(จบ) พลิกตำนานสามก๊ก

    บทที่ 40 พยัคฆ์แดนกังตั๋ง

    บทที่ 40 พยัคฆ์แดนกังตั๋ง


    “ผู้บัญชาการเล่ามาแล้วหรือ?”


    ฮองฮูสงเห็นเล่าเจี้ยงเดินเข้ามาก็ทักทายอย่างสนิทสนม


    “ผู้บัญชาการเล่า ข้าขอแนะนำให้เจ้าได้รู้จัก นี่คือซุนเกี๋ยน นามรองซุนเหวินไถ*[1]”


    “สมญานามว่าพยัคฆ์แห่งกังตั๋ง คราวนี้นำทัพผู้มีคุณธรรมมาเข้าร่วมอาสาด้วย ตอนนี้ข้าแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการแล้ว”


    หลังจากแนะนำให้เล่าเจี้ยงแล้วก็หันไปมองซุนเกี๋ยน พลางเอ่ยพร้อมผายมือไปทางผู้บัญชาการหนุ่มอีกคน


    “เหวินไถ นี่คือเล่าเจี้ยงผู้เปิดเผยเรื่องกลุ่มโพกผ้าเหลือง และตัดหัวโปไฉ”


    “เชื้อพระวงศ์ฮั่น อายุเพียงสิบห้าปี แต่ทั้งบุ๋นทั้งบู้ล้วนไร้ที่ติ!”


    “ฉายาเด็กอัจฉริยะ เป็นคนมีพรสวรรค์ที่ราชวงศ์ฮั่นขาดไม่ได้!”


    “ท่านแม่ทัพเอ่ยชมเกินไปแล้ว ครั้งนี้เล่าเจี้ยงแค่โชคดีเท่านั้น”


    เล่าเจี้ยงรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ถูกแนะนำยาวเป็นหางว่าว พลางโบกมือรัว ๆ ทว่าสายตากลับจดจ้องอยู่ที่ซุนเกี๋ยน


    ที่แท้ชายก็เป็นเขา ชายผู้ลงเสาหลักตระกูลซุนในเมืองกังตั๋ง ซุนเหวินไถ เจ้าของสมญานามพยัคฆ์แห่งกังตั๋ง!


    ช่างสูงส่งสง่างาม และมีรูปลักษณ์ไม่ธรรมดาจริง ๆ!


    “ชื่อเสียงอันโด่งดังของผู้บัญชาการซุน ข้าน้อยพอรู้มานานแล้ว ช่างสมกับคำร่ำลือยิ่งนัก!”


    เล่าเจี้ยงชมไม่ขาดปาก ซุนเกี๋ยนคำนับเองก็คำนับกลับด้วยแววตาชื่นชมเช่นกัน


    “ผู้บัญชาการเล่าเกรงใจกันเกินไปแล้ว! ชื่อเสียงขี้ปะติ๋วแค่นี้จะไปเข้าหูของผู้บัญชาการเล่าได้อย่างไร?”


    “ท่านนำทัพเล็กปะปนเข้าไปในค่ายศัตรูแล้วสังหารโปไฉ ยอดเยี่ยมจริง ๆ ข้าละนับถือยิ่งนัก!”


    ซุนเกี๋ยนเก่งฉกาจในการรบ กล้าหาญเด็ดเดี่ยว แยกแยะคนรักและคนเกลียดชัดเจน ทั้งยังแสดงออกซึ่งหน้า เป็นคนซื่อตรงอย่างมาก คนประเภทนี้รู้สึกอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ประชดประชัน หากบอกว่านับถือก็คือนับถือจริง ๆ


    เล่าเจี้ยงเองก็นับถืออีกฝ่ายมากเช่นกัน ในประวัติศาสตร์ เขาสังหารฮัวหยง ขุนพลคนสำคัญของตั๋งโต๊ะ และเป็นแม่ทัพคนแรกที่สร้างวีรกรรมบุกเมืองลกเอี๋ยง!


