“เจิ้งกั๋วตง นายไม่...”
“อย่าเพิ่งพูด!” เจิ้งกั๋วตงไม่แม้แต่จะหันมองสองตาจ้องเขม็งไปที่หน้าจอ “รีบ...รีบย้อนกลับไปเดี๋ยวนี้”
เจ้าหน้าที่เทคนิคหันไปมองผู้บัญชาการเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าจึงถามขึ้น “ย้อนกลับไปกี่นาทีครับ?”
เจิ้งกั๋วตงร้อนใจจนทนไม่ไหวเขาถลาเข้าไปที่หน้าแผงควบคุมเสียเอง “ฉันจัดการเองนายไปทำส่วนของนายเถอะ”
ผู้บัญชาการกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่ที่ถูกเบียดออกมาก่อนจะพาเลขาเดินออกไปด้านนอก
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานเลขาครุ่นคิดมาตลอดทางก่อนจะเปิดปากถาม “ผู้บัญชาการครับเรื่องจี้ทิงคนนั้น...”
เขาไม่ได้พูดจนจบประโยคแต่ทั้งคู่ต่างรู้กันดีอยู่ในใจ
เหตุผลที่จี้ทิงพูดเรื่องเหล่านั้นออกมาในห้องกักตัวเพียงลำพังก็เพราะเทคโนโลยีที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ทั้งจากผู้อำนวยการฉางและเจิ้งกั๋วตงนั้นลำพังเพียงแค่ทฤษฎีของมันก็นับว่าสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งวงการแล้วนี่คือการพิสูจน์ตนเอง และยังเป็นการช่วยเหลือตนเองของเขาอีกด้วย
ผู้บัญชาการนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณไปเตือนฉินไจ้เย่การตรวจสอบให้ดำเนินต่อไปได้ แต่ขั้นตอนต้องถูกต้องตามระเบียบถ้าถึงเวลาพักก็ต้องให้พัก ถึงเวลาทานข้าวก็ต้องให้ทานการปฏิบัติต่อผู้ถูกกักตัวต้องเป็นไปตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด”
“ครับ”
เลขาไปแจ้งความที่ห้องกักตัวแล้วทว่าทางด้านฉินไจ้เย่กลับไม่ได้หยุดมือการซักถามจี้ทิงยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเที่ยง
ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่คุมตัวเห็นว่าจี้ทิงสีหน้าย่ำแย่มาก จึงเสนอให้พักสักครู่แต่กลับถูกฉินไจ้เย่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
อีกสักพักเขาต้องไปสอบปากคำลู่เหยียนชูต่อหลังจากสอบปากคำจี้ทิงเสร็จเขาถึงจะนำคำให้การของทั้งสองฝ่ายมาเทียบเคียงกันได้ว่ามีจุดไหนคลาดเคลื่อนหรือไม่เขาจะมัวมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระไม่ได้
ตอนนี้จี้ทิงใบหน้าขาวซีดเผือดหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากนิ้วมือที่กำแน่นตลอดเวลาบ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ฉินไจ้เย่ยังคงรุกถามคำถามใหม่จี้ทิงเริ่มหายใจขาดช่วงสั้นลงเรื่อยๆ เขาพยายามยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก“ผม... ผมขอใช้สิทธิ์พักผ่อน”
ฉินไจ้เย่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าตอบด้วยเสียงเย็นชา“ถามจบแล้วค่อยว่ากัน”
“ตามระเบียบการดูแลผู้ถูกกักตัว การซักถามในหนึ่งวัน ระยะเวลาต้องไม่...”
ฉินไจ้เย่เหลือบตาขึ้นมองด้วยสายตาไร้ความรู้สึกพลางเอ่ยขัดจังหวะ “ในเมื่อยังมีแรงท่องระเบียบได้ก็เอาสมองส่วนนั้นมาตอบคำถามของฉันซะ”
ร่างกายท่อนบนของจี้ทิงเอนงอคุดคู้ลงไปแล้วเขาเอ่ยตะกุกตะกัก “ผมไม่ไหว...จริงๆ ...”
สิ้นคำพูดนั้นร่างทั้งร่างของเขาก็พลันพลัดตกจากเก้าอี้ ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง
เจ้าหน้าที่รีบทรุดตัวลงตรวจอาการ“จี้ทิงๆ!”
