คุณนายสาวิตรีข้ามเรือไปถึงฝั่งก็สั่งให้คนขับรถที่คอยรับใช้พาไปยังฟาร์มไข่มุกหวังจะไปดูให้เห็นกับตาว่าจริงหรือไม่ ที่สุธาสินีออกจากบ้านไปกับสามีตนตั้งแต่เช้าแต่เมื่อไปถึง พบหน้าคุณณรงค์ ได้ความว่า
‘นายหัวเข้ามาแค่แป๊บเดียวครับมาดูความเรียบร้อย แล้วก็อยู่คุยกับคุณสูรย์ ไม่นานนักท่านก็กลับ’
คุณนายใหญ่จึงตามหาตัวบุตรชายแต่วิธีการถามก็ไม่ได้กระโตกกระตาก ค่อยๆตะล่อม ‘เห็นคุณณรงค์ว่าพ่อแกแวะมาดูงานตั้งแต่เช้าแล้วตอนนี้ไปไหนซะล่ะ’
‘คุณพ่อออกไปข้างนอกแล้วครับแต่ไปไหนต่อ ท่านไม่ได้บอก’
‘แม่ว่าจะถามเรื่องการเรื่องงานของแม่สุกับลูกสักหน่อยตกลงพ่อแกจะว่ายังไงบ้าง นี่ก็มาอยู่ตั้งหลายวันแล้วยังเห็นลอยชายไปมาทั้งแม่ทั้งลูก’ ท่านบ่นยุบยิบก่อนจะปูเข้าเรื่อง‘ทีนี้แม่ไปคุยกับเพื่อนฝูงเอาไว้ ว่าแม่สุมาอยู่ด้วยก็เลยว่าจะชวนกันไปทำความรู้จักกับบรรดาเพื่อนฝูงของแม่ซะหน่อยแต่นี่ก็หาตัวที่บ้านไม่เจอ เห็นยายปีบอกว่าออกมาพร้อมกับพ่อของแก’
ผู้เป็นลูกนิ่วหน้า‘ปีเห็นหรือครับว่าน้าสุมาพร้อมกับพ่อ’
คุณนายใหญ่หูผึ่งทันทีไม่ได้สนใจว่าปีวราจะเห็นจริงหรือเท็จ แต่คำพูดของลูกชายนั่นปะไรพูดทำนองคล้ายว่าทั้งคู่ออกมาด้วยกันจริง
‘หมายความว่าแม่สุมากับพ่อแกตั้งแต่เช้าอย่างนั้นหรือ...แล้วออกไปด้วยกันหรือเปล่า’
แม้น้ำเสียงผู้ถามจะบังคับจนราบเรียบแต่แววตาหวั่นระแวงก็ไม่อาจซ่อน แต่ผู้เป็นลูกชายซึ่งไม่รู้เรื่องราวของบิดากับสุธาสินี จึงตอบแบบก้ำกึ่ง
‘ผมไม่ได้หมายความว่าน้าสุออกมาพร้อมกับพ่อครับเพราะตอนที่พ่อแวะเข้ามาคุยเรื่องงานกับผม ตอนนั้นน้าสุก็ยังไม่ได้มา...’ เขาหยุดคำต่อจากนั้น ยังผลให้มารดาส่งเสียงแหลมใส่
‘นี่แกเข้าข้างพ่อใช่ไหม...ตกลงว่ายังไงพ่อแกมากับแม่สุและออกไปกับแม่สุใช่ไหม’
คุณนายผู้วางมาด ข่มแม้กระทั่งบุตรชายเมื่อไม่ได้คำตอบอย่างที่ต้องการได้ยิน ก็เดินสะบัดหน้าคอตั้งกลับออกไปแล้วก็มุ่งตรงไปยังบ้านเพื่อนฝูง เพราะอย่างน้อยที่นั่นก็น่าจะได้ข่าวอะไรบ้างเกี่ยวกับสามี
แต่เมื่อไปถึง...นอกจากข่าวที่หวังจะไม่ได้ยังถูกชักชวนไปเล่นไพ่เมื่อ ‘ขาขาด’ แต่คนที่อารมณ์ร้อนรุมครึ่งๆกลางๆมีหรือที่สมาธิจะแน่วนิ่ง อ่านเกมในวงไพ่ได้ขาด ไพ่รัมมี่อย่างที่คุณนายชอบเล่นจึงกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย...และเมื่อเปลี่ยนไปเล่นไพ่ป๊อก อารมณ์อันขุ่นมัวยังคงเกาะกินในใจไม่ว่าจะจั่วไพ่กี่ตาต่อกี่ตา ก็มีแต่คำว่า ‘ถูกกิน’
คุณนายใหญ่จึงพกพาความหัวเสียกลับถึงบ้านตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน...