    ตันซิ่ว นักประวัติศาสตร์จีนในสมัยราชวงศ์จิ้น ผู้แต่งจดหมายเหตุสามก๊กชื่นชมในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของซุนเกี๋ยนยิ่งนัก ตั๋งโต๊ะไม่หวาดกลัวต่อกองทัพใด แต่กลับหวาดกลัวซุนเกี๋ยนมาก


    “เอาละ พวกเจ้าสองคนล้วนเป็นเสาหลักของบ้านเมือง ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวหรอก”


    เมื่อเห็นคนสองคนเข้าใจกัน แม่ทัพจูฮีก็เอ่ยเยินยอพวกเขา


    แม่ทัพฮองฮูสงกล่าว "ยามนี้ทั่วแว่นแคว้นต่าง ๆ เกณฑ์ทหารได้มากกว่าสี่หมื่นนายแล้ว และกำลังมุ่งมายังเมืองฉางชี ข้าตั้งใจจะนำกองทัพไปยังเมืองยีหลำพร้อมกับกงเหว่ย เพื่อตีกบฏโพกผ้าเหลืองให้แตกพ่าย และกวาดล้างให้สิ้นแคว้นอิจิ๋ว"


    จูฮีมองไปที่เล่าเจี้ยง ก่อนเอ่ยถาม


    “สถานการณ์ในฮ่อปักตอนนี้ราบรื่นมาก ทว่ารองแม่ทัพโลติดยังคงแข็งข้อกับเตียวก๊กอยู่ ผู้บัญชาการเล่าเดินทางไปสนับสนุนได้หรือไม่ ข้ากับอี้เจินยินดีช่วยเหลือเรื่องของจำเป็น”


    เล่าเจี้ยงมีความสุขมาก เขาอยากไปที่ฮ่อปักนานแล้ว แต่ไม่คิดเลยยังไม่ได้เริ่มขอก็ถูกส่งไปทันที ทั้งยังได้ทหารและม้าสนับสนุนด้วย


    "ข้ายินดีไปช่วยรองแม่ทัพหลวงโลติดพิชิตศัตรูที่ฮ่อปัก!"


    "ดีมาก!"


    ฮองฮูสงปีติยินดีนัก เขารู้ถึงความสามารถของเล่าเจี้ยงดี เมื่อมีเจ้าหนุ่มผู้นี้ สถานการณ์ที่นั่นต้องต่างออกไปแน่!


    “เจ้าต้องการทหารกี่นาย?”


    “ทหารมีค่านั้นมีไม่มาก ขอรบกวนท่านแม่ทัพช่วยรวบรวมทหารให้ข้าเสียสองพันนาย แต่ข้าต้องการให้ท่านแม่ทัพช่วยเหลือเรื่องของม้าศึกสองพันตัวด้วย”


    "นี่..."


    ฮองฮูสงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ และไม่ตอบในทันที


    ทหารนั้นไม่เท่าไรหรอก ไม่ว่าเล่าเจี้ยงจะต้องการมากแค่ไหนเขาก็มอบให้ได้ ทว่าม้าศึกนั้นไม่ใช่แล้ว


    ในกองทัพของฮองฮูสงมีม้าทั้งหมดแค่ห้าพันกว่าตัวเท่านั้น การขอไปมากมายในคราวเดียวนี้ เป็นเรื่องน่าหนักใจมากจริง ๆ 


    เล่าเจี้ยงเห็นอีกฝ่ายไม่อยากให้ จึงขอร้องต่อ


    “ท่านแม่ทัพฮองฮู สาเหตุที่ทำให้ฮ่อปักยังยืดเยื้อกันอยู่นั้น ประการแรกเป็นเพราะแคว้นอิจิ๋วเป็นต้นกำเนิดของกลุ่มลัทธิโพกผ้าเหลือง ล่อลวงผู้คนมากมายให้เข้าร่วม”


    “ประการที่สอง ตอนนี้เจ้าหัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองเตียวก๊กบัญชาการที่นั่นด้วยตัวเอง คนผู้นี้มีความสามารถในการชักจูงผู้คนอย่างมาก ผู้หลงผิดหลายคนเต็มใจไปตายเพื่อเขา”


    “ประการที่สาม กำลังทหารของราชสำนักนั้นแตกต่างกันเกินไปเมื่อเทียบกับกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง และไม่ฉลาดเลยที่จะเผชิญหน้าตรง ๆ ”


    “หลังจากที่ข้ารีบไปที่แคว้นอิจิ๋ว จะเข้าร่วมกับกองทัพไม่ได้ ไม่เช่นนั้นทหารหลายพันคนก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลกว้าง”


    ฮองฮูสงกับจูฮีต่างพยักหน้า พวกเขาเห็นด้วยกับคำพูดของเล่าเจี้ยง


    ไม่ว่าสนามรบไหน ความแตกต่างเรื่องจำนวนไพร่พลก็เป็นปัญหาใหญ่เสมอ


    ไม่เช่นนั้น ก่อนหน้านี้คงไม่ถูกโปไฉในปิดล้อมอยู่ในฉางชี


    เล่าเจี้ยงตัดสินใจว่าจะเอาม้าศึกแล้ว เขาไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ


    “ไปแคว้นอิจิ๋วครานี้ ข้าตั้งใจจะลอบโจมตี สกัดกั้นเสบียงอาหาร หรือซุ่มโจมตี ไม่ว่าอย่างไรจะสู้แบบเผชิญหน้าไม่ได้”


    “กลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองมีไพร่พลจำนวนมาก สูญเสียเสบียงอาหารและหญ้าไปมหาศาลทุกวัน พวกเขามิอาจยืดเยื้ออยู่ได้นาน เมื่อพวกเขาเปิดเผยช่องโหว่ออกมา เราต้องคว้าโอกาสจะต้องเอาชนะศัตรูได้แน่”


    กลยุทธ์ของเล่าเจี้ยงเรียกอย่างง่ายก็คือคำว่า ‘ถ่วงเวลา’ เท่านั้น ถ่วงกองทัพโพกผ้าเหลืองเอาไว้ รอจังหวะเข้าโจมตี


    ตอนนี้กองทัพโพกผ้าเหลืองแข็งแกร่ง และคิดจะกบฏราชวงศ์ฮั่น


    พอเวลานานวันเข้า กองทัพฝ่ายราชสำนักจะต้องเกิดปัญหาร้ายแรงแน่


    หากกองทัพหลวงหาอาสาสมัครจากทั่วแผ่นดินได้ กำลังรบย่อมแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน


    ฮองฮูสงเห็นด้วยกับคำพูดของเล่าเจี้ยงมาก ตอนเขาออกมาจากลกเอี๋ยงครั้งแรกก็มีคนเพียงหนึ่งหมื่นคน ภายในเวลาเพียงเดือนกว่า ก็มีไพร่พลเพิ่มมากกว่าสี่หมื่นคน


    แต่ม้าศึกนั้นแตกต่างกัน มันหายากเกินไป เขาสามารถเติมกำลังทหารได้อย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่สามารถเติมม้าศึกได้


    ทหารม้าไม่ว่าจะกำลังหรือความคล่องแคล่วล้วนแข็งแกร่งกว่าหลายเท่า หากทหารม้าห้าพันนายควบม้าออกสู้ในสนามรบ การทำลายล้างนั้นคงน่าหวาดกลัวยิ่ง


    หากไม่มีม้าศึกไล่ตามกองทัพโปไฉในครั้งนี้ ผลการรบคงไม่ยอดเยี่ยมเช่นนี้แน่นอน


    “อี้เจิน คำพูดของผู้บัญชาการเล่าฟังดูเข้าท่า ยามนี้เรามีชัยในสนามรบเอ่งช้วน โปไฉก็ตายไปแล้ว ผู้บัญชาการซุนกับทหารมากกว่าสี่หมื่นนายก็เข้าร่วมกับเราด้วย คาดว่าสนามรบในแคว้นอิจิ๋วจะราบรื่นสงบได้เช่นกัน ”


