.
.
..สองปีผ่านไป
..โรงพยาบาล B
..อาร์
“ทำซีพีอาร์!!”
“ส่งเอกซเรย์กระดูก”
“เอาล่ะ หมอจะฟังเสียงของปอดนะ ค่อยๆ หายใจ”
..ชีวิตของผมกำลังเป็ไปในแบบเดิมๆ ทุกๆ วัน และยุ่งๆ ตามแบบฉบับของหมอแผนกER
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น พ่อก็ไม่บังคับให้ผมกลับไปเป็หน่วยลับพ่อให้เหตุผลว่า ถ้าผมตายขึ้นมา พ่อต้องทนฟังแม่บ่นจนหูชาแน่ ผมว่ามันคงเป็เหตุผลอ้อมๆของคนเป็พ่อที่ฟอร์มเก่ง กระดากแม้กระทั่งจะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาว่าห่วงลูกมากแค่ไหน..ส่วนผมเองก็หมดความคิดที่จะเป็หน่วยลับ คิวเองก็คง้าให้เป็แบบนั้น เราได้ทำภารกิจสุดท้ายร่วมกันแล้วและผมคิดว่ามันควรจะเป็ความทรงจำสุดท้ายของการเป็หน่วยลับ ไม่ควรมีภารกิจไหนหรือคู่หูคนใดมาลบภาพระหว่างผมกับคิวได้
อาณาจักรโนอาห์ถูกปรับจากการอยู่ในที่มืดให้มาอยู่ในที่สว่างกลายร่างเป็ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัย มีนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่คอยคิดค้น ประดิษฐ์ และทดลองรวมพลังการสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลก แน่นอนว่ามีประธานคนใหม่นั่นก็คือนายไบรตันออสบอร์ หรือก็คือคีย์ และมีเลขาส่วนตัวเป็อิชะ ผลงานที่สร้างสรรค์ภายใต้โครงการของโนอาห์ถูกเผยแพร่ตีพิมพ์อยู่ตามนิตยสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ผมเองก็ติดตามข่าวของคนทั้งคู่ตลอดแรกๆ ก็เพราะอยากมองหน้าของคีย์ เพราะมันทำให้ผมยังคงจำหน้าของคิวได้ แต่พอเวลาผ่านไปก็รู้สึกได้ว่า..คีย์ ไม่ใช่คิว.. ผมเลิกที่จะมองหาหน้าของคีย์และดูเหมือนคีย์เองก็ไม่ชอบการตกเป็เป้าสายตาของใครๆ ถึงได้ไม่ปรากฎตัวตามสื่อหรือที่สาธารณะผมเองก็เลยพลอยลืมใบหน้าของคิวไปสนิท แต่มันก็ไม่ได้จำเป็อะไรนักเพราะผมจดจำคิวได้ ..ทุกอย่างยังคงชัดอยู่ในความทรงจำ แม้กระทั่งวันแรกที่เราได้เจอกัน
“เป็เื่น่าทึ่งมากเลยนะครับที่เราจะสามารถถ่ายโอนความทรงจำของเราออกมาได้”
“ครับ ถึงจะอยู่ในขั้นเก็บข้อมูล และทดลอง แต่มันก็มีความเป็ไปได้สูงที่เราจะทำตามสมมติฐานได้”
“สมมติฐาน?”
