ติ๊ง
เสียงนาฬิกาปลุกดิจิทัลดังขึ้นในหัวของเขา... คมชัดและเที่ยงตรงเช่นเคย
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ : 07:59:59]
[ตอนนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 24 มกราคม]
อคินลืมตาขึ้น เปลือกตาที่ควรจะหนักอึ้งกลับเปิดออกอย่างง่ายดาย
แต่สิ่งที่ดวงตาของเขาสะท้อนกลับมา คือความผิดปกติอย่างรุนแรง
เขาไม่ได้ตื่นในซอกมืด... เขายังอยู่บนดาดฟ้า ตามที่เขาขอร้องไว้กับ 'ระบบ' ก่อนที่สติจะดับไปเมื่อเช้ามืด
กระดาษลังที่เขาใช้ถ่านไม้เขียนโน้ตทิ้งไว้กันลืม ก็ยังวางอยู่ที่เดิม ข้อความ 'ตามหาแต้ม' ยังคงชัดเจน
แต่แสง... แสงมันผิดเพี้ยนไปหมด
นี่คือเวลาหนึ่งทุ่ม ท้องฟ้าที่ควรจะมืดสนิทและเต็มไปด้วยดาว
กลับกลายเป็ผืนผ้าใบที่ถูกฉาบด้วยสีแดงฉาน
ราวกับเืจางๆ ที่ถูกสาดทาไปทั่วขอบฟ้า
ไกลออกไปทางทิศเหนือ 'ออโรร่า' สีเขียวอมม่วงกำลังเต้นระบำ
มันบิดเบี้ยวและเคลื่อนไหวอย่างน่าสะพรึงกลัว
ไม่ใช่ความงดงามตามธรรมชาติ แต่เป็ริ้วแสงที่ดูเหมือนภาพวาดฝันร้ายจากจิตรกรผู้เสียสติ
และหน้าต่างแจ้งเตือน... หน้าต่างสีฟ้าใสที่ควรจะหายไป กลับยังคงค้างอยู่ตรงหน้าดวงตาของเขา
...มันกะพริบเป็สีแดงสด
[คลื่นลูกที่สองมาถึงแล้ว]
[ภารกิจที่สามได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว]
[ภารกิจที่ 3: จงมีชีวิตรอด]
[เงื่อนไข : มีชีวิตรอดเป็เวลา 12 ชั่วโมง]
[รางวัล : ได้รับ 'คัมภีร์สุ่มสกิล' 1 เล่ม]
"สิบสองชั่วโมง?"
อคินพึมพำ
'ปกติฉันมีเวลาแค่แปดชั่วโมงไม่ใช่หรือ?'
อ๊ากกกกกกก!
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังทะลุความเงียบยามค่ำคืนขึ้นมา
มันไม่ใช่เสียงคำรามของอสูรที่เขาคุ้นเคย... แต่มันเป็เสียงมนุษย์
หัวใจของอคินกระตุกวูบ เขาลืมความสงสัยเื่เวลาไปจนหมดสิ้น
สัญชาตญาณ 'อัศวิน' ที่ระบบมอบให้พุ่งขึ้นมาแทนที่ อคินผุดลุกขึ้น
ร่างกายของเขาตอบสนองได้เร็วกว่าความคิด
เขารีบวิ่งไปที่ขอบดาดฟ้าคอนกรีตเตี้ยๆ เขากลั้นหายใจและชะโงกหน้าลงไปดู
ภาพเบื้องล่างคือขุมนรกที่เปิดอ้าซ่า
บนถนนสี่เลนที่บัดนี้เงียบสงัด 'แถบประตูมิติสีแสง' ที่เขาเคยเห็นเป็จุดเล็กๆ
บัดนี้มันกำลังปริออกกลางอากาศเหมือนรอยแผลเป็ขนาดั์
แสงสีแดงส่องสว่างวาบออกมาจากรอยแยกนั้น และสิ่งที่ทะลักออกมาก็คือ...
"กอบลิน..."
นับร้อย... หรืออาจจะนับพัน พวกมันตัวเล็ก ผิวสีเขียวซีด ดวงตาเรืองแสงสีเหลือง ถืออาวุธหยาบๆ ที่ทำจากเศษเหล็กและไม้
พวกมันทะลักออกมาเหมือนมดแตกรัง วิ่งพล่านไปทั่วท้องถนน
และเป้าหมายของพวกมันคือกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ... 'ผู้รอดชีวิต' ห้าถึงหกคนที่กำลังวิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิตไปบนถนนเส้นนั้น
"คน... ยังมีคนรอด!"