แล้วคนที่ทำให้คุณนายใหญ่ขุ่นข้องหมองใจก็กำลังนั่งจิบเบียร์เย็นๆอย่างครึ้มอกครึ้มใจอยู่หน้าจอโทรทัศน์ขนาดห้าสิบนิ้วซึ่งตั้งอยู่กลางห้องรับแขก
ชายสูงวัยกำลังผ่อนคลายด้วยการยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบสลับกับทานอาหารประเภทยำกับทอดซึ่งใช้เป็นกับแกล้ม ท่วงท่าของท่านสบาย ด้ายการวางพาดท่อนแขนบนพนักโซฟาและนั่งไขว่ห้าง...กิริยาเช่นนี้ ยิ่งทำให้ผู้ที่เพิ่งกลับมาถึง ลมแทบจะออกหู
คุณนายใหญ่ทั้งร้อนเนื้อเหนียวตัวกับแดดระอุไอเบื้องนอกทั้งร้อนรุ่มรุมเร้าในอกเมื่อไม่ได้คำตอบแน่ชัดว่าสามีไปไหนต่อไหนกับน้องสะใภ้ตามคำยุยงของปีวราหรือไม่ดังนั้นเมื่อเห็นสามีดูเหมือนจะไม่อนาทรร้อนใจ ท่านก็ก้าวพรวดมาถึงโซฟาแล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างหงุดหงิดโดยใส่อารมณ์ด้วยการโยนกระเป๋าถือในมือให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนเองอารมณ์ไม่ดี
ดวงหน้าของนายหัวนั้นกำลังแดงเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์อารมณ์ที่สุนทรีแทบจะดับลง เมื่อเห็นความฉุนเฉียวจากกิริยาของภรรยาแต่ท่านก็ยังใจเย็น ไถ่ถามเหมือนไม่รู้ในอารมณ์ของผู้เป็นเมีย
“วันนี้มือตกรึไงกันล่ะคุณสาถึงได้ทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบนั้น...”
เมื่อกำลังอารมณ์ขุ่นมัวถูกทักไม่กี่คำ ก็ตั้งแง่ทันควัน “ใครจะไปอารมณ์ดีแบบคุณพี่ล่ะถึงได้กลับบ้านแต่หัววันมานั่งดื่มเบียร์สบายใจเฉิบ”
“อ้าว...ถามแค่นี้ก็ต้องพาลกันด้วยคนจะดื่มเบียร์ อย่ามาทำให้เสียรสชาติหน่อยเลย”
ภรรยาส่งเสียง ‘ชิ’ขึ้นจมูก ยังไม่ทันอ้าปากจะถกเอาความว้าวุ่นใจขึ้นมาซักไซ้ไล่เรียงบุคคลผู้เป็นมือที่สามทางความคิดของท่านก็โผล่มาทางกรอบประตูที่เชื่อมไปยังห้องครัว
กลิ่นหอมจากปลาหมึกทอดกรอบในจานเปลสีขาว ลอยมากระทบจมูกของผู้หงุดหงิดจนต้องหันขวับไปยังต้นสาย
“คุณพี่สากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะสุอยู่ในครัว ไม่เห็นได้ยินเสียง...กลับมาถึงเหนื่อยๆ ทานน้ำเย็นๆสักแก้วไหมคะเดี๋ยวสุจะไปยกมาให้”
สุธาสินีฉีกยิ้มเต็มกว้างหยอดเสียงหวานแว่วคล้ายระฆังกังวาน แต่ความหวานเหมือนเอาอกเอาใจไม่อาจทานอารมณ์ขุ่นตกตะกอนของอีกฝ่าย
“ฉันไม่อยากดื่มน้ำอะไรทั้งนั้นเธอไม่ต้องมาประจบสอพลอหรอก...นี่เธอไปไหนมายะแม่สุ ฉันตามหาตัวตั้งแต่เช้าว่าจะชวนไปธุระข้างนอกด้วยกัน...แล้วนี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
