"อุ๊เคว้......!"
"เอ๊ะ!"ไมนาสที่กำลังทำความสะอาดดาบต้องสะดุ้งทันที่เมื่อได้ยินเสียงของก็อบลินป่าโหวกเหวกมาจากที่ไกลๆ
จากนั้นก็มีเสียงที่สอง เสียงที่สามและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนไมนาสเริ่มนับไม่ถูกแต่ยังประมาณการได้ว่าพวกมันต้องมีจำนวนมากกว่าสิบ
เสียงทีกระจัดกระจายในตอนแรกเริ่มที่จะเข้ารวมกลุ่มกันพร้อมๆกับใกล้เข้ามายังที่ที่ไมนาสอยู่ด้วยตอนนี้
"เป็เพราะอย่างนี้หรอกเหรอ...ไอ้บัดซบเอ้ย!"ไมนาสนึกขึ้นได้และมองไปยังซากก็อบลินป่าที่ตนจัดการไปเสียงร้องที่ดังลั่นป่าเป็เพราะมัน้าเรียกพวกของมันที่อยู่ไม่ไกลนี่เอง
โชคดีที่ตอนนี้เขายังไม่ได้ก่อไฟจึงทำให้ตอนนี้พวกมันยังเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ
ไมนาสไม่รอช้ารีบไปหยิบกระเป๋าแล้ววิ่งไปทางตรงข้ามกับเสียงที่โหวกเหวกดังใกล้เข้ามาทุกทีแถมยังเร็วขึ้นเรื่อย
ขนาดก็อบลินป่าตัวเล็กๆตัวเดียวเขายังต้องใช้เวลาในการจัดการกับมันก็ไม่ต้องพูดถึงจำนวนขนาดนี้เขาไม่โง่พอจะอยู่เฉยให้ต้องถูกรุมแล้วตายอนาจเพราะพวกก็อบลินป่าระดับปลายแถวอย่างนี้แน่
ไมนาสวิ่งไปได้ไม่ไกลพวกมันก็มายืนอยู่ตรงซากของก็อบลินป่าที่ตายไปแล้วและเห็นรอยเท้าของมนุษย์จึงรีบตามไปอย่างรวดเร็วด้วยความขึ้นชื่อว่าก็อบลินป่านั้นมีความคล่องแคล่วในป่าเป็อย่างมาก
เพียงไม่นานพวกมันก็เห็นเงาหลังของมนุษย์ที่มีกระเป๋าเป้ใบใหญ่สะพายหลัง
ฟิ้วววว! ฉึก!!
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเฉี่ยวไมนาสไปปักอยู่กับต้นไม้เบื้องหน้าทำเอาเด็กหนุ่มขนลุกซู่รีบโกยสุดฝีเท้าหลบซ้ายขวาอย่างไม่คิดชีวิต
"อะไรกัน!! ไอ้พวกนี้ใช้ธนูเป็ด้วยหรือนี่"เขาอุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ถ้าตอนนี้ไม่ใช่ยามโพล้เพล้ใกล้มืดค่ำบวกกับสายตาที่ย่ำแย่ของพวกก็อบลินป่าในยามค่ำคืนป่านนี้เขาคงได้กลายเป็เม่นไปแล้ว
ความคิดในหัวตอนนี้ของไมนาสคือการวิ่งหนีไปเรื่อยๆเมื่อความมืดปกคลุมลงมาคงจะทำให้เขาหนีพ้นได้เอง
ซึ่งเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะเขาเคยอ่านเจอข้อมูลที่ว่าพวกก็อบลินแทบทุกเผ่าจะออกอาละวาดยามกลางวันเท่านั้นซึ่งก็อบลินป่าก็เป็หนึ่งในนั้น
จนความมืดเริ่มครอบคลุมอย่างช้าๆฝ่ายไล่ล่าเริ่มที่จะช้าลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ไมนาสก็ยังไม่หยุดฝีเท้าวิ่งต่อไปท่ามกลางความมืดเพื่อหนีให้ห่างจากพวกก็อบลินป่าให้มากที่สุด
ไมนาสวิ่งมาเป็เวลานานจนในที่สุดเขาก็คิดว่าระยะทางน่าจะเพียงพอต่อการหนีแล้ว