เืในกายอคินสูบฉีด เขาเป็อัศวิน เขาคือคนเดียวที่ระบบเลือก
เขาต้องช่วย! เขากำขวานฉุกเฉินในมือแน่น ด้ามจับพลาสติกแข็งเย็นเฉียบในฝ่ามือ
เขาเตรียมพร้อมที่จะปีนขอบดาดฟ้าและไต่ลงไปตามบันไดหนีไฟทันที
แต่ก่อนที่ขาของเขาจะได้ก้าวออกไป ข้อความใหม่สีขาวสว่างก็วาบขึ้นมาทับทุกสิ่ง...
มันไม่ใช่คำเตือนสีแดงฉานเหมือนภารกิจ แต่เป็แถบข้อความที่ชัดเจนและหนักแน่น... เป็ข้อความส่วนตัวที่ส่งถึงเขาคนเดียว
[คำเตือน อย่าออกนอกที่ซ่อน กรุณาซ่อนตัวเงียบๆ]
"อะไรนะ?"
อคินชะงักงัน
"แต่คนพวกนั้น... พวกเขากำลังจะตายนะ!"
เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ระบบไม่เคยสั่งเขาแบบนี้มาก่อน ระบบมักจะสนับสนุนให้เขาต่อสู้ ให้เขาเป็อัศวิน ทำไมครั้งนี้...
ครืนนนนนน!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้โต้แย้งหรือตั้งคำถาม แถบประตูมิติที่ใหญ่ที่สุดตรงกลางสี่แยกก็พลันขยายตัวออกอย่างรุนแรงจนฉีกอากาศ
แสงสว่างวาบจ้าจนเขาต้องหรี่ตา
เสียงคำรามทุ้มต่ำที่ฟังไม่ศัพท์ดังกระหึ่มขึ้น
มันไม่ใช่แค่เสียง แต่มันเป็แรงสั่นะเืที่ส่งมาถึงตัวตึก จนดาดฟ้าใต้เท้าของเขาสั่นะเื
ร่างมหึมาสามร่างก้าวออกมาจากแสง...
[ออร์ค เลเวล 5]
ลมหายใจของอคินติดขัดอยู่ในลำคอ
พวกมันสูง... สูงกว่ารถบรรทุก ผิวสีเขียวคล้ำหนาเตอะเหมือนหนังแรด
สวมเกราะเหล็กที่ดูหยาบๆ และเก่าคร่ำคร่า พวกมันถือกระบองั์ที่เปื้อนเืสีเข้มและมีเศษชิ้นส่วนบางอย่างติดอยู่
ดวงตาสีแดงก่ำของพวกมันกวาดมองไปรอบๆ
พวกมันไม่สนใจมนุษย์กลุ่มเล็กๆ ที่วิ่งหนีเลยแม้แต่น้อย แต่กลับคำรามลั่น และเริ่มวิ่ง...
วิ่งตามฝูงกอบลินไปราวกับไล่ล่าฝูงปศุสัตว์
ตึ้ม! ตึ้ม! ตึ้ม!
ทุกย่างก้าวของพวกมันทำให้พื้นถนนแอสฟัลต์แตกละเอียดเป็วงกว้าง
เสียงกรีดร้องของเหล่ากอบลินบางตัวที่วิ่งช้าและถูกเหยียบดังแหลมขึ้นมา ก่อนจะเงียบหายไปทันที
อคินเห็นภาพนั้น... และร่างกายของเขาก็แข็งทื่อ ขนทั่วร่างลุกซู่ขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ความกล้าหาญที่เคยมีเมื่อครู่สลายไปจนหมดสิ้น
นั่นมัน... นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสู้ได้ หมาป่าทมิฬที่เขาเคยเจอตัวนั้น ยังเป็แค่ 'สัตว์ร้าย'
แต่สามตัวนั้นคือ 'กองทัพ' คือ 'หายนะ'
"คุณระบบ..."
เขากระซิบเสียงสั่น
"คุณระบบ... รู้... นายเตือนฉัน..."
ความตระหนักรู้ใหม่แล่นผ่านร่างของเขา ระบบไม่ได้ห้ามเขาเพราะไม่เชื่อใจ แต่ระบบกำลัง ปกป้อง เขา
เขารีบถอยหลังกลับมาจากขอบดาดฟ้าอย่างรวดเร็ว เขาทรุดตัวลงนั่งขดอยู่หลังกำแพงเตี้ยๆ ของดาดฟ้า
หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความเย็นของคอนกรีตซึมผ่านเสื้อผ้าของเขา แต่เขาก็ยังตัวสั่นไม่หยุด
เขาไม่สนใจเสียงกรีดร้องโหยหวนของมนุษย์ที่ดังขึ้นเป็ครั้งสุดท้ายจากเบื้องล่างอีกต่อไป
สมองของเขาสั่งการให้ลบมันทิ้งไป เขานั่งจ้องมองข้อความภารกิจสีแดง ที่ยังคงกะพริบอยู่ตรงหน้า...
