ในขณะที่อันเจิงเตรียมตัวจะไปเข้าร่วมการประลอง ฉางฮวันก็เรียกเขาไว้ก่อน“อันเจิง เจ้าอยู่ก่อน”
อันเจิงหยุดฝีเท้าจากนั้นก็หันไปมองฉางฮวัน “อาจารย์มีเรื่องอะไร?”
ฉางฮวันพูด “เจ้าไม่ต้องไป”
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุผล?”
“ข้าเป็นอาจารย์ของห้องนี้และเป็นรองเจ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์ชาง ส่วนเจ้าเป็นนักเรียนของข้าฉะนั้นการตัดสินใจของข้าไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผลอะไรกับเจ้า”
อันเจิงถาม “มีเพียงข้า?”
ฉางฮวันพยักหน้า “เจ้าเพียงคนเดียว”
อันเจิงขวางตู้โซ่วโซ่วที่กำลังจะระเบิดโมโห “พวกเจ้าไปก่อนเถอะ อย่าเสียโอกาสที่พวกเจ้าฝึกพลังวัตรมาหลายปีเลยอย่าลืมว่าพวกเจ้าทุ่มเทมากกว่าคนอื่นเท่าไหร่ ก่อนจะไม่ทำให้คนอื่นผิดหวังต้องอย่าทำให้ตัวเองผิดหวังด้วย ไปเถอะ...ตั้งใจประลอง คนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มาที่นี่สี่คนนอกจากข้า พวกเจ้าทั้งสามคนต้องชนะ ไม่ใช้เหตุผลและไม่ปล่อยโอกาสให้คนอื่นชนะ”
เมื่อฉางฮวันได้ยินคำนี้ในใจก็รู้สึกชะงักไปเล็กน้อยเขาไม่เข้าใจว่าคนอย่างอันเจิงทำไมถึงพูดว่า...ไม่ใช้เหตุผลและไม่ปล่อยโอกาสให้คนอื่นชนะ
แต่เมื่อคิดดูแล้ว ในเมื่อเป็นการประลองแน่นอนว่าควรต้องเป็นอย่างนี้
ชวีหลิวซีเห็นอันเจิงไม่มีท่าทีที่ดูแย่อะไรและราวกับไม่ได้หงุดหงิดเลยด้วย นางจึงลากกู่เชียนเยว่ที่เต็มไปด้วยความโมโหจากไปกู่เชียนเยว่เดินไปพลางหันกลับมาเขม่นหน้าฉางฮวันส่วนคนที่อยู่ด้านหลังกลับไม่ได้สนใจอะไร ตู้โซ่วโซ่วเป็นคนสุดท้ายที่เดินจากไป ในแววตายังเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อยากจะอัดฉางฮวันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
ฉางฮวันนั่งลงจากนั้นก็หยิบท่อยาสูบออกมาจากกระเป๋า ยัดยาสูบเข้าไปแล้วใช้กระบอกไม้ไผ่ไฟจุดยาสูบอย่างชำนาญ
เขาอายุเพียงเท่านี้ แต่มีท่าทางไม่ต่างไปจากคนชราอายุเจ็ดสิบปีเลย
อันเจิงมองฉางฮวันอย่างรอคอยเพราะมักจะรู้สึกว่าคนคนนี้มีอะไรจะพูดกับตน
แต่เมื่อฉางฮวันสูบยาเสร็จเขาก็ลุกขึ้นเดินจากไป ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองอันเจิงเลยสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเลย
ทว่าอันเจิงกลับไม่ได้โมโห ทั้งยังยิ้มในใจเขาเดินเข้าไปในป่าไผ่ จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนเทือกเขาจำลองแล้วยืนมองสนามประลองที่อยู่ไกลออกไปเขามีความเชื่อมั่นต่อตู้โซ่วโซ่ว กู่เชียนเยว่ และชวีหลิวซีต่อให้พื้นฐานร่างกายของตู้โซ่วโซ่วจะอ่อนแอที่สุดก็ตามแต่การจะได้รับชื่อเสียงก็ไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนชวีหลิวซีอันเจิงยิ่งไม่ต้องเป็นห่วง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงกู่เชียนเยว่ เพียงแค่ไม่ต้องออกแรงให้สุดก็พอแล้ว...
“นั่นน่ะ”
ไกลออกไป มีนักเรียนใหม่กำลังเดินผ่านมาเห็นได้ชัดว่าต้องเป็นคนที่ตกรอบแรกแน่ “นั่นไม่ใช่อันเจิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังหรอกหรือทำไมถึงไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกล่ะ?”