“ครับ ทางทีมวิจัยคิดว่า ในเมื่อสมองของเรามีระบบคลื่นไฟฟ้าในการส่งสัญญาณสื่อสารกันระหว่างเซลล์เราก็น่าจะมีวิธีการถอดรหัสและแปลงคลังความทรงจำให้ออกมาอยู่ภายนอกสมองได้ครับ”
“โอ้ว มันฟังดูมหัศจรรย์ราวเวทมนตร์เลยนะครับ”
“…”
ผมกำลังนั่งดูรายการยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโลกที่พิธีกรมักเชิญนักวิทยาศาตร์เบอร์ต้นๆของโลกมาเล่า มาอัพเดทเทคโนโลยีล้ำๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลก และยิ่งอีพีนี้มีแขกรับเชิญเป็คนใกล้ตัวผมเลยยิ่งต้องดู ..เขาก็คือหมอชิน ผู้ที่ทำให้ชะตากรรมของโลกยังคงเป็ไปในแบบที่ควรเป็
“มันจะเป็ไปได้เหรอครับคุณหมอ”
“อาร์จะเรียกพี่ว่าพี่หมอไม่ได้จริงๆ เหรอ” หมอชินทำหน้าอ้อนวอน
ผมยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อดึงจังหวะในการตอบ“คุณหมอครับ ผมเรียกแบบนี้เหมาะที่สุดแล้วครับ”
“เฮ้อ พี่เสียใจนะ”
“ขอโทษครับ เอาเป็ว่ามันจะเป็ไปได้เหรอครับ แล้วการทดลองที่ว่าทีมวิจัยของคุณหมอทำไปถึงขั้นตอนไหนแล้วเหรอครับ ผมถามได้ไหม”
“สำหรับอาร์ พี่พร้อมตอบทุกคำถามนะ”
“…”
“..ถ้าเย็นนี้อาร์ยอมไปกินข้าวกับพี่”
“ผมขอตัวนะครับ วันนี้ผมล้าจริงๆ อยากรีบกลับไปนอน”
“..งั้นไว้วันหลังก็ได้ ส่วนที่ว่าการทดลองนี้ไปถึงขั้นไหนแล้ว”
ผมมองหมอชินด้วยความตั้งใจ แต่ในใจก็พอจะรู้คำตอบ ..มันไม่มีทางเป็ไปได้
“มีการทดลองนึงที่ทำสำเร็จ”
“จริงเหรอครับ”
“อืม ใช่ อีกไม่นานอาร์ก็คงได้เห็น แต่ตอนนี้ ..มันเป็ความลับที่ยังเปิดเผยไม่ได้”
“...” ผมพยักหน้ารับรู้ก่อนจะล้วงเอามือถือที่สั่นประท้วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อกาวน์“ครับ”
[คุณหมอยังอยู่ในโรงพยาบาลไหมครับ]
“อืม ผมยังไม่กลับ” ตอนนี้ผมแทบจะใช้โรงพยาบาลเป็บ้านอีกหลังจะกลับคอนโดก็ต่อเมื่อเป็วันหยุดไม่ก็ในวันที่เหนื่อยล้าจนต้องชาร์จพลังให้ตัวเอง..ด้วยสถานที่ที่มีความทรงจําของคิวอยู่..พลังใจของผม
[งั้นดีเลยครับ!ศูนย์วิทยุแจ้งเข้ามาว่าเดี๋ยวจะมีผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ไฟไหม้เข้ามาครับน่าจะเกินสิบราย]
“ได้ ผมจะรีบไป” ผมรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที มันเป็เคสฉุกเฉินที่้าแพทย์เพื่อให้การรักษาอย่างเร่งด่วนไม่รู้ว่าอาการจะหนักแค่ไหน
“เคสด่วนเหรออาร์”
“ครับคุณหมอ ..ไฟไหม้”
“งั้นคืนนี้อาร์คงไม่ได้กลับอีกตามเคย”
“คงงั้นครับ”
“งั้นพี่อยู่รออาร์นะ”
“อย่าเลยครับ คุณหมอทําแบบนี้ผมลําบากใจนะครับ”
“พี่เข้าใจอาร์นะ แต่พี่ก็อยากให้อาร์เปิดใจ ..ชีวิตคนเรามันสั้นหาความสุขให้ตัวเองไม่ดีกว่ารึไง”
ผมยิ้ม “ครับ ชีวิตคนเรามันสั้น แต่ผม..ไม่เคยรู้สึกว่าเขาหายไปไหน”
“...”