ติ๊ง... เสียงแจ้งเตือนเบาๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็ข้อความเน้นย้ำ
[ภารกิจครั้งนี้ คือเอาชีวิตรอด จงซ่อนตัวให้ดีที่สุด]
คืนนี้... การตามหาแต้มไม่ใช่เป้าหมายหลักอีกต่อไปแล้ว
อคินได้แต่ภาวนาให้แต้มปลอดภัย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ท้องฟ้าสีเืด้านนอกยังคงสว่างวาบเป็ระยะ
เสียงกรีดร้องและเสียงคำรามของออร์คดังสะท้อนก้องไปมาในเมืองที่พังทลาย
อคินยังคงขดตัวอยู่หลังกำแพงดาดฟ้า เขาพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ : 06:15:20]
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง เสียงจากเบื้องล่างเริ่มเบาบางลง
เหลือเพียงเสียงคำรามเป็ระยะๆ และเสียงตึกบางแห่งถล่มลงมาไกลๆ
แต่ตอนนี้... ความหิวเริ่มรุนแรงกว่าความกลัว
ท้องของเขาร้องโครกครากเสียงดังจนน่ารำคาญ
เขากินขนมปังแผ่นสุดท้ายที่เหลือจากเมื่อวาน และดื่มน้ำอึกสุดท้ายจากขวดพลาสติกที่บุบเบี้ยว
"ให้ตาย... ไม่ไหว"
ความหิวที่เกิดขึ้นฉับพลันนี้มันรุนแรงกว่าที่เขาเคยรู้สึก มันไม่ใช่แค่ความหิว
แต่มันคือความรู้สึกว่างเปล่าที่บีบรัดกระเพาะจนเ็ป
เขามองไปที่มุมดาดฟ้า ที่นั่นมี 'กองขยะ' ที่เขาเคยเห็นเมื่อวาน...
ซากหนูั์สองสามตัวที่ตายมาสักพัก และกองซากแมลงสาบั์อีกเป็กอง กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ลอยมาตามลม
"อ้วก... ขยะพวกนี้ใครจะไปกินลง"
เขาพึมพำกับตัวเอง รู้สึกขยะแขยงจนน้ำย่อยตีขึ้นมา
[คำเตือน ห้ามออกจากที่ซ่อน]
ข้อความสีแดงยังคงกะพริบเตือนเขาอยู่ตรงนั้น
อคินมองข้อความนั้นสลับกับท้องที่ร้องลั่นดังกว่าเดิม เขากลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ
"คุณระบบ... ถ้านายไม่หาอะไรให้ฉันกิน ฉันก็ต้องไปหาเองนะเว้ย"
เขาพูดกับหน้าต่างแจ้งเตือนราวกับมันเป็สิ่งมีชีวิต
[คำเตือน ข้างนอกอันตราย]
"ฉันเข้าใจว่าข้างนอกมันอันตราย แต่ถ้าฉันนั่งรออยู่ตรงนี้ ฉันก็จะอดตายอยู่ดี"
เขาตัดสินใจแล้ว...
"ตายเพราะออร์ค ยังดีกว่านั่งอดตายตรงนี้"
เขากำขวานฉุกเฉินแน่น ลุกขึ้นยืนช้าๆ พยายามไม่ให้เกิดเสียงดัง
เขาเดินย่องไปที่ประตูทางลงตึก... เขาบรรจงค่อยๆไขกุญแจปลดล็อกอย่างเบามือ
เขาแง้มมันออกอย่างระมัดระวัง ความมืดและกลิ่นอับชื้นที่เย็นเยียบในอาคารโชยปะทะหน้า
มันเป็กลิ่นของฝุ่น, ปูนเก่า, และกลิ่นสาบจางๆ
ฟรึ่บ... ฟรึ่บ... ฟรึ่บ...
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในโถงทางเดินชั้นบนสุด
หูของเขาได้ยินมัน... เสียงของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ มากมายกำลังวิ่งพล่านอยู่บนพื้นและในผนัง
"หนู... หรือแมลงสาบ"
เขาหยิบมือถือที่แบตเตอรี่กะพริบสีแดงใกล้จะหมดขึ้นมา เปิดไฟฉายส่องไป...