อีกคนหัวเราะอย่างอดไม่ได้“นี่คือการทำตัวเองแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ก่อนทำไม่คิดถึงผลที่จะตามมาแท้จริงแล้วก็แค่คนสมองกลวง ข้าว่ามันยังฉลาดไม่เท่าเราเลย ถึงแม้จะตกรอบแรกแต่อย่างน้อยก็สามารถเข้าไปลอง ส่วนเขา...ยังไม่ทันเข้าไปก็รู้ผลแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”
มักจะมีคนแบบนี้เสมอ คนที่ไม่เข้าใจคนอื่นแล้วยังหัวเราะเยาะคนอื่นลับหลัง
อันเจิงรู้สึกว่าหากตัวเองสนใจพวกเขานั่นก็เป็นการเสียศักดิ์ศรีเปล่า ๆ
หนึ่งในนั้นพูดไปพลางก็เดินไปด้วย“บางคนก็ถือว่าดวงดีหากจะใช้งานในตอนที่จำเป็นจริง ๆ...ทำไมเขาถึงเข้าร่วมการคัดเลือกไม่ได้?นั่นก็เพราะเขาไม่เอาไหนไม่ใช่หรือ เมื่อถึงคราจริงจังขึ้นมาความจริงก็จะปรากฏแค่ตีคนแก่ที่รับลงทะเบียนเข้าสำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้นก็ถูกยกย่องว่าเป็นผู้กล้าน่าขันสิ้นดี นี่ถึงยุคที่รังแกคนแก่แล้วได้เป็นผู้กล้าแล้วอย่างนั้นหรือ?”
พวกเขาหัวเราะเสียงดัง“ไม่มีความหมายจริง ๆ หากรู้อย่างนี้ตั้งแต่แรก พวกเราไปตีคนแก่เสียก็ดี”
อันเจิงอดไม่ได้จึงหัวเราะขึ้นคนพวกนี้ทุเรศจริง ๆ หากตัวเองสนใจคนแบบนี้คงเป็นการขายหน้าเปล่า ๆ
เขากระโดดลงมาจากเทือกเขาจำลอง จากนั้นก็อัดคนพวกนั้นอย่างสะใจมันรวดเร็วและรุนแรง เขาไม่พูดอะไรก่อนลงมือ เมื่อเดินเข้าไปก็เริ่มอัดเลยเดิมทีคนพวกนั้นยังคิดสู้ ผลสุดท้าย อันเจิงไม่ได้ใช้พลังวัตรที่มีเลยด้วยซ้ำอาศัยแค่ทักษะด้านร่างกายก็ล้มคนพวกนั้นจนหมด จากนั้นก็ถอดเข็มขัดของพวกเขาแล้วมัดเอาไว้บนต้นไผ่ต้นไผ่บริเวณนี้ทั้งใหญ่และหนา ฉะนั้นการจะแขวนใครก็ไม่ใช่เรื่องยาก
อันเจิงกระโดดขึ้นไปบนเทือกเขาจำลองอีกครั้งจากนั้นก็ดูการประลองต่อ
ฉางฮวันและอาจารย์คนอื่น ๆ กำลังเดินไปยังสนามคัดเลือกหันไปเจออันเจิงกำลังแขวนคนพวกนั้นบนต้นไผ่พอดี สีหน้าอาจารย์หนึ่งในนั้นดูแย่มากเพราะคนพวกนั้นเป็นคนที่เขาเลือกมาร่วมการประลอง เดิมทีการตกรอบเร็วขนาดนี้ก็ขายหน้ามากพอแล้วผลสุดท้ายกลับถูกอันเจิงซ้อมแล้วแขวนบนต้นไผ่อีก เขาจึงรู้สึกว่าที่แขวนอยู่ไม่ใช่เพียงคนเหล่านั้นแต่ยังแขวนศักดิ์ศรีของเขาไว้อีกด้วย
ที่เกินคาดก็คือฉางฮวันเดินต่อโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ทั้งนั้น และไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ
อาจารย์เหล่านั้นก็เลยไม่คิดจะต่อว่าอะไรและเดินตามฉางฮวันไป
เมื่อเดินไประยะหนึ่งอาจารย์หนึ่งในนั้นก็พูดขึ้นอย่างอดไม่อยู่ “อันเจิงทำเกินไปแล้วหากไม่เพิ่มการสั่งสอนหน่อยละก็ ไม่แน่อาจเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ถึงแม้เขาจะเป็นนักเรียนที่ท่านเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนของหน่วยทหารชอบแต่ด้วยนิสัยที่เขามี เกรงว่าจะทำให้สำนักวรยุทธ์ชางของเราขายหน้า”
ฉางฮวันเดินไปพลางถามขึ้น“คนที่ถูกตีเมื่อครู่คือนักเรียนของเจ้าหรือ?”