ตอนนี้เป็เวลาค่อนข้างดึกแล้วเด็กหนุ่มมองไปรอบๆผ่านความสลัวของแสงจันทร์และตระหนักได้ว่าเขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหนเพราะรอบๆตัวเขาที่มองไปเห็นเป็เหมือนหุบเขาไปทั้งหมดยากแก่การสังเกตทิศทางเป็อย่างยิ่ง
"แย่แล้วแบบนี้...นี่ฉันอยู่ที่ไหนแล้วเนี่ย"ไมนาสบ่นกับตัวเองที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน
'คงต้องหาที่ซุกหัวนอนก่อน...'เมื่อคิดได้ดังนี้เด็กหนุ่มเริ่มเดินลัดเลาะไปจนถึงตีนเนินเขาลูกหนึ่งเมื่อลองเดินไปได้ครู่เดียวเขาก็เห็นปากถ้ำแห่งหนึ่งดูแล้วเงียบสงบไร้ซุ่มเสียงของสิ่งมีชีวิต
ไมนาสตัดสินใจเข้าไปในถ้ำและพบว่ามันเป็ถ้ำลึกมองเข้าไปภายในไม่เห็นอะไรเนื่องจากเขาไม่ได้จุดไฟเพื่อไม่ให้ไปดึงดูดกับสิ่งมีชีวิตอันตรายที่ไม่รู้ว่ามีอยู่มากน้อยแค่ไหนแถวๆนี้
'เอาเป็ตรงนี้แล้วกันอย่างน้อยๆก็แค่คืนนี้'ไมนาสตัดสินใจเลือกซอกหินมุมหนึ่งตรงปากถ้ำที่พอจะสามารถแทรกตัวเองเข้าไปได้อย่างพอเหมาะเขาไม่กล้าเข้าไปในถ้ำลึกแห่งนี้จึงเลือกบริเวณปากถ้ำเพื่อว่าหากเกิดอะไรขึ้นตนจะได้ไหวตัวทัน
เมื่อจัดแจงที่ทางเสร็จสิ้นอย่างทุลักทุเลเขาก็นั่งอยู่ในซอกนั้นและนึกทบทวนกับตัวเองว่าตนได้ติดสินใจถูกแล้วหรือไม่ที่ออกเดินทางมาในครั้งนี้
'นี่เราคิดอะไรอยู่กันนะถึงได้ออกมาจากชีวิตสุขสงบแบบนั้นมาได้'เขาคิดถึงตนเองตอนที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับฮิวเบิร์ชก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
'เป็เพราะเ้าสามคนนั้นแท้ๆเลยเราถึงได้ลงเอยแบบนี้ ทำไมชีวิตเราถึงมีแต่เื่โชคร้ายเรื่อยๆเลย ให้ตายเถอะ'ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ไมนาสตัดพ้อกับตัวเองที่เจอกับเื่ร้ายขนาดได้โอกาสมีชีวิตใหม่ในโลกแห่งนี้ยังต้องมาอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ไม่มีความทรงจำใดๆให้สืบสาวถึงความเป็มา และที่ทำให้เขาเจ็บใจยิ่งกว่าก็คือตนต้องเป็คนไร้ญาติขาดมิตรอีกแล้ว
ไมนาสจมจ่อมกับความคิดของตัวเองจนความเหนื่อยล้าเข้ามาทำให้เขาหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
ความทรงจำของชาติที่แล้วเริ่มไหลเข้ามาดั่งความฝันั้แ่ตอนเด็กๆที่เขาจำความได้ มักจะมีคนผู้หนึ่งที่จะอยู่ข้างๆเขาเสมอนั่นคือคุณผู้ดูแลของสถานสงเคราะห์เธอมักจะเอาใจใส่เขาเป็พิเศษและคอยสั่งสอนเขาให้อยู่ในลู่ทางถูกที่ควรและคอยเป็กำลังใจให้เขาในยามที่รู้สึกท้อแท้จนวาระสุดท้ายของเธอก็ยังทิ้งคำพูดไว้ให้เขา
"...สัญญากับฉันนะว่าจะใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุข ไม่ว่าอุปสรรคจะมากแค่ไหนเธอต้องฝ่าฟันไปให้ได้นะจ๊ะ..."