“ผมไปก่อนนะครับ” ..มันคือเื่จริงที่ผมรู้สึกแบบนั้น ไม่ได้กําลังหลอกตัวเองหรือไม่คิดเดินไปข้างหน้าผมแค่เลือกจะหยุดความรู้สึกไว้แค่ที่คิว ไม่รู้คุณเคยเป็ไหม..การที่เรารักใครได้แค่คนเดียว เพราะเขาคือคนที่เกิดมาเพื่อคุณ
หน้าโรงพยาบาลกําลังเกิดความวุ่นวาย เหมือนทุกครั้งที่มีรถฉุกเฉินเข้ามาส่งต่อผู้าเ็เร่งด่วนผมวิ่งเข้าหารถเข็นนอนคันนึงที่มีเด็กน้อยนอนร้องไห้เสียงดังด้วยความเ็ปทรมานตามตัวมีรอยแดงที่เกิดจากความร้อน เส้นขนถูกทําลายเล็กน้อยมีแผลถลอกที่น่าจะเกิดจากการล้มลุกคลุกคลานเอาตัวรอด
“เข็นเข้าห้องฉุกเฉิน เตรียมอุปกรณ์ทําแผล”
“ครับ”
“ไม่เป็ไรแล้วนะ ถึงมือหมอแล้ว เดี๋ยวก็หายเจ็บ ไม่ต้องร้องนะครับ”ผมพูดปลอบเด็กชายที่ขวัญเสีย โชคยังดีที่ระดับของการเผาไหม้อยู่แค่ระดับที่หนึ่ง
“คุณหมอครับ! มีผู้ป่วยโคม่าครับ หมดสติอยู่ในที่เกิดเหตุ”
ผมมองหาคนไข้ที่ว่า “เตียงไหน”
“กําลังมาครับคุณหมอ”
ผมมองไปที่ประตูห้องฉุกเฉินชายร่างสูงผิวสองสีกำลังก้าวเท้าเดินเข้ามาด้วยความมั่นคงและหนักแน่นสายตามองตรงมาที่ผมแบบไม่คิดหลบสายตา ..ไม่ถูกชะตา บนหลังของคนๆ นี้มีผู้ป่วยที่หมดสตินอนสลบไสลอยู่ ผมถอนหายใจและเดินตรงไปที่ชายแปลกหน้าทันทีคงเป็ญาติของผู้ประสบภัย
“ทําไมคุณไม่ให้บุรุษพยาบาลรับคนไข้ต่อคุณไม่ควรแบกเขาขึ้นหลังแบบนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณจะรับผิดชอบไหวรึไง!”
“...” คนตรงหน้าไม่ตอบ
“..งั้นคุณวางเขาลงบนเตียง แล้วก็เชิญออกไปรอด้านนอก”ไม่มีประโยชน์ที่จะซักหาเหตุผล ..เสียเวลาเปล่าผมหันกลับมาตั้งสติกับอาการของคนไข้ มีแผลสด ปุ่มน้ำอยู่ตามตัว รวมถึงใบหน้าขนจมูกถูกเผาไหม้ มีเสียงตอนหายใจ ..ระดับการเผาไหม้อยู่ระดับที่สอง“น่าจะสําลักควัน มีภาวะ InhalationInjury ให้สารน้ำ แล้วก็ให้ออกซิเจนความเข้มข้นร้อยเปอร์เซ็นต์วัดค่า COHb ในเื”
“ค่ะคุณหมอ”
ผมเดินตรวจตามเตียงผู้ป่วยหลายคนจนหมดแรงยังดีที่ไม่มีใครเสียชีวิตถึงจะมีอาการหนักบ้างเบาบ้าง ..สถานการณ์คลี่คลายผมมองไปรอบๆ ห้องฉุกเฉินเพื่อดูว่ายังมีผู้ป่วยคนไหน้าการรักษาเร่งด่วนจนกระทั่งสายตามาสะดุดเข้ากับผู้ชายคนเดิมที่พาผู้ประสบภัยเข้ามา ผมเดินเข้าหาด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์“ทำไมคุณยังอยู่ในนี้ ที่นี่ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์เข้า ไม่ทราบกฎรึไงครับ”
มันยิ้มมุมปากข้างเดียว ท่าทีสบายๆ “ผมยังไปไม่ได้”
“ทำไมครับ”
“ผมต้องเฝ้าเขาไว้” มันชี้ไปที่คนไข้ที่ตัวเองพาเข้ามาเมื่อราวชั่วโมงที่แล้ว“ผมจะไปก็ต่อเมื่อตำรวจมาเท่านั้น”
“ทำไมครับ กลัวเขาหายรึไง”
“ใช่”
“ผมจะพูดกับคุณดีๆ อีกครั้ง ญาติ..กรุณารอด้านนอก”
“...”