อาจารย์คนนั้นตอบ “ใช่...”
ฉางฮวันไม่แสดงอาการใด ๆ “อ้อ...คนที่ขายหน้าไม่ใช่สำนักวรยุทธ์ชางหรอกแต่คือเจ้า”
อาจารย์คนนั้นหน้าซีดทันทีเขาโมโหจนอยากจะอัดฉางฮวัน แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองสู้ฉางฮวันไม่ไหวอีกทั้งตอนนี้ฉางฮวันยังเป็นรองเจ้าสำนักอีกด้วย
อันเจิงมองสนามประลองตลอดเวลาเริ่มแรกการคัดเลือกไม่มีอะไรน่าสนใจ ทักษะทางด้านร่างกายของนักเรียนใหม่ไม่ค่อยจะดีนักจึงไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะศิษย์ของฉางฮวัน ขึ้นสนามประลองไปก็โจมตีต่อเนื่องประดุจเครื่องจักรเพราะนักเรียนที่ดีที่สุดก็ถูกเขาใช้อำนาจของรองเจ้าสำนักเลือกมาหมดแล้ว และแน่นอนว่ามันก็คือความหมายเดียวกันกับที่อันเจิงบอกว่าให้นำชัยชนะกลับมาโดยไม่ใช้เหตุผล
อันเจิงรออยู่ครู่หนึ่งก็ถึงตาตู้โซ่วโซ่วขึ้นประลองเดิมทีคิดว่าจะได้เห็นตู้โซ่วโซ่วกระหน่ำซัดหมัดใส่คู่ต่อสู้ ที่ไหนได้คู่ต่อสู้ยอมแพ้ตั้งแต่แรก ทำให้อันเจิงรู้สึกหมดสนุกทันที
ต่อมาก็เป็นเรื่องที่ยิ่งหมดสนุกเข้าไปใหญ่เมื่อศิษย์ของฉางฮวันขึ้นสนามประลอง คู่ต่อสู้ส่วนมากก็ยอมแพ้กันหมด แต่ด้วยเสียงฮือฮาที่ดังมาจากสนามประลองทำให้อันเจิงรู้สึกสนุกขึ้นมาทันที ฉะนั้นเขาจึงเดินออกจากป่าไผ่แล้ววิ่งไปดูการประลองที่ข้างสนามเขายืนบนเนินสูงด้านหลังผู้คน มองดูคนของฉางฮวันที่เดินขึ้นไปแล้วเดินลงมาด้วยอาการเบื่อหน่าย
ไกลออกไปเหยียนชวี่ที่นั่งบนแท่นมีสีหน้าเปลี่ยนไปจนดูแย่เขาหันหน้าไปหาฉางฮวันที่อยู่ข้างกาย “แบบนี้ดูเหมือนจะทำเกินไปหน่อยนะ เจ้าเลือกนักเรียนดีๆ ไปหมด นักเรียนของอาจารย์คนอื่น ๆ ก็ไม่ยอมขึ้นประลองแล้ว หากเป็นแบบนี้ใครจะมีใจอยากต่อสู้เล่า?”
ต่อหน้าอาจารย์ที่มีบุญคุณฉางฮวันก็ยังคงมีสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก“เดิมทีพวกเขาก็เป็นคนที่ไม่มีโอกาสอยู่แล้ว จะแข่งขันไปทำไม?ต่อให้จะใช้พลังที่มีสู้อย่างสุดความสามารถ อย่างไรก็แพ้อยู่ดีพวกเขาไม่มีโอกาสนั้นตั้งแต่แรกแล้ว ไม่สู้ยอมแพ้ไปเลยจะดีกว่า นักเรียนจะได้รู้สึกว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนฉลาดต่างหาก”
เหยียนชวี่กดเสียงต่ำแล้วพูด “อย่างไรเจ้าก็ต้องคำนึงถึงหน้าตาอาจารย์คนอื่นๆ ด้วย”
ฉางฮวันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา“จะคำนึงถึงหน้าพวกเขาทำไม? พวกเขาสู้ข้าไม่ได้ฉะนั้นข้าเลยต้องเลือกคนที่ดีที่สุดไป หากพวกเขาแข็งแกร่งมากกว่าแน่นอนว่าก็สามารถเลือกคนที่ดีที่สุดไปเหมือนกัน”
เหยียนชวี่อ้าปากค้าง สุดท้ายก็ถอนหายใจ“นิสัยของเจ้า...”
