ทราบและยกเลิกภาระกิจค้นหา ระหว่างนั้น รีอาร์วางคบเพลิงพิงกิ่งไม้เอาไว้ข้างๆ กายพอมีแสงสว่างส่องให้มองเห็น สองมือจับที่ตัวของเทียร์บี้ เขาออกแรงดึงเบาๆ ก่อน แต่เ้าแมวดื้อพยายามขัดขืน มันยิ่งกัดแน่นและส่งเสียงขู่ดังขึ้นกว่าเดิม ครั้งสองนี้ รีอาร์ออกแรงดึงมากกว่าครั้งแรก เขามีลิซาน่าคอยเป็กองเชียร์ส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ด้านหลัง
"แปลกแหะ ทำไมหนักขนาดนี้"
รีอาร์คิดในใจ เป็อีกครั้งที่เขาทำไม่สำเร็จ หัวหน้าคณะเดินทางหันมาเห็นก็นึกแปลกใจ ดูเหมือนรีอาร์จะเจอปัญหาบางอย่าง ด้วยความสงสัยคล็อกครัชเดินเข้ามาดูจากทางด้านหลัง สังเกตเห็นรีอาร์ออกแรงดึงสุดกำลังเพื่อยกตัวเ้าแมวป่าตัวจ้อยขึ้นมาแต่กลับคว้าน้ำเหลว คล็อกครัชฉงนใจจึงได้ถามออกไป
"มีปัญหาอะไรหรือเปล่า"
รีอาร์เริ่มหอบหืดขึ้นคอ มันชักยากเกินกว่าคาดการณ์เอาไว้เสียแล้ว บางอย่างที่เทียร์บี้เกาะอยู่มีน้ำหนักมหาศาลเกินกว่าแรงคนธรรมดาจะยกขึ้นไหว เขาไม่ได้ตอบคำถามเ้านาย มัวแต่หอบและพยายามออกแรงดึงให้มากกว่าเดิม ครั้งนี้ถึงขั้นใช้เท้ายันต้นไม้เพื่อหวังงัดแมวออกจากสิ่งที่มันเกาะ แต่ก็ไร้ความหมาย หัวหน้าคณะสังเกตุเห็นความผิดปกตินี้ เขาเรียกบรรดาลูกหาบมาช่วยกันฉุดตัวของรีอาร์เพิ่มอีกหลายแรง ทุกคนนับถอยหลังและเริ่มขยับพร้อมกัน
"เอ้าพวกเรานับถอยหลังแล้วออกแรงพร้อมๆ กันนะ 3 2 1 ฮึ๊บบ"
รีอาร์เป็คนนำกล่าว ทั้งหมดดึงสุดแรงเกิดยื้อยุดกับเ้าแมวป่าและเศษผ้าปริศนาอยู่ไม่นาน ทันใดนั้นเอง บางสิ่งไม่คาดคิดก็ถูกงัดขึ้นมาจากพื้นทราย
"เห้ย นะ นี่ นี่มัน คะ คนนี่น่า"
ร่างกำยำสวมเสื้อผ้าทั้งเก่า ขาดยับยู่ยี่ถูกยกขึ้นจากผืนทรายที่ทับถมร่าง เป็บุรุษเนื้อตัวมอมแมมสกปรก ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งนอนสลบไม่ได้สติอยู่ เขาคือใครกันแน่
(บทประพันธ์ : ัขาวเล่าเื่)