หนูั์ขนมันปลาบตัวหนึ่งกำลังแทะอะไรบางอย่างในกระเป๋าเป้ที่ตกอยู่
มันตัวใหญ่เกือบเท่าแมวโตเต็มวัย มันหันขวับมาในทันทีที่แสงไฟส่องไปโดน
ดวงตาสีดำเล็กๆ ของมันสะท้อนแสงไฟ... มันแยกเขี้ยว... และส่งเสียงขู่ฟ่อออกมา
"ได้เวลาล่า!"
อคินพุ่งเข้าใส่ตามสัญชาตญาณอัศวิน
แต่ก่อนที่เขาจะได้เงื้อขวาน... ร่างหนึ่งก็โผออกมาจากห้องข้างๆ ที่มืดมิด
"เฮ้ย!"
"ซอมบี้!"
มันคือศพ รปภ. ของตึกที่ลุกขึ้นมาเพ่นพ่านในชุดยูนิฟอร์มขาดวิ่น
ดวงตาขุ่นมัวเป็สีขาว มันคำรามเสียงแหบแห้งในลำคอ และพุ่งเข้าใส่เขา กลิ่นเหม็นเน่าปะทะจมูกอย่างจัง
การต่อสู้เป็ไปอย่างทุลักทุเล เขาต้องหลบกรงเล็บของซอมบี้
และในขณะเดียวกันก็ต้องระวังหนูั์ที่พยายามจะวิ่งเข้ามากัดข้อเท้าเขา
ขวานในมือรู้สึกเกะกะอย่างประหลาดเมื่อต้องใช้ในที่แคบ
อคินเหวี่ยงขวานพลาดไปโดนผนังปูน
แต่ด้วยปฏิกิริยาที่เร็วจนน่าใ เขาเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของซอมบี้ได้ทัน
และใช้แรงเหวี่ยงกลับจามขวานเข้าที่กลางกะโหลกของมันจนแน่นิ่ง
เขาหันไปจัดการหนูั์อีกสองตัวที่วิ่งตามมา
คราวนี้เขาไม่ใช้ขวาน แต่ใช้เท้าที่สวมรองเท้าบูต... เหยียบมันจนกระดูกแหลก
เขาเหนื่อยหอบ พิงผนัง หัวใจเต้นแรง
แต่ก็เริ่มรื้อค้นกระเป๋าเป้ที่ตกอยู่
เขาได้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสามซอง กับน้ำขวดเล็กอีกหนึ่งขวด... ไม่พอ
มันไม่พอเลยสำหรับความหิวโหยที่กำลังเผาไหม้ในท้องของเขา
เขาฆ่าหนูั์ได้อีกตัวตรงทางเดิน มันยังสด... เืสีเข้มยังไหลซึมออกมาจากาแ
อคินยืนจ้องซากนั้น ท้องของเขาร้องโครกคราก... และจู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า... น้ำลายสอ
"อะไรวะ... นี่เรา..."
เขารู้สึกขยะแขยงตัวเองจนแทบอาเจียน นี่มันซากหนู สัตว์รังควาน
แต่ร่างกายมันไม่ฟัง หัวใจเขายังคงเต้นแรง แต่ความหิวที่เกิดขึ้นใหม่นี้มันรุนแรงยิ่งกว่า
มันเป็ความหิวที่มาจากกระเพาะโดยตรง บีบรัดจนเ็ป
"ลอง... ลองดูแล้วกัน"
เขาตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
"ในเมื่อโลกมันเป็แบบนี้แล้ว..."
เขาใช้มีดพกที่ติดตัวมา ถลกหนังมันออกอย่างเก้ๆ กังๆ
ในตอนแรก แต่แล้วนิ้วมือของเขากลับขยับไปเองอย่างน่าประหลาด
ราวกับว่าร่างกายนี้... รู้วิธี... เขาสะบัดหัวไล่ความรู้สึกแปลกๆ นั้นทิ้งไป
เขาตัดเครื่องในเหม็นคาวทิ้ง เหลือแต่เนื้อสีชมพูซีดๆ ที่ดู... สะอาด...
เขากลับขึ้นไปบนดาดฟ้า ก่อไฟเล็กๆ ด้วยเศษกระดาษและเศษไม้จากเก้าอี้เก่าที่หัก ย่างเนื้อชิ้นนั้น
กลิ่นไหม้ของไขมันผสมกับกลิ่นสาบจางๆ ลอยมาแตะจมูก... และสมองของเขาก็ตีความมันว่า 'หอม'
มันหอมอย่างน่าประหลาด...