“ถ้าคุณยังดื้อที่จะอยู่ในนี้ ผมคงต้องให้ รปภ. มาเชิญคุณออกไป”
“ผมไม่คิดว่าจะมีใครเชิญผมออกไปได้ ถ้าผมไม่้า”
ผมมองหน้าไอ้คนตรงหน้าถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ผมกำลังสวมบทหมอผู้ช่วยชีวิตคน ผมคงใช้กำลังจัดการสถานการณ์นี้ถึงจะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำให้ไอ้คนตัวสูงกว่าเล็กน้อยเจ็บตัวได้รึเปล่าผมคลายมือที่กำหมัดแน่น “งั้นลองดูหน่อยล่ะกันครับ” ..ไม่ลงมือเองก็ได้ผมเดินไปที่เคาเตอร์พยาบาลและยกหูโทรศัพท์กดเบอร์เรียกหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลทันที..อยากรู้ว่าจะแน่สักแค่ไหน แต่ทันทีที่ รปภ. มาถึง ผมก็ได้คำตอบมันแน่กว่าที่ผมคิด แรงฉุดกระชากของ รปภ.สองคนไม่อาจทำให้ไอ้ร่างแกร่งขยับเขยื้อนออกจากจุดที่ยืนอยู่ได้สักนิด และถึงจะพยายามจัดการเงียบๆแต่ทั้งคนไข้ พยาบาล และหมอคนอื่นๆ ก็เริ่มหันมาสนใจสถานการณ์เป็ตาเดียว
“ผมขอยืนยันอีกครั้งนะครับ ญาติกรุณารอด้านนอกช่วยอย่าสร้างความวุ่นวายได้ไหมครับ!” ผมพยายามข่มเสียง และพูดด้วยรอยยิ้ม..ไม่อยากโดนร้องเรียน
“ผมก็ยืนยันว่าจะรอเจอตำรวจก่อน”
“ไหนครับ! คนไหน”เสียงโหวกเหวกนำมาก่อนที่ประตูห้องฉุกเฉินจะถูกเปิดออกตำรวจสองสามนายกำลังเดินเข้ามา ..ไม่ใช่ภาพที่เห็นได้บ่อย
“มีอะไรรึเปล่าครับคุณตำรวจ ถ้าไม่เร่งด่วน กรุณารอด้านนอกด้วยครับ”ทำไมมีแต่คนไม่เคารพกฎวะ!
“ผมได้รับแจ้งมาว่า หนึ่งในผู้ประสบเหตุเป็คนวางเพลิงครับ”
“..คนวางเพลิง?”
“ครับ”
“ถามน้องคนนี้เลยค่ะคุณตำรวจ” หนึ่งในผู้ประสบเหตุพูดขึ้นและชี้ไปที่ไอ้คนกวนอารมณ์“น้องเขาเป็พลเมืองดีที่เข้าไปช่วยไอ้เวรนั่นไม่ให้ตายคากองเพลิงแต่ไม่รู้จะช่วยทำไม น่าจะปล่อยให้ตายๆ ไปซะ”
“?!!?” ห่ะ ไอ้บ้าเนี่ยนะพลเมืองดี ..แถมช่วยไอ้คนวางเพลิง?
“ว่าไงครับคุณ ผู้ต้องสงสัยอยู่ไหน” ตํารวจถามไอ้พลเมืองดีมันชี้ไปที่คนไข้ที่มันแบกเข้ามา
“โอเค ขอบคุณคุณมาก ไว้ทางตํารวจจะติดต่อกลับไปคุณสะดวกที่จะให้ปากคําที่โรงพักไหม”
“ผมยินดีเสมอครับ” มันเหลือบตามองมาที่ผม “..เพราะผมเป็พลเมืองดีที่ไม่เคารพกฎ” แล้วมันก็เดินทอดน่องออกไปจากห้องฉุกเฉิน ..คิ้วของผมกระตุกขมวดแล้วทําไมไม่รีบบอกว่าตัวเองกําลังเฝ้าคนร้าย โธ่เว้ย! เสียหน้าชะมัดผมพยายามผ่อนลมหายใจนับหนึ่งถึงยี่สิบก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงของไอ้คนวางเพลิง..ได้สติ แสดงสีหน้าประหลาดแถมยังฝืนจะลุกขึ้นจากเตียงทั้งที่มีสายระโยงระยางและพยาบาลก็กำลังพยายามกดร่างของเขาให้นอนลงแต่แล้วพยาบาลสองคนก็ถูกมันสลัดจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง ผมขยับตัวเข้าไปใกล้ทันทีตํารวจก็เช่นกัน
“อยู่นิ่งๆ อย่าคิดหนี! ยังไงก็ไปไหนไม่รอด”ตํารวจนายหนึ่งพูดโพล่งออกไป ส่วนไอ้คนร้ายก็แสยะยิ้มใต้หน้ากากออกซิเจนผมรู้ได้เลยว่ามันคิดจะทําอะไรดูจากการใช้สายตาเหลือบมองของมัน..ด้านขวาของมันมีชุดเครื่องมือทําแผล หนึ่งอุปกรณ์ในถาดเครื่องมือนั่นคือกรรไกรส่วนเตียงด้านซ้ายก็มีเด็กน้อยที่ยังตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ไฟไหม้ ..หนีแน่และมันมีตัวประกัน ผมคิดประมวลยังไม่ทันเสร็จ มันก็ชิงลงมือ แต่ผมก็ไวพอที่จะพุ่งตัวเข้าชาตที่ข้อมือของมันผมออกแรงหักบิดจนกรรไกรหลุดออกจากมือของมัน แต่ผมคงประมาทเกินไปเพราะมันกลับกระชากคอของผมเข้าใต้แขนที่เต็มไปด้วยแผลเหวอะ
“ตอนนี้คุณต้องรักษาตัวก่อน!” ผมพูดทั้งที่ใไม่น้อยแต่ผมว่าผมชินชากับการเสี่ยงเป็เสี่ยงตายที่อันตรายมากกว่าครั้งนี้มาแล้ว..แค่นี้ เลยไม่ทําให้ผมรู้สึกกลัวอะไรมากนัก
“มึงไม่ต้องสอนกู เป็หมอก็อยู่ส่วนหมอ”
“อาการของคุณอาจถึงตายได้ ผมว่..”
“เลิกพล่ามได้แล้ว!!” มันเพิ่มแรงรัดที่ลําคอ ..เริ่มอึดอัดด้านหลังของมันเป็เตียงคนไข้ที่อยู่ติดกัน ด้านหน้าก็เป็ทางเดินที่คับแคบไม่มีพื้นที่ให้จัดการไอ้บ้านี่
“ฉันขอรถหนึ่งคัน! ห้ามตาม! ไม่งั้นหมอนี่ตายแน่”
“ได้ แต่นายต้องปล่อยหมอก่อน”
“ไม่! หมอต้องไปกับฉั..” เสียงของมันขาดห้วงขณะที่ผมเองก็ถูกแรงกระแทกจากด้านหลังส่งให้ตัวกระเด็นไปที่ด้านหน้าดีที่คุณตํารวจยืนเป็แผงกันไม่ให้ผมล้ม พอตั้งหลักได้ผมก็รีบหันไปมองเหตุการณ์ไอ้คุณพลเมืองดีกําลังโหนราวของผ้าม่านที่ใช้ปิดระหว่างเตียงผู้ป่วยเดาว่าก่อนหน้านั้นมันคงใช้เข่ากระทุ้งเข้าที่หลังของคนร้ายจนมือไอ้คนร้ายคลายออกจากคอของผมไอ้พลเมืองดีหย่อนตัวเองลงยืนบนพื้นอย่างมั่นคงก่อนจะจับและบิดแขนของคนร้ายให้ไพล่หลังแล้วใช้มืออีกข้างกดจุดบนคอ ต่อด้วยจับงอจนกลัวว่ากระดูกคอจะหัก แล้วไอ้ผู้ร้ายนั่นก็สิ้นฤทธิ์สงบลงโดนจับตัวให้นอนบนเตียง..ทั้งหมดนี่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที..เสียงของประชากรในห้องฉุกเฉินที่พากับเงียบเพราะมัวแต่ลุ้นระทึกจึงค่อยคืนกลับมาไอ้คุณพลเมืองดีพอทําหน้าที่เสร็จก็เดินเอาสองมือล้วงกระเป๋ากางเกงเดินออกจากห้อง..ไอ้ขี้เก๊ก แถมตอนเดินผ่านหน้าผม มันยังปรายตามองเหมือนพูดว่า ..ไงล่ะฝีมือของกูเห็นแล้วหงุดหงิด
พอสถานการณ์ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง ผมก็บึ่งรถกลับคอนโด ดีที่พรุ่งนี้เป็วันหยุดผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มทันทีที่วางของลงบนโต๊ะข้างตัว ..แช่น้ำอุ่นสักยี่สิบนาทีแล้วค่อยหาอะไรง่ายๆ กิน จะได้ไม่นอนทรมาน..ผมยังอยู่ในคอนโดเดิมที่ผมกับคิวเคยอยู่ ่แรกมันทรมานมากผมเอาแต่จมอยู่กับภาพของความทรงจำที่ยังวนเวียนมาให้นึกถึง แต่พอเวลาผ่านไปผมก็เปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็พลังในการที่จะอยู่ต่อไป ความทรงจำและเื่ราวระหว่างผมกับคิวยังคงมีอยู่..ลู่วิ่งที่มีรอยแผลเพราะคิว ..ครัวที่คิวมักหันหลังทำกับข้าวให้ผมกิน..เตียงนอนที่เราเคยซุกตัวอยู่ข้างกันผมมักเอาแต่ยิ้มเมื่อนึกถึง่เวลาที่ผมได้อยู่กับคิว ..ผมมองกองเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะวันนี้แม่พาแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องให้ผม จดหมายและเอกสารหลายฉบับที่ถูกส่งไปที่บ้านจึงเดินทางมาหาผมพร้อมแม่..ผมหยิบดูจดหมายที่เร่งด่วนมาก รอได้บ้าง และไม่สำคัญบ้าง ..รอบนี้เยอะแหะส่งอะไรมากันนักกันหนา ผมไม่ได้สนใจจะดูให้หมดตอนนี้เพราะอยากแช่น้ำมากกว่า..ผมถอดเสื้อผ้าและสวมเพียงชุดคลุมเข้าห้องน้ำ น้ำในอ่างอุณหภูมิกำลังดี ผมวางร่างเปลือยเปล่าของตัวเองลงในน้ำเปิดเพลย์ลิสเพลงโปรดและพักสายตา ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าห้องของตัวเองกำลังถูกบุกรุก..จนกระทั่งผมลืมตาขึ้นหลังเผลอหลับไปราวยี่สิบนาที เสียงรองเท้าที่ย่ำเดินอยู่นอกห้องเล็ดลอดเข้ามาใกล้หน้าประตูห้องน้ำประสาทสัมััของผมตื่นตัวทันที ผมลุกขึ้นจากอ่างนํ้า สวมชุดคลุมและเปิดตู้หยิบเอาปืนคู่ใจที่เก็บซ่อนไว้มาถือกระชับในมือพร้อมสําหรับการจู่โจมของใครก็ตามที่บุกรุกเข้ามามือข้างหนึ่งของผมจับที่ลูกบิดประตูและบิดหมุนด้วยความแ่เบา ประตูค่อยๆถูกเปิดแง้มออก ผมเห็นหลังของผู้บุกรุกที่ยืนอยู่ไกลออกไปในครัวมันกําลังทําท่าทางบางอย่างที่ผมคุ้นเคย ..เปิดตู้เย็นงั้นเหรอ?เป็โจรที่เห็นแก่ของกินรึไง ผมย่องเข้าไปหามันอย่างเงียบๆ ดูเหมือนมันจะไม่รู้ตัวสักนิดในหัวก็เกิดคําถามว่า มันฝ่าระบบซิเคียวริตี้ของที่นี่ขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง..แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเปิดฉากจู่โจมมันในระยะสองเมตรเป็มันที่หันหลังมาเผชิญหน้ากับผมใต้แสงของโคมไฟสีส้มนวลและแสงจากถนนด้านล่างที่ทะลุผ่านม่านสีขาวละมุน ดวงตาคมแข็งมองมาที่ผม ..ไอ้พลเมืองดีที่โรงพยาบาล!
“คุณเป็ใครกันแน่ แล้วขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง ้าอะไร”
“ถามเยอะขนาดนี้ จะให้ผมตอบคําถามไหนก่อนดีครับคุณอาร์”
“..เข้ามาได้ไง!”