    “จื่อกานเผชิญหน้ากับสามพี่น้องเตียวก๊กเพียงลำพัง หากเกิดว่ารบพ่าย โจรโพกผ้าเหลืองข้ามแม่น้ำเหลืองไปทางใต้ ปราบปรามลกเอี๋ยง คงยุ่งแน่”


    จูฮีครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยคำน่าฟังแทนเล่าเจี้ยง


    ซุนเกี๋ยนมองไปที่ฮองฮูสง แล้ววิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง


    “ท่านแม่ทัพทั้งสอง เมืองยีหลำมีภูเขามากมาย ไม่เอื้อต่อการบุกด้วยทหารม้า เพลานี้กองทัพแข็งแกร่งมาก แม้จะขาดม้าศึกไปสองพันตัว ก็ไม่สำคัญเท่ากับสถานการณ์โดยรวม”


    ฮองฮูสงเห็นจูฮีกับซุนเกี๋ยนพูดแทนเล่าเจี้ยง ก็เห็นด้วย และตอบตกลงเล่าเจี้ยงไป


    “ในเมื่อพวกเจ้าพูดแบบนี้ เช่นนั้นก็ได้ ผู้บัญชาการเล่า ข้ายอมรับคำขอของเจ้า”


    “ทว่าเจ้าต้องกระทำการอย่างระมัดระวัง ไม่ต้องรบชนะนอกเมืองฉางชี ขอแค่ถ่วงเวลาเตียวก๊กไว้ ก็นับเป็นความสำเร็จแล้ว!”


    “หลังจากข้ากับกงเหว่ยกำราบกลุ่มโพกผ้าเหลืองในแคว้นอิจิ๋วจนสงบได้ จะเดินทางไปช่วยเหลือเจ้าที่ฮ่อปัก”


    เล่าเจี้ยงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อเขากำลังจะได้ม้าศึก จึงเอ่ยคำสัตย์กับฮองฮูสงด้วยความจริงใจ


    “แม่ทัพฮองฮูโปรดวางใจ ข้าจะกระทำการอย่างระมัดระวัง”


    “แม่ทัพทั้งสองท่าน ผู้บัญชาการซุน การยุทธ์ต้องรวดเร็ว ข้าจักรีบจัดทัพมุ่งไปยังฮ่อปัก หวังทุกท่านจะรักษาตัวด้วย! ขอตัวลาก่อน!”


    ทั้งสามคำนับไปทางเล่าเจี้ยง “รักษาตัวด้วย!”


    สองชั่วยามต่อมา เล่าเจี้ยงและสามขุนพลก็นำทหารม้าสองพันนาย ควบมุ่งไปยังปากทางข้ามฟากแม่น้ำเหลือง



    [1] ซุนเกี๋ยน ขุนพลที่ยิ่งใหญ่แห่งแดนใต้ในช่วงสงครามสามก๊ก ฉายา ‘พยัคฆ์แห่งกังตั๋ง’ บ้างเรื่องเล่าว่ามาจากหน้าตาหน้าดุดันหน้าผากกว้าง บ้างว่ามาจากวีรกรรมฆ่าเสือ เดิมเป็นมือปราบโจรชื่อดังในเมืองง่อกุ๋น จนเจ้าเมืองให้รับราชการทหาร ช่วงที่เกิดโจรโพกผ้าเหลือง จูฮี คนบ้านเดียวกันแนะนำให้เขาอาสาปราบโจรจนได้ชัยชนะมากมาย และไต่เต้าจนเป็นเจ้าเมืองเตียงสา วันข้างหน้าได้กลายเป็นบิดาของ ซุนเซ็ก เจ้าง่อก๊ก