ฉินไจ้เย่ลุกขึ้นจากเก้าอี้เขาทอดสายตามองลงมาจากเบื้องบนเพื่อประเมินว่าการหมดสติครั้งนี้เป็นเรื่องจริงหรือการแสดงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นรายงาน “พันโทฉินครับเขา...”
“ไปตามหมอมา”
พูดจบเขาก็หยิบของบนโต๊ะเดินออกจากห้องกักตัวไปทันที
...
ภายในห้องทำงานผู้บัญชาการเมื่อได้ยินรายงานจากเลขา เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น “คุณบอกว่าใครมานะ?”
“รองประธานฝ่ายการเมืองเสิ่น ประจำกองพลทหารที่ 65 ครับ”
ในเมื่อไม่มีคำสั่งเคลื่อนย้ายและไม่มีภารกิจเร่งด่วน ทำไมเสิ่นหลินถึงมาที่นี่กะทันหันกัน...
ผู้บัญชาการครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนสั่ง“เชิญเขาเข้ามา”
ไม่นานนักเสิ่นหลินก็ถูกเชิญเข้ามาผู้บัญชาการยืนขึ้นยิ้มต้อนรับพร้อมกับจับมือกันแน่น
“คุณพ่อมักจะพูดถึงคุณที่บ้านเสมอครับท่านยังจำได้ว่าช่วงไหว้พระจันทร์เมื่อปีก่อนที่คุณไปทานข้าวที่บ้านยังเหลือเหล้าเหมาไถ [1] อีกครึ่งขวดที่ยังดื่มไม่หมดนะครับ”
ผู้บัญชาการโบกมือพลางกล่าว“พูดแบบนี้ผมก็ละอายใจ ปีที่แล้วผมงานยุ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปีไม่มีเวลาไปเยี่ยมท่านอดีตเสนาธิการเลย”
ทั้งสองพูดคุยกันเล็กน้อยเมื่อนั่งลงแล้ว ผู้บัญชาการก็เข้าเรื่องทันที “ถ้าที่บ้านมีเรื่องอะไรคุณพูดมาได้เลย อะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ผมไม่เกี่ยงแน่นอน”
คำว่า‘เรื่องที่บ้าน’ เป็นการแบ่งแยกชัดเจนว่าเรื่องงานส่วนงานเรื่องส่วนตัวก็คือส่วนตัว
เสิ่นหลินเผยรอยยิ้มขื่นอย่างจนใจ“เป็นเรื่องที่บ้านจริงๆ ครับ ผู้บัญชาการจ้าวคงทราบดีบ้านผมมีน้องเล็กอยู่คนหนึ่ง เป็นลูกหลงของคุณพ่อคุณแม่ท่านทั้งสองรักใคร่เอ็นดูเหมือนแก้วตาดวงใจ”
“หลายปีมานี้เขาแง่งอนกับทางบ้าน เฮ้อ...” เขาถอนหายใจท่าทางเหมือนมีเรื่องที่ไม่ขอพูดถึงจะดีกว่า “น้องชายคนนี้อุตส่าห์ยอมบากหน้ามาขอร้องผมทั้งทีผมก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ เลยต้องขออนุญาตมารบกวนคุณถึงที่นี่ครับ”
“คุณสองคนก็เหมือนหลานชายแท้ๆ ของผม ไม่เป็นไร มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
เสิ่นหลินนิ่งไปอึดใจก่อนจะกล่าวว่า“เสิ่นมู่หลานมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อจี้ทิงได้ยินว่าเขาเข้าไปพัวพันในคดีของฝ่ายความมั่นคง และถูกส่งตัวมาซักถามที่นี่ครับ”
ทำไมถึงเป็นจี้ทิงอีกแล้ว?
หัวคิ้วของผู้บัญชาการกระตุกวูบเขานิ่งไปหลายวินาที “มีเรื่องนี้จริง แต่ว่า...”