“...” มันไม่ตอบแถมยังถือวิสาสะเดินผ่านหน้าผมไปเที่ยวจับข้าวของที่วางอยู่ ไม่ได้สนใจอาวุธในมือผมสักนิด “ผมเป็หน่วยลับ”
..หน่วยลับ? วอทเดอะฟ..!!! ข้อมูลตัวตนที่เป็ความลับ มันจะหลุดมาจากเบื้องบนได้ยังไง“คุณโกหก บอกมาดีๆ ดีกว่าว่าคุณเป็ใคร มาทําอะไรที่นี่!”ผมเดินอ้อมไปดักหน้าและชี้ปืนไปที่หน้าไอ้คนตัวสูงกว่าถึงร่างกายจะดูแข็งแกร่งตามแบบฉบับหน่วยลับแต่ผมไม่คิดจะปล่อยให้มันมากร่างถึงที่แบบนี้แน่ๆ..มันจับเข้าที่กระบอกปืนแล้วจับขึ้นชี้ไปบนเพดานก่อนจะดันตัวของผมพิงเข้ากับผนังเปล่าอย่างรวดเร็ว มันมองผมแบบไม่ละสายตาผมเองก็เหมือนกัน นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!? ผมพยายามออกแรงข้อมือที่ถือปืนแต่ก็สู้แรงของมันไม่ไหว มืออีกข้างก็โดนมันกดติดผนังั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้..ขายังว่าง ผมดึงเข่าจะกระทุ้งเข้าเป้าของมันแต่ก็ถูกมันแนบประชิดแบบไม่เหลือช่องว่าง!! เมื่อการดิ้นรนของผมไม่เป็ผลผมเลยเลือกที่จะเจรจา “แล้วคุณหน่วยลับมาทําอะไรที่นี่!?” ถึงร่างกายผมจะสู้ไม่ได้แต่รับรองว่าาสายตา..ผมไม่แพ้แน่
..มันยิ้มอ่อนลงแต่ก็ยังแฝงความเ้าเล่ห์ ก่อนจะโถมทั้งตัวลงบนตัวของผมแล้วกระซิบที่หูของผมด้วยเสียงเบา “ผมมาหาคุณอาร์ของผมครับ..”
“?!”
“ผมคิดถึงคุณอาร์..แฟนของผม”
จดหมายถึง ‘หมออาร์’ จาก ‘อิชะ-โนอาห์’
สวัสดีครับคุณหมอ เราไม่ได้ติดต่อกันเลยนะครับ จริงๆ ผมควรเมลล์หาคุณหมอซึ่งเป็วิธีที่แสนง่ายแต่คนข้างตัวผมเขาเสนอวิธีนี้พอดีเรากําลังทําวิจัยเกี่ยวกับความรู้สึกที่แตกต่างกันระหว่างการอ่านจดหมายที่เป็กระดาษติดอากรแสตมป์กับการอ่านจากเมลล์น่ะครับเอาเป็ว่าผ่านเื่นี้ไปก่อน คุณอาร์เป็ยังไงบ้างครับ ทางผมกับคีย์ก็มีความสุขดีตามประสานักวิทยาศาสตร์และเ้าขององค์กรซึ่งคุณอาร์คงรู้จากข่าวสารบ้างแล้ว ..เข้าเื่เลยนะครับผมต้องขอโทษที่ใช้เวลากว่าสองปีถึงจะส่งของขวัญไปให้คุณได้สําเร็จมันเป็การทดลองที่ผมเองก็ไม่คิดว่าจะทําได้ ต้องขอบคุณความคิดอันลํ้าหน้าของคีย์เขา..ตอนที่เราได้ตัวคิลกลับมา ก่อนที่จะผ่าตัดสมองผ่าเอาเซลล์ส่วนของความทรงจําออกเราได้ทําการแปลงคลื่นไฟฟ้าของสมองและบันทึกเก็บไว้เป็อย่างดีโดยที่ไม่รู้ว่าเราจะสามารถทําอะไรกับมันได้ จนเวลาล่วงเลย และความพยายามของเราก็เห็นผลผมขอคืน ‘คิว’ ที่มีความทรงจําเกือบสมบูรณ์ให้คุณถือเป็คําขอบคุณจากทั้งผมและคีย์
ป.ล. โลกใบนี้จะมีแค่คิวของหมออาร์เท่านั้นครับ
.
.
.