แสงดวงตะวันแยงตาเด็กหนุ่มเมื่อรุ่งสางไมนาสที่ตื่นขึ้นมาหลังได้ยินประโยคสุดท้ายของคุณผู้ดูแลเสมือนเป็กำลังใจให้เขาลุกขึ้นมาจากความท้อแท้และปลุกปลอบตัวเองให้ลุกขึ้นเผชิญกับปัญหาตรงหน้า
"นี่เราคิดถึงเธอจนฝันเลยเหรอนี่...ช่างเถอะ ตอนนี้หาหนทางไปต่อก่อนแล้วกัน"ไมนาสลุกขึ้นมาเก็บข้าวของเพื่อเตรียมออกไปหาทิศทางที่ตนควรจะไปต่อ
ขณะเดินออกจากถ้ำเขาได้เหลียวกลับไปมองเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำที่ตอนนี้มีแสงพอจะช่วยให้เขามองเข้าไปได้ลึกยิ่งขึ้นแต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความเงียบสงบเหมือนกับเมื่อคืน
เมื่อเดินออกมาด้านนอกที่ป่าไม้ที่มีต้นไม้สูงใหญ่มากมายมันสูงยิ่งกว่าป่าที่อยู่ละแวกหมู่บ้านทรายขาวเสียอีก แทบทำให้เขาจำแนกทิศไม่ได้ดีที่ตอนลงเดินลงมาจากเนิน ไมนาสก็ได้จดจำตำแหน่งทิศทางเอาไว้และเริ่มมองหาร่องรอยที่ตนอาจทิ้งไว้เพื่อใช้เป็หนทางกลับไปยังเส้นทางที่ตนควรจะไป
เด็กหนุ่มหาร่องรอยอยู่นานแต่กลับไม่พบอะไรเลยจึงกางแผนที่ออกมาดูเพื่อเปรียบเทียบกับลักษณะภูมิประเทศในการหาตำแหน่งของตนเองอย่างคร่าวๆแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะความที่มันไม่ได้มีความละเอียดอะไรมากนักเกี่ยวกับภูมิประเทศเขาจึงต้องกำหนดทิศเดินอย่างคร่าวๆเพื่อไปยังหมู่บ้านป่าสงัดต่อไป
เขาเดินทางอย่างระมัดระวังจากบทเรียนของเมื่อวานที่ตนเจอกับก็อบลินป่าอย่างไม่คาดคิด
เมื่อเดินมาได้ครึ่งวันไมนาสยิ่งแปลกใจเพราะไม่พบเจอกับสัตว์อสูรใดๆเลยในป่านี้เขาพบแต่เพียงสัตว์ป่าทั่วไปที่ไม่ได้มีอันตรายอยู่เรื่อยๆเท่านั้น
สิ่งที่น่าพิศวงที่สุดก็คือเขาไม่สามารถออกจากแนวป่าที่มีหุบเขาล้อมรอบแห่งนี้ได้เลยแม้จะเดินมาแล้วครึ่งวันก็ตาม
ในที่สุดก็ผ่านไปสองวันั้แ่ที่เด็กหนุ่มหลงเข้ามาในป่าแห่งนี้เขาประคองตัวเองอยู่ได้ด้วยสเบียงที่เตรียมมาแต่ก็ใกล้จะหมดเต็มแต่ยังดีที่ยังพอมีสัตว์ให้ล่าอยู่ทั่วไปรวมไปถึงพืชที่สามารถกินได้จากการศึกษาตำราพืชพันธ์ของฮิวเบิร์ช
"หืม...นั่นมันอะไรกัน?"ไมนาสมองเห็นสิ่งแปลกตาที่ดูเหมือนกับแท่งหินกลางป่าแห่งนี้ที่ตั้งอยู่โดดๆดูแล้วเหมือนไม่เป็ไปตามธรรมชาติเพราะลักษณะของป่าแห่งนี้ไม่สมควรที่จะมีแท่งหินตั้งอยู่โดดเดี่ยวเช่นนี้