“คุณวางใจได้ครับ ผมรู้ระเบียบวินัยดี จะไม่ทำให้คุณต้องลำบากใจแน่นอน”เสิ่นหลินแสดงจุดยืนชัดเจนก่อนจะเสริม “เสิ่นมู่หลานแค่ฝากมาถามว่าการซักถามต้องใช้เวลาประมาณกี่วัน เขาจะได้พอทำใจไว้บ้างครับ”
ในขณะที่ผู้บัญชาการกำลังชั่งใจว่าจะตอบอย่างไรเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง
“เข้ามา”
เลขาผลักประตูเข้ามารายงานว่า “ผู้บัญชาการครับผู้อำนวยการฉางให้คนขนอุปกรณ์มาแล้ว บอกว่าจะมาตรวจ... ให้จี้ทิงครับ”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบเจ้าหน้าที่คุมตัวจากห้องกักตัวหมายเลขสองก็วิ่งหน้าตั้งมาถึงหน้าประตู“ผู้บัญชาการครับ จี้ทิงเป็นลมหมดสติไประหว่างการซักถามหมอหลิวดูอาการแล้วบอกว่าต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันทีครับ”
หัวคิ้วผู้บัญชาการขมวดปมแน่นเขาลุกพรวดขึ้นจากโซฟา “เป็นลมได้ยังไงผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้ระวังเรื่องระเบียบการซักถาม!”
เจ้าหน้าที่ตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ“คือ... คือพันโทฉินเขา...”
ผู้บัญชาการสะบัดมือด้วยความโกรธ“เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน รีบหารถส่งเขาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!”
เสิ่นหลินฉวยจังหวะที่ทั้งสองคุยกันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาเสิ่นมู่หลานทันที
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ณลานจอดรถของโรงพยาบาลตำรวจพลร่ม เสิ่นมู่หลานวิ่งเหยาะๆเพื่อที่จะตามจี้เยี่ยนจื๋อให้ทัน “จี้เยี่ยนจื๋อพี่ชายฉันบอกว่าจี้ทิงตรวจร่างกายเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังรอผลอยู่”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้เอ่ยคำใดเงาทึมมืดปกคลุมอยู่ในแววตา ราวกับพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังตั้งเค้า
ทั้งสองก้าวฉับๆเข้าไปในอาคารผู้ป่วย เมื่อลิฟต์ถึงชั้นสิบสาม ทันทีที่ประตูเปิดออกก็เห็นเจ้าหน้าที่สองนายยืนตัวตรงแน่วอยู่หน้าห้องผู้ป่วย
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจลึกสะกดกลั้นอารมณ์พลางก้าวเข้าไปหา “ผมจี้เยี่ยนจื๋อพี่ชายของจี้ทิง ผมขอเข้าเยี่ยมเขาหน่อย”
เจ้าหน้าที่มองตรงไปข้างหน้าพลางตอบกลับ“ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้เข้าเยี่ยม ห้ามเข้าเด็ดขาดครับ”
ในลำคอของจี้เยี่ยนจื๋อราวกับมีเปลวไฟจวนเจียนจะพลุ่งพล่านตอนนั้นเองเสิ่นมู่หลานรีบคว้าต้นแขนของเขาไว้ “นายอย่าเพิ่งวู่วามเดี๋ยวฉันโทรหาพี่ชายให้เขาช่วยหาทางดู”
เขาดึงตัวจี้เยี่ยนจื๋อออกมาด้านข้างก่อนจะหยิบโทรศัพท์โทรหาเสิ่นหลิน
ประมาณสิบห้านาทีต่อมาเสิ่นหลินและประธานฝ่ายการเมืองเหยียนจากเขตป้องกันทหารก็ก้าวออกมาจากลิฟต์
เสิ่นหลินช่วยแนะนำทั้งสองฝ่าย“ท่านนี้คือพี่ชายคนโตของจี้ทิง และเป็นประธานของกลุ่มบริษัทซื่อลี่จี้เยี่ยนจื๋อครับ”
ประธานเหยียนยื่นมือออกไป“สวัสดีครับ”
ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่ยื่นมือไปจับดวงตาคมกริบของเขาเย็นเยียบราวกับแช่ในน้ำแข็ง “จี้ทิงเป็นทั้งผู้แจ้งเบาะแสและพยานไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เขาก็ควรได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด เพราะงั้นคุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่า ทำไมเขาถึงต้องเข้าโรงพยาบาลในสภาพนี้?”
ประธานเหยียนชักมือกลับพลางกระแอมเล็กน้อย “เรื่องนี้เป็นเพราะวินัยในกองทัพของเรามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของจี้ทิง เราจะให้คำ...”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยขัดขึ้นทันควันเน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ผมต้องการพบจี้ทิงเดี๋ยวนี้”
เชิงอรรถ
[1]เหล้าเหมาไถ (茅台酒) คือเหล้าประจำชาติและเหล้าที่ใช้ในงานเลี้ยงรับรองระดับสูง