เมื่อจับจองที่นั่งแล้วเมวิสก็หลบออกไปเปลี่ยนเป็เครื่องแบบนักเรียนในห้องน้ำเธอเดินผ่านตู้หลายตู้ไป และก็เริ่มเห็นว่าหลาย ๆ ตู้มีคนนั่งจนเต็มแล้วและแล้วเธอก็เดินมาถึงห้องน้ำ ถึงแม้จะมีเพียงแค่สามห้องแต่ก็ตกแต่งได้อย่างสวยงามแจกันดอกกุหลาบที่ประดับอยู่ทำให้บรรยากาศในห้องน้ำดูหรูหรามีระดับยิ่งขึ้นมีกลิ่นหอม ๆ ของดอกไม้อบอวลอยู่ เธอเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ อยู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงเดินของเด็กสาวสองคนเข้ามาในห้องน้ำและตามมาด้วยเสียงพูดคุยกัน
“เธอรู้รึเปล่าปีนี้มีพวกลูก ๆ ของคนสำคัญในโลกเวทมนตร์มากันครบเลยล่ะ ทั้งลูกของนายกรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านแห่งสภาเวทมนตร์ ผู้บังคับบัญชาการกองทัพเวทมนตร์และลูกของเศรษฐีผู้มั่งคั่งตระกูลมาเจนต้า”
“ฉันเองก็ได้ข่าวอยู่นะ ทั้งคาลิกซ์ เจสสิก้าลุค แล้วก็ทิโมธี มากันครบเลยล่ะ ฉันอยากลองไปตีสนิทดูบ้างจังเลยถ้าเข้ากลุ่มกับพวกนั้นล่ะก็ คงดูเท่ไม่ใช่น้อยเลยล่ะ”
“อย่างเธอน่ะไม่ไหวหรอกนะ”
“แหม ๆฉันก็แค่พูดเล่นน่ะ”
“ฉันแนะนำว่าเธอควรอยู่ห่าง ๆ คนพวกนั้นให้ดีที่สุด อย่าได้ไปยุ่งเลยนะแม่เธอทำงานในกระทรวงด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนเปล่า ๆ”เด็กสาวคนหนึ่งพูดเตือนเพื่อนของเธอ
“นั่นสินะ”
เมวิสได้ยินการสนทนาของเด็กสาวทั้งสองเธอไม่ได้สนใจหรือใส่ใจ ยังไงซะเธอก็ไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่งหรือพัวพันกับพวกเขาหรอกหลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จเมวิสก็เดินกลับมาที่ตู้นั่งของเธอ
“มาแล้วเหรออีกเดี๋ยวเรือเหาะก็ออกแล้ว ฉันไม่อยากให้เมวี่พลาดวิวของเมืองเพกาซิลว่าในมุมมองจากท้องฟ้าหรอกนะ”ทิวลี่พูดอย่างตื่นเต้น เธอกวักมือเรียกเมวิส ตอนนี้ทิวลี่ดูเหมือนจิ้งจกที่เกาะอยู่บนหน้าต่างเธอแนบหน้าของเธอไปที่กระจก
เรือเหาะเคลื่อนตัวลอยสูงค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นไป ปรากฏให้เห็นเมืองเพกาซิลว่าที่มีขนาดเล็กลงไป เรื่อย ๆเรือเหาะไต่ระดับสูงจนตอนนี้เมวิสรู้สึกเหมือนว่าเมืองใหญ่ได้กลายเป็เมืองของเล่นไปแล้ว เธอเห็นฝูงนกสีน้ำเงินตัวใหญ่และเธอก็เห็นสัตว์ประหลาดที่เธอไม่รู้จักบินโฉบไปมาอยู่ไกล ๆเมวิสเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์อยู่พักใหญ่
“สวยใช่มั้ยล่ะเราไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ในทุก ๆ วันหรอกจริงมั้ย” ทิวลี่ชวนคุย
“มันสวยมากเลยล่ะ”เมวิสตอบแต่ตายังจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ฉันลืมถามเมวี่เลยตอนไปฝากกระเป๋าเมวี่ไม่ได้เอาสัตว์ประจำตัวมาด้วยงั้นเหรอ”
“อ๋อมันถูกส่งไปที่โรงเรียนแล้วน่ะ” เมวิสละสายตาจากหน้าต่างและหันมาพูดคุยกับทิวลี่
“เป็สัตว์แบบไหนเหรอ”
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะเป็สัตว์ที่คนสำคัญมอบมันให้ฉันเป็ของขวัญน่ะ”
“งั้นเหรอแบบนั้นก็น่าตื่นเต้นดีเนอะว่ามั้ย”
เมวิสยิ้มให้แทนคำตอบ
“แว่นของเมวี่นี่แปลกจังเลยแฟชั่นใหม่เหรอ เลนส์มันด้านจนไม่เห็นลูกตาของเมวี่เลยนะ แถมกรอบแว่นยังใหญ่มากเลยขอฉันลองใส่บ้างได้รึเปล่า” ทิวลี่เอื้อมมือมาพยายามจะหยิบแว่นของเมวิสเธอยกมือขึ้นมาบังปกป้องแว่นตาของเธอ
“เออ..ไม่ได้หรอกนะ”เมวิสปฏิเสธทันควัน
“ทำไมล่ะ?”
“คือว่าฉันป่วยนะ” เมวิสพยายามหาขอแก้ตัว
“ตาของเมวี่เป็โรคอะไรงั้นเหรอทำไมต้องใส่แว่นแปลก ๆ ด้วยล่ะ” ทิวลี่ถามอย่างสงสัย
“ก็แบบแพ้แสงหนักมาก ๆ เลยล่ะ ถ้าฉันไม่สวมแว่นนี้ตลอดเวลาล่ะก็อาจจะทำให้ฉันตาบอดได้เลยนะ” เมวิสแก้ตัวอย่างพัลวัน เธอกำลังคิดว่าทิวลี่จะเชื่อข้ออ้างประหลาดๆ แบบนี้มั้ย มันมีโรคแปลก ๆ แบบนี้ด้วยงั้นเหรอถ้าเป็ตัวเธอละก็คงไม่เชื่อเด็ดขาด
“อ๋องั้นเหรอ เข้าใจแล้วล่ะ” ทิวลี่รับคำด้วยใบหน้าเรียบเฉยเธอดูเชื่อในข้ออ้างของเด็กสาวอย่างสนิทใจ
‘เธอเชื่อด้วยแฮะ’ เมวิสรู้สึกโล่งใจ
“ลุงฉันน่ะ เป็โรคิัแวมไพร์ เพราะโดนแวมไพร์กัดเข้าให้ลุงไม่ได้กลายเป็แวมไพร์หรอกนะ แต่ผิวจะสุกถ้าโดนแสงอาทิตย์น่ะบางทีตาของเธออาจจะติดเชื้อโรคนี้หรือเปล่านะ” ทิวลี่เล่า ทำสีหน้าหวาดกลัว
“ฉันเห็นเธอใช้เวทมนตร์ที่เสกเชือกออกมาน่ะ มันยอดมากเลย” เมวิสพยายามเปลี่ยนเื่คุยเธอไม่อยากให้ดวงตาของเธอเป็ประเด็นเลยจริง ๆ
“ไม่เท่าไหร่หรอกมันเป็คาถาง่าย ๆ น่ะ อีกอย่างพัมคิ้นตัวเล็กมาก ๆ ถ้าเป็สัตว์ที่ตัวใหญ่กว่านี้ ฉันเองก็คงจับไม่ไหวเหมือนกัน”
“ฉันพึ่งได้ลองเสกคาถาจุดแสงไฟไปน่ะมันดูเหมือนจะเป็คาถาง่าย ๆ แท้ ๆ เลย แต่ดันทำไฟฟ้าดับทั้งชั้นที่โรงแรม”เมวิสเล่าอย่างเคอะเขิน
“ เอ๋! เมวี่จะบอกว่าเมวี่พึ่งได้ลองใช้ไม้กายสิทธิ์ครั้งแรกเลยงั้นเหรอ”ทิวลี่โพล่งขึ้น แววตาระคนไปด้วยความใ
“ใช่แล้วล่ะฉันมาจากดินแดนของคนที่ไม่มีเวทมนตร์น่ะ ก็เลยไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่”
“นั่นสินะมันก็พอมีอยู่บ้างที่ผู้วิเศษจะมาจากโลกของดีเซอร์น่ะบรรพบุรุษของเมวี่อาจจะย้ายไปอยู่ฝั่งโน้นก็ได้นะ งั้นก็ไม่ใช่ความผิดของเมวี่หรอก”ทิวลี่กลับมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ
“ทิวลี่เธอพอจะสอนฉันใช้เวทมนตร์เล็ก ๆ หน่อยได้มั้ย แบบที่ว่าง่ายสุด ๆ เลยน่ะ”
“ได้สิ”ทิวลี่เงียบลงพลางทำสีหน้าครุ่นคิด “ไม่งั้นเมวี่ลองเสกเวทย์ฟองสบู่สิเป็เวทย์เด็กเล่นน่ะ ฉันเสกได้เป็คาถาแรกตอนฉันอายุ 12 ปีน่ะ”ทิวลี่หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมา
“sa-po-nem-bul-lae”เธอร่ายคาถา มีฟองสบู่เล็ก ๆลอยออกมาจากไม้กายสิทธิ์ “เมวี่ก็ลองทำดูบ้างสิ”
เมวิสหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากในกระเป๋าเสื้อคลุมของเธอ
“sa-po-nem-bul-lae”เธอร่าย แต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
“ทำไมฟองอากาศไม่ออกมาสักทีล่ะ”เมวิสพูดอย่างเศร้าสร้อย เธอลองอีกหลาย ๆ ครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรออกมาเลยเมวิสกำลังคิดว่าหรือเธอคือแม่มดที่มาจากพวกดีเซอร์เลยทำให้มีพลังเวทย์น้อยเพียงคาถาง่าย ๆ ก็ยังเสกไม่ได้
“แปลกจังเลยนะเมวี่อายุ 14 แล้วแท้ ๆ คาถาง่าย ๆ แบบนี้น่าจะเสกได้สิ” ทิวลี่ขมวดคิ้ว “เอาแบบนี้เมวี่ลองใส่ความตั้งใจลงไป นึกภาพฟองสบู่ขณะเสก เพ่งจิตให้ดีโดยไม่ไหวติงสิเมวี่อยู่ต่อหน้าฉัน อาจทำให้ไม่ค่อยมีสมาธิก็เป็ได้นะ” ทิวลี่ให้คำแนะนำและพูดปลอบใจเด็กสาว
“ไว้เดี๋ยวฉันจะลองดูอีกทีนะฉันขอไปเข้าห้องน้ำก่อน”
“ได้สิแต่เดี๋ยวเรือเหาะจะถึงโรงเรียนแล้วล่ะ”
“เดี๋ยวจะรีบกลับมานะ”