เมื่อเข้าไปใกล้ไมนาสก็พบว่าแท่งหินก้อนนั้นมีลักษณะเป็แท่งโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นหญ้าประมาณสองฟุตด้านปลายยอดเหมือนถูกตัดจนเรียบเป็แนวเฉียง้าที่ถูกตัดมีการสลักตัวอักษรที่สวยงามอย่างแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบมาก่อนดูไปแล้วไม่น่าจะใช่ภาษาทั่วไปสำหรับสื่อสารเนื่องจากมันมีการเรียงตัวในลักษณะที่แปลกตาภาพรวมที่ดูแล้วเหมือนกับเป็แผนภาพรูปหนึ่งเสียมากกว่า
่"อย่างกับสัญลักษณ์เวทย์ที่เคยดูในหนังเลยแฮะ"ไมนาสที่มองแผนภาพจากการเรียงตัวกันของตัวอักษรจนมีลักษณะที่สมมาตรก็นึกไปถึงภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเวทย์มนต์ที่เคยดู
"บางทีมันอาจจะไม่ได้มีแค่ก้อนเดียว..."ไมนาสที่คาดเดาด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์จากภาพยนตร์จึงลองเดินหาไปรอบๆทันและก็พบว่าไม่ไกลมากนักหลังจากเดินสำรวจเขาก็พบกับแท่งหินอีกแท่งหนึ่งที่มีลักษณะเดียวกัน
การที่เขาสนใจแท่งหินนี้เพราะเขาคิดว่าการได้พบกับร่องรอยที่มีความเป็ไปได้ว่าเกิดจากฝีมืุ์ก็เท่ากับว่าเขาอาจกำลังเข้าใกล้หมู่บ้านหรือแหล่งชุมชนบางแห่งซึ่งจะช่วยยืนยันตำแหน่งให้เขาได้ว่าตอนนี้ตนเองกำลังอยู่ที่ใด
หลังจากเดินสำรวจจนพบแท่งหินจุดที่สามไมนาสพบว่าทิศทางของตำแหน่งแท่งหินทั้งสามนั้นเยื้องแนวเดียวกันถึงจะไม่ได้เรียงกันเป็เส้นตรงก็ตามราวกับว่าแท่งหินเหล่านี้ป็นแนวเขตแดนอย่างไรอย่างนั้น
"ไม่มีทางเลือกแฮะคงต้องเข้าไปดูซักหน่อย" เด็กหนุ่มตัดสินใจเดินผ่านแนวแท่งหินตามทิศทางตรงตัดกับแนวเส้นของตำแหน่งแท่งหินทั้งสามจุดเขาคิดว่าอย่างน้อยๆจากที่นี่ก็ต้องเข้าใกล้ถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์บ้างแล้ว
ไมนาสเดินมาได้สักพักใหญ่ก็ยังไม่พบกับวี่แววหรือร่องรอยใดๆที่แสดงถึงการดำรงอยู่ของผู้คนเลยสักนิดจึงเริ่มรู้ศึกกระวนกระวายอยู่บ้างแต่เพราะมีเสียงของนกและแมลงที่ดังมาให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆไม่แสดงถึงความผิดปกติใดๆก็ยังพอทำให้เขาใจชื้นอยู่บ้างเพราะอย่างน้อยแถวนี้ก็ไม่มีสัตว์อสูรดุร้ายอยู่แถวนี้
ไมนาสเดินอยู่นานจนเข้าใกล้กับเชิงผาแห่งหนึ่งก็ต้องประหลาดใจที่ตนเดินตัดเส้นแต่ก็ยังไม่พบอะไรที่จะพิสูจน์ได้ถึงการดำรงอยู่ของผู้คนเลยยิ่งทำให้ไมนาสนึกสงสัยว่าแท่งหินเ่าั้มีไว้เพื่ออะไรกันแน่
"เอ๊ะ! นั่น... บ้านคนนี่"ในขณะที่กำลังใคร่ครวญถึงแท่งหินที่พบไมนาสก็เหลือบไปเห็นบ้านไม้หลังเล็กๆหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้าตีนเชิงผา รอบๆบริเวณบ้านเป็ลานหญ้าอยู่โดยรอบเมื่อยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงของน้ำตกที่ตกลงมาจากเชิงผาสูงชันด้านหลังของบ้าน
"สุดยอดไปเลยแฮะใครกันที่มาสร้างบ้านอยู่แถวนี้ เลือกที่ได้สุดยอดจริงๆ"บรรยากาศโดยรอบทำเอาไมนาสเคลิบเคลิ้มทั้งเสียงของสรรพสัตว์และเสียงของน้ำตกดังแว่วมาผสมผสานกันทำเอาเขาอิจฉาเ้าของบ้านที่ได้มาอยู่ในที่ที่มีทั้งทิวทัศน์ที่งดงามและบรรยากาศที่ร่มรื่นแบบนี้
'แต่แปลกจังแฮะทำไมถึงไม่มีร่องรอยอะไรเลย...' ไมนาสที่กำลังเพลิดเพลินจนเดินมาถึงตัวบ้านก็ต้องนึกแปลกใจที่เขาไม่พบร่องรอยของการอยู่อาศัยใดๆเลย
"หืม...ฝุ่นพวกนี้...หรือว่าเป็บ้านร้างงั้นเหรอ"ไมนาสเริ่มสังเกตเห็นฝุ่นที่เกาะอยู่ทั่วทั้งตัวบ้านเขาไม่แน่ใจว่าบ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างเอาไว้นานแค่ไหนแต่จากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหลือร่องรอยของการอยู่อาศัยของมนุษย์ก็ทำให้คาดการณ์ได้ว่าคงเป็เวลาหลายปีแล้วที่บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างเอาไว้
"ไม่มีไม้เลื้อยเกาะขึ้นมาตามตัวบ้านเลยรอบๆก็มีแต่ลานหญ้าเท่านั้น แถมสภาพบ้านกลับไม่มีร่องรอยชำรุดเสียหายเลยแปลกชะมัด"
เมื่อเดินดูรอบๆบ้านและพิจารณาความแปลกประหลาดของบ้านร้างหลังนี้เด็กหนุ่มก็เดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
ประตูบ้านนั้นเป็เพียงประตูไม้ธรรมดาๆเท่านั้นแต่กลอนประตูนั้นกลับธรรมดาที่ดูไม่ธรรมดาเพราะมันเป็เพียงกลอนไม้ที่ขัดกันประตูเท่านั้นลักษณะกลอนเป็แท่งไม้รูปสี่เหลี่ยมยาวด้านหนึ่งยึดติดกับขอบประตูสามารถโยกขึ้นลงเพื่อขัดกับบานประตูที่มีส่วนรองรับแท่งไม้ไว้ดูไปแล้วเป็เพียงกลอนไม้ธรรมดาๆแต่ว่าบนตัวแท่งไม้ยังมีตัวอักษรประหลาดคล้ายๆกับที่ปรากฎอยู่บนแท่งหินสลักเอาไว้
ไมนาสยืนทำใจอยู่นานว่าจะเปิดเข้าไปข้างในดีหรือไม่แต่เนื่องจากตนไม่มีทางเลือกเขาต้องนอนอยู่กลางป่ามาแล้วสองคืน และบ้านหลังนี้ก็ร้างเหมือนถูกทิ้งไปแล้วในที่สุดก็ตัดสินใจ
"คงต้องเสียมารยาทแล้ว...ขอโทษด้วยคุณเ้าของบ้าน"เด็กหนุ่มพึมพำเบาๆพร้อมทั้งเอื้อมมือไปดึงสลักกลอนไม้ที่ขัดอยู่กับประตูและแปลกใจเล็กน้อยที่รู้สึกว่าแท่งไม้เล็กๆนี้กลับมีน้ำหนักมากกว่าปกติหลายเท่าแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับไมนาส
แอ๊ดดดดดด!