คุณนายใหญ่ด่าไปประโยคหนึ่งยาวๆก็รีบตรงเข้าประเด็น...แต่ดูเหมือนสุธาสินีจะรู้ทันเมื่อหันไปเห็นนายหัวหลิ่วตาให้อย่างรู้กัน จึงใช้น้ำเย็นเข้าลูบด้วยการขยับตัวมาขนาบข้างคนหัวเสีย
“สุก็ออกไปดูงานที่โรงงานมาสิคะคุณพี่...ก็ไหนคุณพี่บอกกับสุเองว่าไม่อยากให้สุอยู่บ้านกินแรงไปวันๆ สุเองสำนึกในบุญคุณของคุณพี่ทั้งสองนะคะ ถึงได้คิดว่าจะไม่ยอมอยู่เฉยๆให้คุณพี่ต้องขัดข้องใจ วันนี้สุก็เลยถือโอกาสแวะไปหานายหัวที่โรงงาน” เธอเว้นวรรคนิดหนึ่ง คล้ายกำลังเรียบเรียงความเข้าใจ แล้วจึงพูด “แต่วันนี้คุณณรงค์ก็ใจดีนะคะ แนะนำงานที่โรงงานให้สุตั้งหลายอย่างสุเองก็เลยบอกกับคุณณรงค์ไปว่า สุอยากจะลองช่วยดูแลทางด้านการประชาสัมพันธ์แต่ทีนี้สุก็ไม่อยากข้ามหน้าข้ามตาคุณพี่ ก็เลยบอกกับนายหัวว่าจะกลับมาเรียนปรึกษาคุณพี่ที่บ้านก่อน ว่าจะเห็นดีเห็นงามหรือเปล่า...”
คำพูดอันยืดยาวของสุธาสินีช่วยทอนอารมณ์เดือดปุดๆในใจคุณนายใหญ่ได้มากโข เพราะการเอาเรื่องงานมาแอบอ้างและวิธีพูดนั้นยกย่องให้เกียรติคุณนายใหญ่อยู่สูงกว่าตน อีกฝ่ายจึงพึงใจพลางตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง
“อ้อ...ถ้าคุยกันเรื่องการเรื่องงานมันก็ดีอย่าให้ฉันจับได้ละกัน ว่าคุยกันเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับงาน” แล้วท่านก็หันไปถามสามี “แล้วคุณพี่ตัดสินใจว่ายังไงคะจะให้แม่สุไปช่วยงานหน้าที่อะไร”
นายหัวถอนหายใจเบาๆไม่ให้ภรรยาเห็นทำท่าครุ่นคิดว่าจะออกปากอย่างไร พอดีกับเสียงน้ำแข็งกระทบแก้วดังกริ๊กด้วยความเคยคุ้นของสุธาสินี เมื่อเห็นเบียร์เหลือแค่ก้นแก้วเธอจึงเอื้อมไปคว้าขวดเบียร์ที่ตั้งอยู่ ยกขึ้นสูงเตรียมรินใส่แก้วของนายหัว
คุณนายใหญ่เห็นเข้าความรู้สึกขวางหูขวางตาแล่นเข้ามาราวกับจรวด รีบคว้าแก้วของสามีขึ้นมาแล้วยื่นมืออีกข้างไปรับขวดเบียร์ในมือสุธาสินี
“ฉันทำเอง...เธอจะออกไปดูแลลูกเต้าที่ไหนก็เชิญ...ทางนี้ฉันมีเรื่องคุยกับ ‘สามี’ ของฉันซะหน่อย”
คุณนายใหญ่ ‘ข่ม’อีกครั้ง ให้รู้ว่าผู้ชายวัยหกสิบกว่าปีที่นั่งอยู่ข้างกายนั้นเป็นสามีของท่าน...นอกจากคำพูดจะแดกดันกระทบกระเทียบดวงตาอันคมกริบยังวาววับไม่ต่างอะไรกับนางงูจงอางที่หวงไข่
สุธาสินีจึงลุกสะบัดหน้าสะบัดตัวอย่างยากที่จะข่มอารมณ์ให้เย็น...
.............................................................