“เดิมทีข้าอยากเข้าสู่สนามรบ แต่ตอนนั้นอาจารย์ดึงดันจะเก็บข้าไว้ท่านก็ควรจะรู้ตั้งแต่แรกว่าข้าต้องทำตามนิสัยของตัวเองอยู่แล้ว หากข้าคำนึงถึงเรื่องอื่นมากมายนั่นคงไม่ใช่ข้า”
“ฉะนั้นข้าจึงไม่ให้เจ้าไปรับตำแหน่งในหน่วยทหารแต่บังคับให้เจ้าอยู่สำนักวรยุทธ์ชางแทน ด้วยนิสัยของเจ้า หากเข้ารับตำแหน่งจริง ๆคาดว่าตอนนี้คงจะเหลือเพียงผงกระดูกเท่านั้นแหละ ด้วยศักยภาพร่างกายของเจ้าอาจทำสำเร็จได้แต่นิสัยอย่างเจ้าไม่เหมาะจะเป็นคนในราชสำนัก ปล่อยเจ้าไปแบบนั้นก็เหมือนเป็นการส่งเจ้าไปตายเปล่าๆ สู้เก็บเจ้าไว้ที่นี่จะดีกว่า”
“หากข้าไม่ใช่คนนิสัยแบบนี้ก็คงไม่มีความสำเร็จแบบที่อาจารย์พูด”
เหยียนชวี่ส่ายหน้า “หากเจ้ายังเถียงอีกข้าจะให้เจ้าไปดูแลพวกการใช้แรงงานแทนแล้วนะ”
“อาจารย์ทำแบบนี้ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”
“แล้วเจ้าใช้เหตุผลเมื่อไหร่กัน?”
ฉางฮวันไม่พูดต่อ ใช้ความเงียบเป็นการแสดงความต่อต้านในใจของตนเอง
เหยียนชวี่ถามขึ้น“เจ้าไม่ให้อันเจิงนั่นเข้าคัดเลือก แล้วเขาไม่ก่อเรื่องรึ?ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมเสียเปรียบเลยสักนิดเกรงว่าคงไม่ไว้หน้าเจ้าด้วยซ้ำ ก็เหมือนตอนนั้นที่เจ้าก็ไม่เคยไว้หน้าข้าเลยอย่างไรเล่า”
ฉางฮวันยกยิ้มขึ้น “อาจารย์พูดผิดแล้ว ที่เขาไม่โวยวายถือว่าไว้หน้าข้ามากพอแล้ว”
เหยียนชวี่พูดอย่างไม่พอใจ “ทำไมข้าถึงรู้สึกหมดสนุกขึ้นมา”
ฉางฮวันหันกลับไปมองจึงเห็นว่าอันเจิงยืนบนเนินสูงที่ไกลออกไปและมองดูการประลองอย่างสนุกสนาน เขาเริ่มรู้สึกหมดสนุกขึ้นมาเหมือนกัน“เด็กนี่ ทำไมถึงไม่ก่อเรื่อง? หากก่อเรื่องขึ้นข้าจะได้อัดเขาสักครั้ง”
การประลองทั้งวันผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย ผู้แข็งแกร่งชนะผู้อ่อนแอทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะฉางฮวันเลือกนักเรียนดี ๆ ไปหมดแล้วฉะนั้นจึงไม่มีผู้แข็งแกร่งมาเป็นคู่ต่อสู้ อันเจิงยืนอยู่หลังนักพนันที่เดินจากไปอย่างพ่ายแพ้ปากก็บ่นพึมพำ “นี่ไม่ใช่การแข่งขันเลยสักนิด ไม่มีความหมายอะไรเลยแม้แต่การเดิมพันก็ยังไม่มี!”