เสียงอันฝืดเคืองจากการผลักประตูเข้าไปอย่างช้าๆทำให้แสงที่สาดเข้าไปผ่านช่องประตูช่วยเพิ่มความสว่างภายในบ้านที่แต่เดิมมีเพียงแสงรำไรผ่านกระจกหน้าต่างที่ฝุ่นเกาะหนาและยังถูกผ้าม่านลดทอนแสงลงไปอีกขั้นแต่ยามนี้แสงที่ลอดผ่านประตูช่วยให้ไมนาสได้มองเห็นสภาพภายในได้อบ่างชัดเจน
ไมนาสก้าวเข้าไปสำรวจภายในบ้านก็พบว่าภายในบ้านหลังนี้นั้นแตกต่างจากสภาพด้านนอกอย่างชัดเจนเนื่องจากภายในไม่มีไรฝุ่นมาเกาะตามข้าวของภายในบ้านเลยราวกับว่ามีคนคอยทำความสะอาดอยู่เสมอทั้งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆก็วางอยู่เป็ระเบียบเรียบร้อย ไม่มีการกระจัดกระจายจากฝีมือของสัตว์หรือแมลงตัวเล็กๆที่ชอบบุกรุกอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน
เด็กหนุ่มเชื่อว่าเขาคือสิ่งมีชีวิตแรกที่บุกรุกเข้ามาในรอบหลายปีอย่างแน่นอนและรู้สึกผิดมากๆและมีความละอายอยู่ลึกๆเพราะสภาพภายในบ้านเป็ระเบียบเรียบร้อยเช่นนี้ ถ้าหากว่าภายในบ้านมีสภาพเละเทะทำให้ต้องเก็บกวาดบ้างคงไม่ทำให้เขารู้สึกผิดขนาดนี้ไมนาสรู้สึกราวกับว่าตนเป็ผู้บุกรุกที่แอบย่องเข้ามาตอนเ้าของบ้านออกไปทำงานอย่างไรอย่างนั้น
"เฮ้อ... ช่วยไม่ได้คงต้องขออาศัยสักคืนแล้วกัน"
ไมนาสหยุดยืนทำใจอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มสำรวจภายในบ้านซึ่งเนื้อที่ภายไม่ได้กว้างขวางมากนักมีการจัดสรรค์พื้นที่ภายในเป็ห้องนอนและโถงกลางบ้านเท่านั้นมีเตาผิงอยู่ด้านหนึ่งของผนังห้องโถงซึ่งสามารถทำอาหารอย่างง่ายๆได้และมีโต๊ะเก้าอี้เพียงอย่างละตัวเท่านั้นดูไปก็คล้ายกับว่าที่นี่ควรเรียกว่ากระท่อมมากกว่าบ้านเสียอีกภายในห้องนอนก็มีเพียงเตียงเดี่ยวหนึ่งเตียงเท่านั้น มำให้เขาอนุมานได้ว่าผู้ที่เคยอาศัยอยู่ต้องอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
"ถ้ามีบ้านในสถานที่ที่ดีอย่างนี้แล้วจะ้าอะไรอีก..."ไมนาสนึกถึงตนเองว่าถ้าหากมีบ้านในสถานที่สงบสุขอย่างนี้ตนยัง้าอะไรอีก