“นั่นสิการประลองที่เป็นไปอย่างเอื่อยเฉื่อยอย่างนี้ก็เห็นจะมีครั้งนี้เป็นครั้งแรกการประลองก่อนหน้านี้ อย่างน้อยก็ยังมีความตื่นตาตื่นใจบ้าง ตอนนี้หากจะดูผลแพ้ชนะก็แค่ดูว่าเป็นศิษย์ใครเท่านั้นแหละ”
ผู้ที่จะวางเดิมพันยิ่งพูดก็เหมือนยิ่งโกรธ สุดท้ายก็ต่อว่ามาถึงฉางฮวัน
“ข้าได้ยินมาว่าที่เป็นแบบนี้นั่นก็เพราะฉางฮวันรองเจ้าสำนักนั่นเลือกนักเรียนดี ๆ ไปจนหมดสุดท้ายอาจารย์คนอื่นจึงไม่มีนักเรียนดี ๆ เลย แล้วจะประลองได้อย่างไรเล่า?สุดท้ายก็แค่เลือกคนขึ้นมาประลองแบบขอไปทีเท่านั้น หากจะเปิดแทงพนันขึ้นมาละก็พวกเราคงต้องแพ้พนันอย่างราบคาบ”
อีกคนพูดขึ้น “แพ้รึ?ตอนนี้ข้าล่ะอยากเอาเข็มขัดฟาดไปที่ฉางฮวันนั่นจริง ๆ”
พวกเขาหัวเราะขึ้น “น่าสมเพช คนแบบนั้นคลานขึ้นมาเป็นรองเจ้าสำนักได้อย่างไรกันต่อให้จะถูกเข็มขัดฟาดหน้าก็ยังไม่สาแก่ใจข้าอยู่ดี หากเป็นข้านะจะต้องฟาดหน้ามันสามวันสามคืน จับมันถอดกางเกงแล้วแขวนไว้ที่หน้าประตูถึงจะสะใจ”
พวกเขาด่าทอแล้วเดินจากไป อันเจิงมองไปบนแท่นด้วยสัญชาตญาณจึงเห็นว่าฉางฮวันจากไปแล้ว
ผ่านไปไม่นาน ตู้โซ่วโซ่วและคนอื่น ๆ ก็เดินออกมาต่างรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ
ตู้โซ่วโซ่วเบ้ปาก “ไม่มีความหมายเลยคู่ต่อสู้ข้ายอมแพ้ มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนโกรธใครแต่กลับไม่ได้ระเบิดออกมา”
กู่เชียนเยว่คล้องแขนของชวีหลิวซีพลางพูดขึ้น“เจ้าควรพอใจได้แล้ว ข้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิง อย่างไรเสียก็ต้องมีคนคิดสู้ด้วยสุดท้ายเขาก็บอกเป็นชายไม่รังแกหญิงจากนั้นก็ยอมแพ้ จะยอมแพ้ก็ยอมแพ้ไปสิ ยังจะมีหน้าพูดอีกว่าเป็นชายไม่รังแกหญิง...ทำให้ข้าชนะอย่างไม่สมศักดิ์ศรีเอาเสียเลย”
ชวีหลิวซีพูด “ฉะนั้นเมื่อลงมาจากสนามประลองเจ้าเลยอัดเขา?”
กู่เชียนเยว่หัวเราะ “ข้าอัดเบา ๆ เองเจ้าก็รู้ดีนี่”
ขณะที่กำลังพูดกัน พวกเขาก็เห็นอันเจิงยืนรออยู่เมื่อคิดได้ว่าอันเจิงไม่ได้เข้าร่วมการประลองทั้งสามคนจึงยิ่งรู้สึกไม่มีความหมายยิ่งกว่าเก่า
“อันเจิง ทำไมเจ้าถึงไม่โมโห?”
ตู้โซ่วโซ่วถาม“ข้าคิดว่าเจ้าจะชักสีหน้าเสียอีก ยังกลัวว่าเจ้าจะเกิดเรื่องกับฉางฮวันนั่น”
อันเจิงยักไหล่ “ข้าจะโมโหไปทำไม?
“ก็เขาไม่ให้เจ้าประลองไง”
“เขาแค่ไม่ให้ข้าประลอง แต่ไม่ได้บอกนี่ว่าจะไม่ให้ข้าเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วง”
ชวีหลิวซียิ้มแล้วพูด“เมื่อครู่ข้าบอกแล้วไง พวกเจ้าทั้งสองไม่ฟังข้าเอง อาจารย์ฉางไม่ให้เขาประลองคาดว่าคงไม่อยากให้อาจารย์คนอื่นยิ่งขายหน้าไปกันใหญ่...”
ทั้งสี่คนเดินออกจากสำนักวรยุทธ์ชางแล้วมองหาร้านอาหารเห็นริมถนนมีต้นไม้ใหญ่ที่มีกลุ่มชายกำยำไม่ใส่กางเกงถูกแขวนอยู่ อันเจิงอดใจไม่ไหวจึงหัวเราะออกมาเพราะคนเหล่านั้นต่างเป็นนักพนันที่พูดคุยกันเมื่อครู่บนหัวคนเหล่านี้ยังมีเข็มขัดห้อยอยู่ เสื้อผ้าก็ฉีกขาดบั้นท้ายยังมีรอยแผลที่ถูกฟาดจากกิ่งไม้อีกด้วย
ไม่ไกลออกไป ฉางฮวันเอามือไขว้หลังแล้วเดินจากไปด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก